× รพ.ตรวจโควิด ข่าวโควิด
แพคเกจสุขภาพ
ลงข้อมูล โฆษณา
healthserv.net@gmail.com

คนไทยกับคนอเมริกันใช้จ่ายต่างกันอย่างไร - ดร.พนิต ภู่จินดา

คนไทยกับคนอเมริกันใช้จ่ายต่างกันอย่างไร - ดร.พนิต ภู่จินดา - HealthServ

มนุษย์เงินเดือนไทยทั้งหลายมักจะบ่นว่ามีรายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามอัตราค่าของชีพและแรงจูงใจในการจับจ่ายซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ที่โหมโฆษณา เพื่อดึงเงินออกจากกระเป๋าของเรากันอยู่ทุกวี่ทุกวัน หน่วยงานของรัฐก็พยายามที่จะให้ประชาชนตระหนักรู้ถึงการใช้จ่ายอย่างพอดีตัว โดยการส่งเสริมให้ทำบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อให้เห็นโครงสร้างของการใช้จ่ายเงินซึ่งจะทำให้สามารถบริหารจัดการเงินให้แต่ละหมวดหมู่ได้อย่างเหมาะสมกับความต้องการความจำเป็นและรายรับที่แต่ละครอบครัวได้รับ


เทียบอเมริกันกับไทย
 

เรามักจะเปรียบเทียบตัวเองกับคนประเทศอื่นขึ้นอยู่เสมอว่า เขามีรายได้มากมาย สามารถจับจ่ายซื้อสินค้าและบริการในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ต้องรัดเข็มขัดประหยัดจนเอวคอดกิ่วเหมือนกับที่มนุษย์เงินเดือนของประเทศไทยเป็นอยู่

ลองมาดูกันว่าคนไทยกับคนอเมริกันมีค่าใช้จ่ายในด้านใดกันบ้างและเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ของรายจ่ายทั้งหมด 

จากข้อมูลของกระทรวงแรงงานประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2016 ระบุเกี่ยวกับรายได้และค่าใช้จ่ายของครัวเรือนอเมริกันไว้ดังนี้

รายได้ 
ค่าเฉลี่ยรายได้ต่อครัวเรือนของคนอเมริกัน อยู่ที่ 74,664 ดอลล่าร์ต่อปี (ราว 2.38 ล้านบาท คำนวนที่ 32 บาท/ดอลลาร์) 


รายจ่าย
ครัวเรือนอเมริกัน มีรายจ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 57,311 ดอลล่าร์ต่อปี คิดเป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 77% ของรายได้ทั้งหมด โดยใช้เงินไปกับ
  • ค่าที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้ในครัวเรือนที่ประมาณ 33% หรือ 1 ใน 3 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด
  • รองลงมาคือค่ายาและค่ารักษาพยาบาลประมาณ 22%
  • ส่วนค่ายานพาหนะและค่าเดินทางประมาณ 16% และ
  • ค่าอาหารและเครื่องดื่มประมาณ 13 %

สรุปได้ว่าพลเมืองอเมริกันจ่ายเงินกับการมีบ้านและการดูแลบ้านมากที่สุด รองลงมาคือการดูแลสุขภาพ แต่ถ้าคิดว่าค่าใช้จ่ายสำหรับปัจจัยสี่คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย สำหรับคนอเมริกันรวมกันแล้วอยู่ที 73% ของรายจ่ายทั้งหมด
 


หันมามองประเทศไทยกันบ้าง สำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า

รายได้ต่อครัวเรือนของประเทศไทยในปี 2016 อยู่ที่ 26,946 บาทต่อเดือน

และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 21,437 บาท หรือคิดเป็น 80% ของรายได้เฉลี่ย โดยมี
  • ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่มประมาณ 35% หรือกว่า 1 ใน 3 ของรายได้ทั้งหมด
  • รองลงมาคือค่าที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้ในครัวเรือนประมาณ 20%
  • ค่ายานพาหนะและค่าเดินทางประมาณ 17%
  • และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการอุปโภคบริโภค เช่น ภาษี เบี้ยประกันภัย ดอกเบี้ย และสลากกินแบ่ง อีกประมาณ 13%


สรุปว่าคนไทยเสียเงินกับเรื่องกินมากที่สุด รองลงมาคือเสียเงินให้กับที่อยู่อาศัย แต่ถ้าถ้าคิดเฉพาะปัจจัยสี่ก็จะอยู่ที่ประมาณ 62% ของรายจ่ายทั้งหมด
 

 
article image2 - HealthServ
 
 

ความแตกต่างทางโครงสร้าง




เมื่อเอารายจ่ายของไทยกับอเมริกันมาเทียบกัน ก็จะเห็นความแตกต่างในเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน สัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ครัวเรือนของคนไทยมากกว่าคนอเมริกันประมาณ 3% คนอเมริกันใช้เงินไปกับปัจจัยสี่มากกว่าคนไทยถึง 11% ซึ่งที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม อาหารและยารักษาโรค เป็นองค์ประกอบพื้นฐานจำเป็นของชีวิตมนุษย์ ซึ่งก็เป็นเรื่องถูกต้องที่เราจะต้องใช้จ่ายกับเรื่องจำเป็นเหล่านี้มากที่สุด

การที่คนไทยใช้จ่ายกับปัจจัยสี่น้อยกว่าคนอเมริกันค่อนข้างมาก อาจจะมาจากการที่สังคมไทยยังเป็นครัวเรือนใหญ่กว่าครอบครัวเดี่ยวแบบอเมริกัน ทำให้ต้นทุนของค่าใช้จ่ายอันเกิดจากปัจจัยสี่มีน้อยกว่า เนื่องจากมรดกตกทอดหรืออาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีการรวมรายได้และช่วยเฉลี่ยค่าใช้จ่าย อีกทั้งค่าแรงงานในการดูและและบำรุงรักษาบ้านในประเทศไทยยังถูกกว่าอเมริกาค่อนข้างมาก
 
 

ความจริงที่สวนทาง


เมื่อพิจารณาแยกเป็นประเภทค่าใช้จ่ายพบว่า คนไทยเสียค่าอาหารมากกว่า 1 ใน 3 ของรายจ่ายทั้งหมด ในขณะที่คนอเมริกันเสียเงินไปกับการกินเพียงแค่ 13% แสดงว่า ราคาอาหารของประเทศไทยที่เราว่าถูก กลับเป็นของแพงเมื่อเทียบกับอัตราค่าของชีพของคนไทย

คนอเมริกันเสียค่าใช้จ่ายกับบ้านและการดูแลบ้านมากกว่าคนไทยถึง 13% แสดงให้เห็นถึง การให้ความสำคัญกับที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นสิ่งพื้นฐานของชีวิตมนุษย์ที่ต้องการความรู้สึกอบอุ่น มีความเป็นส่วนตัวและมีชีวิตที่ดี นอกเหนือจากเวลาที่อยู่นอกบ้าน

แต่ในทางกลับกัน คนอเมริกันเสียเงินกับค่ายาและค่ารักษาพยาบาลประมาณ 22% ในขณะที่คนไทยใช้จ่ายเงินด้านนี้เพียงแค่ 3.4% เท่านั้น เนื่องจากรัฐบาลไทยได้ให้เงินสนับสนุนและอุดหนุนค่ารักษาพยาบาลเป็นจำนวนมาก
 

จากโครงสร้างค่าใช้จ่ายของครัวเรือนไทยเราจะเห็นได้ว่า ประเด็นสำคัญสำหรับทุกคน คือ การลดค่าใช้จ่ายโดยรวมลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่ม ให้ลงมาอยู่ในราคาที่ประชาชนสามารถจับต้องได้ ลดค่าใช้จ่ายในหมวดที่ไม่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภค เช่น ค่าของขวัญ ค่าซื้อสลากกินแบ่ง หรือหวยใต้ดินลง เพื่อรับมือกับสถานการณ์อนาคตที่ค่ายาและค่ารักษาพยาบาลจะเพิ่มขึ้น ตามต้นทุนด้านสุขภาพและการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เพื่อให้คนไทยได้มีปัจจัยสี่อย่างเพียงพอและสอดคล้องกับรายได้ที่พวกเขามีซึ่งจะนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป

ดร.พนิต ภู่จินดา
 
*** บทความนี้เผยแพร่บนเว็บไซต์ Rabbit Today เมื่อปี 2019
ข้อมูล/ภาพจาก

มีผู้อ่านล่าสุด

ข่าว/บทความล่าสุด

ทั้งหมด

สำรวจความต้องการบริการสุขภาพของคนไทย ภายใต้เงื่อนไขเรื่องงบประมาณ"บริการสุขภาพใดที่ท่านต้องการเพื่อตัวเองและครอบครัวมากที่สุด" ร่วมตอบแบบสอบถาม

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บริการ ด้านสุขภาพในทุกมิติ
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @healthserv

เพิ่มเพื่อน @healthserv
เพิ่มเพื่อน @healthserv
https://lin.ee/WSunSYA

โปรดเข้าใจว่า HealthServ.net ไม่ได้เป็นสถานพยาบาล ไม่ได้เป็นผู้ให้บริการวิชาชีพด้านแพทย์ใดๆ จึงไม่สามารถให้คำปรึกษาในด้านการแพทย์ การรักษาใดๆ ได้ในทุกๆ กรณี - HealthServ.net เป็นสื่อที่เสนอเนื้อหาด้านสุขภาพ ได้แก่ บทความ ข่าวสาร รวมถึง ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับแพคเกจ/บริการจาก รพ./สถานพยาบาล/ผู้ให้บริการต่างๆ ในประเทศไทย เท่านั้น รายละเอียดเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับบริการ-ราคา-เงื่อนไข-วิธีการบริการ โปรดสอบถามไปยังรพ./สถานพยาบาล/ผู้ให้บริการนั้นๆ โดยตรง (ในส่วนของ รพ./สถานพยาบาล/ผู้ให้บริการ นั้น HealthServ ช่วยได้ในแง่ของข้อมูลติดต่อ สถานที่ตั้ง หรืออื่นๆ ที่เป็นข้อมูลทั่วไป)