× รพ.ตรวจโควิด ข่าวโควิด
แพคเกจสุขภาพ
ลงข้อมูล โฆษณา
healthserv.net@gmail.com

ผลสำรวจความเห็นคนไทย ต่อการใช้ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal Life) ปี 2565

ผลสำรวจความเห็นคนไทย ต่อการใช้ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal Life) ปี 2565 - HealthServ

ดำเนินการสำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) โดย สสช. ได้สัมภาษณ์สมาชิกในครัวเรือนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ 6,970 คน ระหว่างวันที่ 5-18 มกราคม 2565

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) [สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.)] เสนอ ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal Life) พ.ศ. 2565 [เป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (17 มิถุนายน 2545) ที่ให้ สสช. จัดเก็บข้อมูลและสถิติตัวเลข รวมทั้งสำรวจและสอบถามประชาชนเกี่ยวกับนโยบายหลัก ๆ ของรัฐบาล แล้วรายงานคณะรัฐมนตรีทราบ] โดย สสช. ได้สัมภาษณ์สมาชิกในครัวเรือนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ 6,970 คน ระหว่างวันที่ 5-18 มกราคม 2565 สาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้


การปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal Life) พ.ศ. 2565


1. ความกังวลต่อสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
ประชาชน ร้อยละ 97.7 มีความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าว ร้อยละ 2.3 ไม่มีความกังวล
 

2. การปฏิบัติตัวของประชาชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

แบ่งเป็น 2 กรณี ได้แก่

(1) กรณีเมื่ออยู่กับคนในบ้าน ประชาชนร้อยละ 90 ปฏิบัติตัวตามมาตรการของภาครัฐเพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค ติดตามข่าวสารและข้อปฏิบัติจากกระทรวงสาธารณสุขเป็นระยะ เฝ้าระวังเป็นพิเศษกับสมาชิกในครอบครัวที่เป็นกลุ่มเสี่ยงและสังเกตอาการผิดปกติของสมาชิกในครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังไม่สามารถปฏิบัติตัวตามมาตรการของภาครัฐได้อย่างเต็มที่ เช่น การสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลา (ร้อยละ 62.8) การแยกกันรับประทานอาหาร/แยกห้องอยู่อาศัย (ร้อยละ 58) และ

(2) กรณีเมื่อออกนอกบ้าน ประชาชนร้อยละ 90 ปฏิบัติตามมาตรการภาครัฐ โดยสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างมือด้วยสบู่หรือ เจลแอลกอฮอล์ ตรวจวัดไข้ก่อนเข้าไปยังสถานที่ เดินทางโดยรถส่วนตัว และงดรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น


3. การปรับเปลี่ยนการใช้วิถีชีวิตเป็นแบบ New Normal Life

ประชาชนมีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต โดย 3 อันดับแรก ได้แก่
(1) จัดเตรียมอุปกรณ์ก่อนออกจากบ้าน เช่น หน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์ (ร้อยละ 90.4)
(2) หลีกเลี่ยงการไปอยู่ในสถานที่แออัดการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มหรืองานเลี้ยงสังสรรค์ (ร้อยละ 64.1) และ
(3) ออกนอกบ้านเท่าที่จำเป็น เช่น ลดการไปห้างสรรพสินค้าและตลาดนัด (ร้อยละ 60.5) โดยผู้ที่มีการศึกษาสูงกว่าระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเริ่มมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวัน และผู้ที่มีอายุ 18-49 ปี มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้มากกว่าผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปด้วย


4. การใช้สื่อสังคมออนไลน์และแอปพลิเคชัน

ประชาชนใช้แอปพลิเคชันเกี่ยวกับติดต่อการสื่อสารและการรับข้อมูลมากที่สุด (ร้อยละ 81.5) เช่น ไลน์ วอตส์แอปป์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และ อินสตาแกรม รองลงมาแอปพลิเคชันเกี่ยวกับทางการเงิน (ร้อยละ 70.7) เช่น เป๋าตัง ถุงเงิน และกรุงไทยเน็ก และแอปพลิเคชันเกี่ยวกับความบันเทิง (ร้อยละ 69.7) เช่น เน็ตฟลิกซ์ ยูทูบ และติ๊กต็อก โดยผู้ที่มีการศึกษาสูงกว่าระดับมัธยมศึกษาตอนต้นใช้มากกว่าผู้ที่มีการศึกษาต่ำกว่า และผู้ที่มีอายุ 18-49 ปี ใช้มากกว่าผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปด้วย


5. ความสุขของประชาชนในภาพรวม

ประชาชนมีความสุขในภาพรวมในระดับมาก-มากที่สุด ร้อยละ 53.1 มีความสุขระดับปานกลาง ร้อยละ 37.3 มีความสุขในระดับน้อย-น้อยที่สุด ร้อยละ 8.9 และไม่มีความสุขเลย ร้อยละ 0.7 โดยภาคใต้และภาคใต้ชายแดนมีความสุขในภาพรวมอยู่ในระดับมาก-มากที่สุดสูงกว่าภาคอื่น (ร้อยละ 68.5)


6. แผนการปรับตัวรับมือหากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีความรุนแรงอีกครั้ง

ประชาชนมีแผนการปรับตัวรับมือ ได้แก่ (1) ปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต เช่น ออกจากบ้านทุกครั้งต้องใส่หน้ากากอนามัย และหลีกเลี่ยงการออกไปนอกบ้านหากไม่จำเป็น (ร้อยละ 87.3) (2) ประหยัดและใช้จ่ายน้อยลง (ร้อยละ 82.2) และ (3) แก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจโดยนำเงินออมออกมาใช้จ่าย (ร้อยละ 25.7)


7. นโยบายการให้ประชาชนแสดงหลักฐานการได้รับวัคซีนป้องกันโรค
โควิด-19 หรือผลการตรวจโควิด-19 เพื่อเข้าสถานที่ต่าง ๆ ประชาชนเห็นด้วย ร้อยละ 85.1 และไม่เห็นด้วย ร้อยละ 14.9 (เนื่องจากเห็นว่า นโยบายดังกล่าวมีความยุ่งยาก ทำให้เสียเวลารวมถึงชุดตรวจ ATK มีราคาแพง และเป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคล) ทั้งนี้ มีประชาชนที่เคยถูกขอให้แสดงหลักฐานฯ (ร้อยละ 32.4) ณ สถานที่ราชการ (ร้อยละ 13.5) โรงพยาบาล (ร้อยละ 12.3) และสถานที่ทำงาน (ร้อยละ 9.8) ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เคยถูกขอให้แสดงหลักฐานฯ (ร้อยละ 67.6)
 

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของ สสช.


1. ควรมีการสื่อสารประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หลากหลายช่องทางและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน รวมทั้งการสร้างความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติตัวเมื่ออยู่กับคนในครอบครัวและเมื่อออกนอกบ้าน
 
2) ควรมีการส่งเสริม ป้องกัน และลดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยรัฐต้องสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์/ชุดตรวจโควิด-19 (เช่น ATK และหน้ากากอนามัย) ได้ในราคาย่อมเยา หรือตรวจ ATK ให้ฟรีสำหรับการเข้าสถานที่ราชการต่าง ๆ และควรมีมาตรการส่งเสริมและกระตุ้นให้ผู้ที่ไม่ต้องการฉีดวัคซีนหันมาฉีดวัคซีนเพิ่มมากขึ้น หรือผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้วกลับมาฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้น เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่มากที่สุด

3) ควรมีการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เช่น การใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน การให้ความช่วยเหลือประชาชนผ่านมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยใช้แอปพลิเคชัน

4) ควรมีการส่งเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนรู้เท่าทันภัยที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อไม่ให้ถูกหลอกลวงได้ง่าย โดยเฉพาะให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้สูงอายุมากที่สุด

5) ควรมีนโยบายหรือมาตรการช่วยเหลือเยียวยาอย่างต่อเนื่องให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ผ่านมาตรการหรือโครงการต่างๆ
 
ข้อมูล/ภาพจาก

มีผู้อ่านล่าสุด

ข่าว/บทความล่าสุด

ทั้งหมด

สำรวจความต้องการบริการสุขภาพของคนไทย ภายใต้เงื่อนไขเรื่องงบประมาณ"บริการสุขภาพใดที่ท่านต้องการเพื่อตัวเองและครอบครัวมากที่สุด" ร่วมตอบแบบสอบถาม

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บริการ ด้านสุขภาพในทุกมิติ
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @healthserv

เพิ่มเพื่อน @healthserv
เพิ่มเพื่อน @healthserv
https://lin.ee/WSunSYA

โปรดเข้าใจว่า HealthServ.net ไม่ได้เป็นสถานพยาบาล ไม่ได้เป็นผู้ให้บริการวิชาชีพด้านแพทย์ใดๆ จึงไม่สามารถให้คำปรึกษาในด้านการแพทย์ การรักษาใดๆ ได้ในทุกๆ กรณี - HealthServ.net เป็นสื่อที่เสนอเนื้อหาด้านสุขภาพ ได้แก่ บทความ ข่าวสาร รวมถึง ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับแพคเกจ/บริการจาก รพ./สถานพยาบาล/ผู้ให้บริการต่างๆ ในประเทศไทย เท่านั้น รายละเอียดเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับบริการ-ราคา-เงื่อนไข-วิธีการบริการ โปรดสอบถามไปยังรพ./สถานพยาบาล/ผู้ให้บริการนั้นๆ โดยตรง (ในส่วนของ รพ./สถานพยาบาล/ผู้ให้บริการ นั้น HealthServ ช่วยได้ในแง่ของข้อมูลติดต่อ สถานที่ตั้ง หรืออื่นๆ ที่เป็นข้อมูลทั่วไป)