Home : ข่าว COVID-19

คณบดีศิริราช เผยวัคซีนสลับชนิดไม่มีข้อห้าม ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน 2 ระบบ

ทั้ง B Cells และ T Cells ได้ภูมิคุ้มกันสูงขึ้นสู้สายพันธุ์เดลตาได้ในเวลาเร็วขึ้นภายใน 5 สัปดาห์
Date: 22/07/2564 View: 145
คณบดีศิริราชเผยการฉีดวัคซีนโควิด 19 สลับชนิดไม่มีข้อห้าม หากไม่แพ้วัคซีน กลุ่มผู้สูงอายุ 7 โรคเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์เกิน 12 สัปดาห์สามารถฉีดได้ ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันทั้ง 2 ระบบ ทั้ง B Cells และ T Cells ได้ภูมิคุ้มกันสูงขึ้นสู้สายพันธุ์เดลตาได้ในเวลาเร็วขึ้นภายใน 5 สัปดาห์ ระหว่างรอวัคซีนรุ่น 2 ที่คาดว่าจะมีในปีหน้า
 
         วันนี้ (21 กรกฎาคม 2564) ที่ศูนย์แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี  ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงข่าวการฉีดวัคซีนโควิด 19 สลับชนิด ว่า วัคซีนโควิด 19 มี 4 ชนิด คือ mRNA เชื้อตาย ไวรัลเวคเตอร์ และโปรตีนซับยูนิต โดยวัคซีนชนิดเชื้อตายและโปรตีนซับยูนิต มีกลไกสำคัญคือสร้างภูมิคุ้มกันโดยกระตุ้นเม็ดเลือดขาวกลุ่ม B cells ที่จะสร้างแอนติบอดีออกมาในกระแสเลือด และป้องกันไม่ให้ไวรัสเข้าไปติดเชื้อในเซลล์ ส่วนชนิด mRNA และไวรัลเวคเตอร์มีกลไกสร้างภูมิคุ้มกันทั้งสองอย่างคือกระตุ้นเม็ดเลือดขาวชนิด T cells ที่จะไปฆ่าเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสและกระตุ้นเม็ดเลือดขาวกลุ่ม B cells ให้สร้างแอนตี้บอดี้
 
        ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวต่อว่า การฉีดวัคซีนสลับชนิด โดยเข็ม 1 เป็นชนิดเชื้อตายที่กระตุ้น B cells ได้ดี แต่กระตุ้น T cellsไม่ดีนัก และปรับเอาวัคซีนที่กระตุ้น T cells ได้ดีคือไวรัลเวคเตอร์มาฉีดเป็นเข็มที่ 2 จึงกลายเป็นให้ฉีดด้วยซิโนแวค เว้น 3 สัปดาห์แล้วฉีดด้วยแอสตร้าเซนเนก้า โดย 2 สัปดาห์หลังฉีดแอสตร้าเซนเนก้า ภูมิคุ้มกันจะขึ้นสูง รวมใช้เวลา 5 สัปดาห์ ซึ่งข้อมูลวิจัยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พบว่า ภูมิคุ้มกันสูงพอน่าจะครอบคลุมสายพันธุ์เดลตา ขณะที่การศึกษาในต่างประเทศพบว่ามีประสิทธิภาพและความปลอดภัย ส่วนการฉีดแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม แม้กระตุ้นทั้ง T cells และ B cells แต่ใช้เวลานาน เนื่องจากเว้นระยะห่างระหว่างเข็ม 10-12 สัปดาห์ และใช้เวลาอีก 2 สัปดาห์ภูมิคุ้มกันจึงขึ้นสูง โดยรวมต้องใช้เวลา 12-14 สัปดาห์ ขณะที่การฉีดแอสตร้าเซนเนก้าเข็มเดียว ข้อมูลจากต่างประเทศพบว่าไม่พอในการลดการติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา และหากระยะเวลาระหว่างเข็ม 1 และเข็ม 2 ของแอสตร้าเซนเนก้า ยิ่งสั้นประสิทธิภาพจะยิ่งน้อยลง
 
        "ขณะนี้โควิดสายพันธุ์เดลตาแพร่กระจายเร็วมาก ครอบคลุมทุกทวีป ทำให้ผู้ติดเชื้อทั่วโลกกลับมาเพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่การเสียชีวิตไม่ได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากวัคซีนช่วยลดอาการรุนแรงและการเสียชีวิต ส่วนประเทศไทยสายพันธุ์เดลตาพบมากถึงกว่าร้อยละ 50 ของการติดเชื้อการฉีดวัคซีนจะลดความรุนแรงและเสียชีวิต และจะช่วยลดการติดเชื้อหากมีการฉีดวัคซีนให้ประชาชนมากพอ ซึ่งการฉีดวัคซีนให้มากนั้น มีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ ต้องมีวัคซีนมากพอ บริหารจัดการการฉีดให้มีประสิทธิภาพมากพอ เช่น ฉีดให้ได้ 3-4 แสนโดสต่อวัน และมีผู้มารับการฉีด ดังนั้นเมื่อมีการจัดสรรวัคซีนให้แล้ว ขอให้มารับการฉีดวัคซีนด้วย" ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าว
 
       ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวว่า การฉีดวัคซีนสลับชนิดนี้ ไม่ได้มีรายงานภาวะแทรกซ้อนที่แตกต่างจากการฉีดวัคซีนชนิดเดียวกัน ส่วนการฉีดวัคซีนกระตุ้นในบุคลากรทางการแพทย์ที่รับซิโนแวค 2 เข็ม อยู่บนหลักการเดียวกัน คือ กระตุ้นด้วยวัคซีนต่างชนิดคือแอสตร้าเซนเนก้าที่ช่วยกระตุ้น T cells สำหรับวัคซีนรุ่น 2 รองรับการกลายพันธุ์ ประเทศไทยกำลังเจรจา ซึ่งอย่างเร็วอาจจะมาปีหน้า จึงเป็นอีกเหตุผลในการปรับสูตรการฉีดวัคซีนเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้คนไทยปลอดภัยระหว่างรอวัคซีนรุ่น 2
 
 
แชร์ต่อทางไลน์/ทวิต/เฟซ/whatsApp/อีเมล์
หมวดเดียวกัน ทั้งหมด

ทั้งหมด

แพคเกจ/โปรโมชั่นสุขภาพ

สำรวจความต้องการบริการสุขภาพของคนไทย ภายใต้เงื่อนไขเรื่องงบประมาณ "บริการสุขภาพใดที่ท่านต้องการเพื่อตัวเองและครอบครัวมากที่สุด" ร่วมตอบแบบสอบถาม
Disclaimer "ข้อจำกัดความรับผิดชอบ" ข้อมูลที่เผยแพร่บนหน้านี้โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ "วันที่ เวลา รายละเอียด ราคา เงื่อนไข ตลอดจน ภาพถ่าย ภาพประกอบ ภาพวาด ภาพเคลื่อนไหว ไฟล์และสื่อรูปแบบต่างๆ ฯลฯ" เป็นข้อมูลที่บันทึกไว้ ณ เวลาหนึ่ง ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้ ณ เวลาที่ท่านได้เข้าชมข้อมูลนี้
ดังนั้น โปรดตรวจสอบความถูกต้องกับบริษัท/หน่วยงานที่เป็นเจ้าของข้อมูลการบริการหรือให้บริการนี้ อีกครั้ง ก่อนตัดสินใจ - เว็บไซต์ HealthServ.net ไม่รับประกันความถูกต้องของข้อมูลที่เปลี่ยนไป และไม่รับผิดชอบต่อการนำข้อมูลไปใช้หรืออ้างอิงในทุกกรณี
© HealthServ ข้อเสนอแนะ/พบปัญหาการใช้งาน/ข้อมูลไม่ถูกต้อง/ต้องการลงข้อมูล ส่งมาที่ healthserv.net@gmail.com