Home : ความรู้สุขภาพ

หัวใจล้มเหลว โรคหัวใจล้มเหลวคืออะไร

ภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้เพียงพอ หรืออาจหมายถึงภาวะที่หัวใจไม่สามารถคลายตัวหรือขยายตัวเพื่อรองรับเลือดได้ปกติ ทำให้เกิดความดันเลือดในช่องปอดมากขึ้น เกิดการคลั่งของเลือดในปอดมากขึ้น ทำให้มีอาการเหนื่อยง่ายและอาจก่อให้เกิดอาการบวมของร่างกาย
Date: 11/06/2563 View: 1,200

โรคหัวใจล้มเหลว

ภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ  ของร่างกายได้เพียงพอ หรืออาจหมายถึงภาวะที่หัวใจไม่สามารถคลายตัวหรือขยายตัวเพื่อรองรับเลือดได้ปกติ ทำให้เกิดความดันเลือดในช่องปอดมากขึ้น เกิดการคลั่งของเลือดในปอดมากขึ้น ทำให้มีอาการเหนื่อยง่ายและอาจก่อให้เกิดอาการบวมของร่างกาย

สาเหตุของหัวใจล้มเหลว

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจรูมาติก หรือลิ้นหัวใจพิการ โรคหัวใจเป็นแต่กำเนิด โรคโลหิตจาง การดื่มเหล้ามาก ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคติดเชื้อไวรัส ได้รับยาเคมีบำบัด หรือได้รับการฉายแสง ได้รับสารพิษบางชนิด โรคการนอนหลับบางชนิด ภาวะที่เป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้มีอาการของโรคหัวใจล้มเหลวมากขึ้น เช่น ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบอย่างเฉียบพลัน ความดันโลหิตสูง การติดเชื้อบางชนิด เช่น การติดเชื้อที่ทางเดินหายใจ ภาวะที่หัวใจเต้นเร็วหรือช้าเกินไป ภาวะได้รับน้ำมากเกินความต้องการ การขาดการรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารเค็มเกินไป รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดบางชนิด ยากลุ่มสเตียร์รอยด์ เป็นต้น

อาการของโรคหัวใจล้มเหลว

อาการมีดังนี้ อาการเหนื่อยง่าย เวลาออกกำลังกายแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก นอนราบไม่ได้เวลากลางคืนอาจต้องลุกขึ้นมาเพื่อช่วยหายใจ ไอ ใจสั่น บวม ถ้าเป็นนาน ๆ อาจอ่อนเพลียไม่มีแรง ผอมลงได้

การตรวจวินิจฉัย

ซักประวัติ ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรค การตรวจร่างกายโดยแพทย์และการตรวจพิเศษต่าง ๆ

การตรวจพิเศษ

1)การตรวจเอกซเรย์ปอด ดูว่าเงาหัวใจโตหรือไม่ และดูว่าปริมาณของสารน้ำ หรือเลือดคลั่งในช่องปอดหรือไม่

2)การตรวจด้วยคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อดูว่าลักษณะที่บ่งชี้ถึงหัวใจโต หรือสงสัยว่ามีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือไม่ มีหัวใจเต้นเร็วหรือช้าผิดจังหวะหรือไม่

3)การตรวจด้วยเครื่องสะท้อนคลื่นเสียงหัวใจ (Echocard-iography) ดูการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจว่ามีการบีบตัว หรือคลายตัวปกติหรือไม่ มีโรคลิ้นหัวใจพิการ รวมทั้งดูว่าเยื่อหุ้มหัวใจผิดปกติหรือไม่

4)การตรวจเลือด เพื่อดูระดับเกลือแร่บางชนิดในเลือด การทำงานของไต ไทรอยด์ หรือฮอร์โมนบางชนิด ปริมาณเม็ดเลือดแดง ระดับของ BNP หรือ NT pro BNP (Brain Natriuetic Peptides) ซึ่งพบว่ามีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นในภาวะหัวใจล้มเหลว สามารถวินิจฉัยและใช้ติดตามการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวได้

1. การรักษาทั่วไป

1)การควบคุมรักษา ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว

2)การรักษาระยะยาว เพื่อให้ผู้ป่วยดูแลตนเองหลังกลับจาก รพ.

2.1 ควบคุมการดื่มน้ำ ไม่ควรเกิน 1.5 ลิตรต่อวัน

2.2 อาหารเค็ม จำกัดเกลือไม่เกิน 2 กรัมต่อวัน(ประมาณครึ่งช้อนชา)

2.3 การนั่งน้ำหนักทุกวัน หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อดูว่ามีภาวะน้ำในร่างกายเกินหรือไม่ ถ้าหากน้ำหนักเกินมากกว่า 2 กิโลกรัม ภายใน 3 วัน อาจพิจารณาใช้ยาขับปัสสาวะเอง หรือมาพบแพทย์

        2.4 การควบคุมน้ำหนัก ถ้าอ้วนเกินไปควรลดน้ำหนักตัวเองลงแต่ถ้าหากผอมเกินไปอาจหมายถึง การขาดสารอาหาร หรือภาวะหัวใจวายรุนแรงและเรื้อรังได้

2.5 การออกกำลังกาย โดยมีโปรแกรมการออกกำลังกายตามความเหมาะสมเป็นรายๆ ไป หลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย เช่น การยกน้ำหนัก หรือการเล่นยกเวท

2.6 ระมัดระวังไม่ให้เป็นหวัดติดเชื้อง่าย

2.7 งดดื่มเหล้า และสูบบุหรี่

2.8 ควบคุมอาหารไขมัน หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ

2.9 การมีเพศสัมพันธ์ ถ้าขึ้นบันได 1 ขั้นโดยไม่เหนื่อย ก็อาจมีเพศสัมพันธ์ได้ปกติ

2.10 พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ

2.11 การเดินทาง ควรระมัดระวัง ไม่ควรไปในสถานที่สูง อากาศเบาบาง อากาศที่ร้อนขึ้นเกินไป

การใช้ยามีหลายชนิด จึงไม่ได้นำมากล่าวในที่นี้ แต่สิ่งสำคัญต้องรับประทานยาสม่ำเสมอ

1. การรักษาโดยใช้เครื่องมือพิเศษ

1.1 การฝังเครื่องช็อคหัวใจ (Implantable Cardioverter-Defribrillators, ICD) เป็นเครื่องที่ใช้ฝังเข้าไปที่ตัวผู้ป่วยเพื่อทำการรักษา หัวใจเต้นผิดจังหวะซึ่งมักจะพบได้ในภาวะหัวใจล้มเหลวที่เป็นรุนแรง โดยเครื่องจะวินิจฉัยลักษณะการเต้นของหัวใจ และทำการช็อคไปเองโดยอัตโนมัติ สามารถลดอัตราการเสียชีวิตโดยเฉียบพลันได้

1.2 การฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ CRT (Cardiac Resyn-chonization Therapy) เป็นเครื่องที่ฝังเข้าไปในร่างกายผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวที่เป็นรุนแรง ที่มีลักษณะการนำไฟฟ้าผิดปกติทำให้การบีบตัวของหัวใจไม่สัมพันธ์กัน เพื่อให้มีการนำไฟฟ้าหัวใจที่ดีขึ้น เป็นผลทำให้หัวใจทำงานบีบตัวได้ดีขึ้น สามารถทำให้อาการผู้ป่วยดีขึ้นได้ นอนโรงพยาบาลน้อยลง และลดอัตราการเสียชีวิตได้ อุปกรณ์ชนิดนี้อาจมีการเสริมหน้าที่เป็นแบบช็อคไฟฟ้าหัวใจ เรียกว่า CRT-Defribrillator

2. การรักษาโดยการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ

คือ การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ (Cardiac Tranplantation)  ใช้ในกรณีที่ไม่มีทางรักษาโดยวิธีข้างต้น

 

 

 

 

แชร์ต่อทางไลน์/ทวิต/เฟซ/whatsApp/อีเมล์
หมวดเดียวกัน ทั้งหมด

ทั้งหมด

สำรวจความต้องการบริการสุขภาพของคนไทย ภายใต้เงื่อนไขเรื่องงบประมาณ "บริการสุขภาพใดที่ท่านต้องการเพื่อตัวเองและครอบครัวมากที่สุด" ร่วมตอบแบบสอบถาม
Disclaimer "ข้อจำกัดความรับผิดชอบ" ข้อมูลที่เผยแพร่บนหน้านี้โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ "วันที่ เวลา รายละเอียด ราคา เงื่อนไข ตลอดจน ภาพถ่าย ภาพประกอบ ภาพวาด ภาพเคลื่อนไหว ไฟล์และสื่อรูปแบบต่างๆ ฯลฯ" เป็นข้อมูลที่บันทึกไว้ ณ เวลาหนึ่ง ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้ ณ เวลาที่ท่านได้เข้าชมข้อมูลนี้
ดังนั้น โปรดตรวจสอบความถูกต้องกับบริษัท/หน่วยงานที่เป็นเจ้าของข้อมูลการบริการหรือให้บริการนี้ อีกครั้ง ก่อนตัดสินใจ - เว็บไซต์ HealthServ.net ไม่รับประกันความถูกต้องของข้อมูลที่เปลี่ยนไป และไม่รับผิดชอบต่อการนำข้อมูลไปใช้หรืออ้างอิงในทุกกรณี
© HealthServ ข้อเสนอแนะ/พบปัญหาการใช้งาน/ข้อมูลไม่ถูกต้อง/ต้องการลงข้อมูล ส่งมาที่ healthserv.net@gmail.com