วัคซีนที่จำเป็นสำหรับเด็ก ตั้งแต่แรกเกิด-เด็กโต (8-12 ปี)

Mar 14, 2021 308

วัคซีนที่จำเป็น...สำหรับเด็กแรกเกิด (อายุไม่เกิน 12 เดือน)

วัคซีน เครื่องมือสำคัญที่เป็นเสมือนเกราะป้องกัน ช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ซึ่งการเลือกรับวัคซีนขึ้นอยู่กับความจำเป็นและเหมาะสม ยิ่งในช่วงเด็กแรกเกิด ไม่เกิน 12 เดือน เป็นช่วงที่พ่อแม่ต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษในการพาลูกไปรับวัคซีนอย่างสม่ำเสมอ
 
ในช่วงเด็กแรกเกิด ไม่เกิน 12 เดือน เป็นช่วงวัยที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโต และยังอยู่ในช่วงของการพัฒนาภูมิคุ้มกันทางร่างกาย พ่อแม่ต้องพาลูกไปรับวัคซีนพื้นฐานตามที่กำหนด เพื่อช่วยให้ร่างกายกระตุ้นการสร้างแอนติบอดี้ หรือภูมิคุ้มกัน ทำให้เด็กมีภูมิต้านทานโรคต่างๆ
 
โดยทุกครั้งที่พ่อแม่พาลูกน้อยมารับวัคซีนจำเป็นต้องนำสมุดบันทึกสุขภาพของลูกมาด้วย เพื่อใช้บันทึกวัคซีนจำเป็นตามที่กระทรวงสาธารณสุขให้ไว้ตามช่วงอายุ สิ่งสำคัญพ่อแม่ต้องใส่ใจ ตรวจเช็คสุขภาพลูกน้อยก่อนการรับวัคซีนเสมอ ถ้าลูกมีอาการไม่สบายหรือกำลังได้รับยาปฏิชีวนะ มีไข้ เคยมีประวัติแพ้วัคซีน เด็กมีภูมิคุ้มกันผิดปกติแต่กำเนิด และเด็กเป็นโรคเอดส์ หากพบอาการเหล่านี้ควรแจ้งก่อนรับวัคซีนทุกครั้ง
 
วัคซีนตามแผนการสร้างภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุขปัจจุบันไม่มีค่าใช้จ่าย และสามารถไปรับบริการได้ที่โรงพยาบาลในระบบประกันสุขภาพใกล้บ้าน การรับวัคซีนเด็กแรกเกิดไม่เกิน 12 เดือนจะช่วยป้องกัน และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ ให้กับเด็ก อาทิ คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน โปลิโอ ไวรัสตับอักเสบบี
 
นอกจากนี้ปัจจุบันหากต้องการรับวัคซีนป้องกันหัด คางทูม และ หัดเยอรมัน ในคราวเดียวกัน สามารถใช้วัคซีนรวมแทนการฉีดแบบแยกเข็ม ในเด็กอายุตั้งแต่ 9-12 เดือน ซึ่งมีอาการข้างเคียงไม่แตกต่างกันมากนัก และไม่ทำให้เสียเวลา
 

วัคซีนที่จำเป็น...สำหรับเด็กเล็ก (อายุ 1-3 ปี)

การหมั่นรับวัคซีนให้กับเด็กตั้งแต่แรกเกิดถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะวัคซีนพื้นฐานที่เด็กทุกคนจำเป็นต้องได้รับ เพราะเด็กเล็กมักจะติดเชื้อโรคได้ง่าย และยังมีภูมิต้านทานต่ำ พ่อแม่จึงไม่ควรละเลยสุขภาพของลูกน้อย
 
การรับวัคซีนของเด็กเล็กเป็นวิธีป้องกันโรคที่ได้ผลดีที่สุด มีทั้งแบบฉีดและแบบรับประทาน ก่อนไปรับวัคซีนพ่อแม่ต้องใส่ใจเตรียมตัวลูกให้พร้อมทุกครั้ง และอย่าลืมนำสมุดบันทึกการรับวัคซีนของลูกไปด้วย โดยต้องเก็บสมุดไว้อย่างน้อย 15 ปี เพื่อใช้ในการตรวจสอบการรับวัคซีนของลูก
 
ไม่เพียงเท่านั้น การเตรียมความพร้อมให้ลูกเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะหากพบว่าลูกเป็นไข้ ควรเลื่อนการรับวัคซีนออกไปจนกว่าจะหายดี นอกจากนี้พ่อแม่ต้องรู้ว่าแพทย์จะรับวัคซีนอะไรให้กับลูก รวมทั้งเฝ้าสังเกตลูกอย่างใกล้ชิดหลังจากรับวัคซีน ว่ามีอาการอะไรแทรกซ้อนหรือไม่ จากนั้นให้เก็บเป็นข้อมูลเพื่อแจ้งให้แพทย์ทราบ เมื่อมารับวัคซีนครั้งต่อไป
 
 
กลุ่มวัยเด็กเล็กอายุ 1-2 ปี ต้องหมั่นมารับวัคซีน และในปีนี้ (2560) กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดให้เด็กอายุ 1 ปีไปรับวัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอีเชื้อเป็น เมื่ออายุได้ 1 ปีครึ่ง รับวัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน และโปลิโอชนิดหยอด พออายุได้ 2 ปีครึ่ง รับวัคซีนไข้สมองอักเสบเจอีเชื้อเป็นและวัคซีนรวมหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน
 
ปัญหาและข้อกังวลใจของพ่อแม่ ส่วนใหญ่กลัวว่าลูกจะเจ็บจากการรับวัคซีนหลายเข็ม แต่ปัจจุบันมีวัคซีนรวมซึ่งถือทางเลือกหนึ่งในการลดปัญหาที่ลูกน้อยจะต้องโดนรับวัคซีนหลายเข็มในเวลาเดียวกัน จากการใช้วัคซีนเดียวแยกรับป้องกันโรคแต่ละชนิด
 
ไม่เพียงเท่านั้นหลังจากรับวัคซีน พ่อแม่ต้องหมั่นดูอาการของลูกน้อย และก่อนไปรับวัคซีนควรศึกษาวิธีป้องกันการแพ้วัคซีนในเด็กเล็ก โดยหากลูกเคยชัก อาจให้ยาลดไข้ก่อนรับวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรนและบาดทะยัก ก่อนการรับวัคซีน 30 นาที รวมทั้งหลังได้วัคซีนแล้วก็อาจให้ยาลดไข้ต่อทุก 4-6 ชั่วโมง เป็นเวลา 24 ชั่วโมง
 
ถึงแม้การรับวัคซีนในเด็กเล็กอาจมีอาการข้างเคียงบ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็นอาการข้างเคียงที่ไม่รุนแรงและไม่ใช่เรื่องน่ากังวลใจ เพราะเด็กจะได้รับประโยชน์จากรับวัคซีนมากกว่าปล่อยให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อที่รุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
 

วัคซีนที่จำเป็น..สำหรับเด็กเล็ก (อายุ 4-6 ปี)

รู้กันแล้วว่าวัคซีนพื้นฐานมีความสำคัญ และจำเป็นที่เด็กทุกคนควรได้รับ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก อายุ 4-6 ปียังคงต้องหมั่นไปรับวัคซีนกระตุ้นให้ร่างกายของเด็กสร้างภูมิคุ้มกันเสมอ แม้อาจทำให้เด็กรู้สึกไม่สบายบ้างหลังจากรับในวันแรกๆ แต่ก็เป็นอาการในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น
 
สิ่งสำคัญสำหรับพ่อแม่มือใหม่ ควรรู้และระวังกับวัคซีนบางชนิด อย่างวัคซีนป้องกันโรคไอกรน อาจมีปัญหาในเด็กที่มีประวัติโรคลมชัก ดังนั้นต้องแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้าก่อนรับวัคซีนทุกครั้ง และพ่อแม่ต้องรู้ว่าวัคซีนที่กำลังจะให้ลูกน้อยเป็นวัคซีนชนิดใด จะมีอาการรข้างเคียงเกิดกับลูกอย่างไรบ้าง
 
 
วัคซีนจำเป็นในเด็กเล็ก อายุ 4-6 ปี เป็นวัคซีนที่ต้องมารับครั้งที่ 2 หรือเพื่อกระตุ้นซ้ำ โดยเมื่อเด็กอายุ 4 ปี ต้องรับวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ-ไอกรน-บาดทะยัก และหยอดวัคซีนโปลิโอ
 
โดยหลังจากรับวัคซีนแล้ว เด็กอาจมีอาการข้างเคียง อาทิ มีอาการปวด บวมและแดงในบริเวณที่รับวัคซีนได้ รวมถึงจะมีลักษณะเป็นก้อนแข็ง บางรายมีผื่นคันหรือมีอาการอาเจียนและมีไข้ร่วมด้วย พ่อแม่ไม่ต้องตกใจ ให้ลูกทานยาพาราเซตามอล จะช่วยป้องกันอาการดังกล่าวได้
 
สำหรับราคาการรับวัคซีนในแต่ละครั้ง ในเด็กเล็กอายุ 4-6 ปี พ่อแม่ยังไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพราะวัคซีนที่ใช้ฉีดยังเป็นวัคซีนพื้นฐานตามแผนของกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องพาลูกไปรับอยู่เสมอตามเวลาที่กำหนด แต่หากไม่ได้พาเด็กมารับวัคซีนตามนัด ในครั้งถัดไปก็สามารถรับวัคซีนเข็มต่อไปได้โดยไม่ต้องตั้งต้นใหม่
 
 

วัคซีนที่จำเป็น...สำหรับเด็กโต (อายุ 8-12 ปี)

วัคซีน มีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวช่วยป้องกันโรคติดเชื้อร้ายแรงของทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนพื้นฐาน หรือวัคซีนเสริม ทุกคนต้องหมั่นไปรับให้ครบตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข สำหรับวัคซีนในเด็กโต อายุ 8-12 ปี เป็นช่วงวัยที่พ่อแม่อาจจะหลงลืมพาไปรับได้เพราะคิดว่าลูกโตแล้ว
 
 
เด็กโต อายุ 8-12 ปี พ่อแม่ควรให้ความสนใจดูแลลูก ด้วยการพาไปรับวัคซีนพื้นฐานบางชนิดซ้ำอยู่เสมอ โดยเฉพาะวัคซีนdT (คอตีบ-บาดทะยัก) ตามตารางนัดของแพทย์ หลังจากนัดจะต้องได้รับการกระตุ้นทุกๆ 10 ปี และวัคซีนเอชพีวี หรือวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ซึ่งปัจจุบันสามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไป ฉีด 2 เข็ม แต่ละเข็มห่างกัน 6-12 เดือน (คาดว่าเริ่มให้บริการได้ภายในปี 2560)
 
นอกจากวัคซีนพื้นฐานที่เด็กควรได้รับให้ครบแล้ว พ่อแม่สามารถพาไปรับวัคซีนเสริมเพิ่มเติมให้กับเด็กโตและเด็กที่มีโรคประจำตัวบางอย่างได้ อย่างวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ควรฉีดปีละ 1 ครั้งก่อนเข้าฤดูฝน เนื่องจากไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ตลอดเวลา หรือในเด็กโตที่ไม่เคยได้รับวัคซีนอีสุกอีใส หรือยังไม่เคยเป็นโรคนี้ ควรไปรับวัคซีน เพราะเวลาเป็นโรคอาการมักจะรุนแรง
 
 
การไปรับบริการวัคซีน สามารถพาไปได้ที่สถานีอนามัย สถานบริการสาธารณสุข หรือโรงพยาบาล สถานพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชน คลีนิกเอกชน สำนักงานแพทย์ ศูนย์บริการสาธารณสุขทั่วประเทศ โดยหากเป็นสถานพยาบาลของรัฐบาลจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
 
ที่สำคัญนอกจากการพาเด็กไปรับการรับวัคซีนแล้ว สิ่งที่พ่อแม่ควรให้ความสนใจเพิ่มเติมก็คือ ด้านอาหารที่ต้องให้เด็กรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และหมั่นให้เด็กออกกำลังกายเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกาย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รวมทั้งดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้โรคต่างๆ ก็จะไม่ถามหา และช่วยลดการใช้ยาโดยไม่จำเป็น
 
 
 
 
 

แพคเกจ/โปรโมชั่นสุขภาพ

โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้
โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้
เพิ่มเพื่อน @healthserv

https://lin.ee/WSunSYA

โปรดเข้าใจว่า HealthServ.net ไม่ได้เป็นสถานพยาบาล ไม่ได้เป็นผู้ให้บริการวิชาชีพด้านแพทย์ใดๆ จึงไม่สามารถให้คำปรึกษาในด้านการแพทย์ การรักษาใดๆ ได้ในทุกๆ กรณี - HealthServ.net เป็นสื่อที่เสนอเนื้อหาด้านสุขภาพ ได้แก่ บทความ ข่าวสาร รวมถึง ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับแพคเกจ/บริการจาก รพ./สถานพยาบาล/ผู้ให้บริการต่างๆ ในประเทศไทย เท่านั้น รายละเอียดเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับบริการ-ราคา-เงื่อนไข-วิธีการบริการ โปรดสอบถามไปยังรพ./สถานพยาบาล/ผู้ให้บริการนั้นๆ โดยตรง (ในส่วนของ รพ./สถานพยาบาล/ผู้ให้บริการ นั้น HealthServ ช่วยได้ในแง่ของข้อมูลติดต่อ สถานที่ตั้ง หรืออื่นๆ ที่เป็นข้อมูลทั่วไป)

สำรวจความต้องการบริการสุขภาพของคนไทย ภายใต้เงื่อนไขเรื่องงบประมาณ

"บริการสุขภาพใดที่ท่านต้องการเพื่อตัวเองและครอบครัวมากที่สุด"

ร่วมตอบแบบสอบถาม
 
Disclaimer "ข้อจำกัดความรับผิดชอบ"

ข้อมูลที่เผยแพร่บนหน้านี้โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ "วันที่ เวลา รายละเอียด ราคา เงื่อนไข ตลอดจน ภาพถ่าย ภาพประกอบ ภาพวาด ภาพเคลื่อนไหว ไฟล์และสื่อรูปแบบต่างๆ ฯลฯ" เป็นข้อมูลที่บันทึกไว้ ณ เวลาหนึ่ง ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้ ณ เวลาที่ท่านได้เข้าชมข้อมูลนี้

ดังนั้น โปรดตรวจสอบความถูกต้องกับบริษัท/หน่วยงานที่เป็นเจ้าของข้อมูลการบริการหรือให้บริการนี้ อีกครั้ง ก่อนตัดสินใจ - เว็บไซต์ HealthServ.net ไม่รับประกันความถูกต้องของข้อมูลที่เปลี่ยนไป และไม่รับผิดชอบต่อการนำข้อมูลไปใช้หรืออ้างอิงในทุกกรณี

หมวดหมู่ข้อมูลสุขภาพบน HealthServ.net
© HealthServ ข้อเสนอแนะ/พบปัญหาการใช้งาน/ข้อมูลไม่ถูกต้อง/ต้องการลงข้อมูล ส่งมาที่ healthserv.net@gmail.com