
ในช่วงที่ผ่านมา การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ก้าวข้ามขีดจํากัดเดิมอย่างรวดเร็วจาก ยุคที่ AI ทําหน้าที่เพียงประมวลผลข้อมูลตามคําสั่งในลักษณะ Machine Learning หรือเพียงแค่เข้าใจภาษา มนุษย์ภายใต้แบบจําลองภาษาขนาดใหญ่ (LLM) มาสู่ยุคของ Generative Al (Gen Al) ที่สามารถสร้างคําตอบ ได้ใหม่ด้วยตัวเอง อย่างไรก็ดี จุดเปลี่ยนสําคัญที่กําลังสร้างความตื่นตัวให้กับตลาดแรงงานในปัจจุบัน คือ การก้าวเข้าสู่ยุค Agentic Al ที่ไม่ได้ทําหน้าที่เพียงตอบคําถามอย่างเดียวเท่านั้น แต่ AI กลายเป็นระบบที่ สามารถคิดวิเคราะห์ วางแผน ลงมือทํา และปรับปรุงแก้ไขงานแทนมนุษย์ได้อย่างครบวงจรแบบ End-to-End อาทิ Coding Agent ที่เพียงสั่งการด้วยภาษามนุษย์ทั่วไป ระบบก็สามารถสร้างเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันได้เอง ตั้งแต่การเขียนโค้ด ตรวจสอบ ค้นหาและแก้ไขข้อผิดพลาด (Debug) ทดสอบ จนกระทั่งนําไปขึ้นแพลตฟอร์ม เพื่อใช้งานจริงได้อย่างสมบูรณ์ หรือแอปพลิเคชัน Claude Cowork ที่สามารถบริหารจัดการงานสํานักงาน ที่ซับซ้อน เช่น การจัดการตารางนัดหมาย เตรียมการประชุม ตอบอีเมล เป็นต้น
การขยายตัวของ Agentic Al กําลังเปลี่ยนแปลงลักษณะการทํางานของแรงงานในหลายอาชีพ รายงาน ของ Massenkoff & McCrory (2026) ระบุว่า หาก AI ถูกนํามาใช้อย่างเต็มศักยภาพ งานในอาชีพเฉพาะทาง บางกลุ่มอาจได้รับผลกระทบในระดับสูง เช่น โปรแกรมเมอร์ นักวิเคราะห์ทางการเงิน และนักทดสอบระบบ ซอฟต์แวร์ ซึ่งมีสัดส่วนงานที่ AI สามารถเข้ามาทดแทนหรือสนับสนุนได้ถึงร้อยละ 74.5 ร้อยละ 57.2 และ ร้อยละ 51.9 ตามลําดับ ขณะเดียวกัน การใช้ AI ในการทํางานเริ่มขยายวงกว้างในกลุ่มแรงงานไทย รายงาน ของ PwC (2025) พบว่า ในปี 2568 สัดส่วนแรงงานที่ใช้งาน AI เป็นประจําเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ในบริบทนี้ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO, 2026) ได้ศึกษาผลกระทบของ Gen Al ต่ออาชีพต่าง ๆ 13 ในเวียดนาม ซึ่งสามารถนํามาประยุกต์ใช้ในการประเมินผลกระทบที่มีต่อตลาดแรงงานของไทยได้
13 แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ (1) ทักษะสูง เช่น ผู้บริหาร และผู้ประกอบวิชาชีพเฉพาะทาง (2) ทักษะปานกลาง เช่น ช่างเทคนิค ช่างฝีมือ พนักงานธุรการ พนักงานบริการ/ขาย และ (3) ทักษะต่ํา อาทิ พนักงานทําความสะอาด และคนงานก่อสร้าง ทั้งนี้ การจําแนกระดับทักษะของการศึกษานี้ไม่รวมกลุ่มอาชีพทหาร กองทัพ คนว่างงาน และผู้ที่ไม่ได้ระบุอาชีพจากแบบสํารวจ
สถานการณ์ตลาดแรงงานไทย : ใครคือกลุ่มเสี่ยง?
จากการนําข้อมูลการสํารวจภาวะการทํางานของประชากร (Labour Force Survey: LFS) ไตรมาสสี่ ปี 2568 มาวิเคราะห์ร่วมกับกรอบการประเมินอาชีพที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจาก Gen Al ตามการศึกษา ของ Gmyrek et al. (2025) พบว่า จากกําลังแรงงานไทยทั้งหมด 40.1 ล้านคน มีแรงงานที่เข้าข่ายได้รับ ผลกระทบจาก Gen Al ประมาณ 8.7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 21.8 ของกําลังแรงงานทั้งหมด และเมื่อแบ่งตาม ลักษณะผลกระทบที่ได้รับจาก AI สามารถสรุปได้ ดังนี้
1. กลุ่มที่มีความเสี่ยงถูกทดแทน (Task Replacement) มีจํานวน 2.2 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 5.4 ของแรงงานทั้งหมด โดยเป็นกลุ่มที่ AI มีแนวโน้มเข้ามาทดแทน ภาระงานตั้งแต่บางส่วนไปจนถึงทดแทนงาน ทั้งหมด โดยเฉพาะงานที่มีลักษณะการทําซ้ํา และมีแบบแผนตายตัว แรงงานกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ เป็นผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป (ร้อยละ 55.8) โดยจบจากสาขาบริหารธุรกิจ มากที่สุด (ร้อยละ 41.8) มีรายได้เฉลี่ย 27,820 บาทต่อเดือน อายุเฉลี่ย 36.5 ปี และทํางาน อยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (ร้อยละ 53.0)
เมื่อจําแนกโครงสร้างตามระดับทักษะของแรงงาน พบว่า มีเพียง 2 กลุ่ม ที่เสี่ยงถูกทดแทน ได้แก่ (1) แรงงานทักษะปานกลาง มีจํานวนสูงถึง 1.9 ล้านคน กลุ่มอาชีพที่มีจํานวนมากที่สุด คือ เสมียน เลขานุการ และงานสนับสนุนสํานักงาน ร้อยละ 52.5 เฉพาะตําแหน่งเสมียนสูงถึง 7.5 แสนคน รองลงมาคือ งานบริการลูกค้า ต้อนรับ และการประชาสัมพันธ์ ร้อยละ 28.4 โดยเป็นเจ้าหน้าที่บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ (Contact Center) ถึง 3.1 แสนคน ตลอดจนพนักงานบัญชี การเงิน และสถิติ ร้อยละ 13.7 และ (2) แรงงานทักษะสูง จํานวน 3.3 แสนคน โดยเฉพาะงานด้านการตลาดในตําแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านโฆษณาและการตลาด ร้อยละ 31.1 กลุ่มงานด้านการวิเคราะห์การเงิน ที่ปรึกษาการลงทุน ร้อยละ 24.7 และกลุ่มงานเทคโนโลยีสารสนเทศ ร้อยละ 23.7 อาทิ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ นักออกแบบฐานข้อมูล และผู้ดูแลเครือข่ายคอมพิวเตอร์ สาเหตุสําคัญที่ทําให้ กลุ่มอาชีพดังกล่าวถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เนื่องจากทักษะที่เคยเป็นจุดเด่นและข้อได้เปรียบของมนุษย์ เช่น การคํานวณ การวิเคราะห์ตามกฎเกณฑ์ และการเขียนโปรแกรม ได้กลายเป็นสิ่งที่ระบบ AI สามารถประมวลผล ได้อย่างรวดเร็ว แม่นยํา และมีประสิทธิภาพมากกว่า
2. กลุ่มที่นํา AI มาสนับสนุนการทํางาน (Task Augmentation) มีจํานวน 6.5 ล้านคน หรือ คิดเป็นร้อยละ 16.3 ของแรงงานทั้งหมด เป็นกลุ่มที่ AI สามารถเข้ามาทดแทนการทํางานในบางส่วน เนื่องจาก ภาระงานหลักส่วนใหญ่ยังจําเป็นต้องอาศัยทักษะของมนุษย์ การประยุกต์ใช้ AI ในแรงงานกลุ่มนี้จึงมุ่งเน้นไปที่ การอํานวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพในการทํางานเป็นหลัก โดยส่วนใหญ่เป็นผู้สําเร็จการศึกษาต่ํากว่า ระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 72.7) มีรายได้เฉลี่ย 21,506 บาทต่อเดือน มีอายุเฉลี่ย 42.3 ปี และทํางานอยู่ใน กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นหลัก (ร้อยละ 37.3) ส่วนที่เหลือกระจายอยู่ในภาคอื่นในสัดส่วนใกล้เคียงกัน
เมื่อจําแนกตามทักษะ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นแรงงานทักษะปานกลาง มีจํานวน 5.9 ล้านคน ได้แก่ (1) พนักงานขาย (ร้อยละ 47.2) ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ AI ในการช่วยแนะนําสินค้า บริหารสินค้าคงคลัง และ วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเบื้องต้น ทว่ายังต้องอาศัยมนุษย์ในการเจรจาต่อรอง ตลอดจนการสังเกตอารมณ์และ ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า (2) เจ้าของร้านค้า (ร้อยละ 20.1) เริ่มนํา Gen Al มาใช้บริหารจัดการธุรกิจ คาดการณ์อุปสงค์ วางแผนคําสั่งซื้อล่วงหน้า รวมถึงใช้ระบบ AI Chatbot เพื่อตอบคําถามและให้บริการลูกค้า และ (3) พนักงานขับรถยนต์ รถแท็กซี่ และรถตู้ (ร้อยละ 17.2) โดยนํา AI มาช่วยวางแผนเส้นทางและนําทาง
ขณะที่แรงงานทักษะสูงมีจํานวนประมาณ 6.0 แสนคน ประกอบด้วย (1) กลุ่มผู้จัดการและ ผู้บริหาร (ร้อยละ 53.7) (2) กลุ่มงานด้านการบริหารจัดการและบุคลากร (ร้อยละ 13.5) และ (3) กลุ่มงาน ด้านการประชาสัมพันธ์ (ร้อยละ 9.1) แรงงานกลุ่มนี้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและมีหน้าที่ทําการตัดสินใจ ที่มีผลต่อองค์กร จึงสามารถนํา Gen AI มาช่วยลดภาระงานเชิงระบบที่มีขั้นตอนชัดเจน เช่น การรวบรวมข้อมูล การสรุปเอกสาร และการวิเคราะห์เชิงลึก (Varanasi, 2025) อย่างไรก็ดี ทักษะด้านการสื่อสาร มนุษยสัมพันธ์ และการบริหารจัดการข้ามสายงานยังคงเป็นแกนหลักที่ AI ทดแทนได้ยาก และแรงงานทักษะต่ํามีจํานวนราว 6.7 หมื่นคน แบ่งเป็นพนักงานขนส่งสิ่งของ (ร้อยละ 82.0) และพนักงานจดมาตรวัด (ร้อยละ 18.0) แม้จะเป็น งานที่ใช้ทักษะระดับพื้นฐาน แต่ก็เริ่มเห็นการนําเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทํางานแล้ว ดังตัวอย่างการศึกษาในสหรัฐอเมริกา ที่พบว่า กลุ่มพนักงานขนส่งสินค้านํา AI มาช่วยประมวลผลสภาพการจราจร สภาพอากาศ ประสิทธิภาพของยานพาหนะ ตลอดจนลําดับความสําคัญของพัสดุ เพื่อยกระดับการวางแผนการขนส่ง ให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด (Adjei, 2026)
ความท้าทายที่ตลาดแรงงานไทยต้องเผชิญ
ข้อมูลสถานการณ์ข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีแห่งอนาคต แต่กําลังสร้าง ผลกระทบและความเสี่ยงต่อโครงสร้างตลาดแรงงานไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานทักษะปานกลาง ถึงทักษะสูง ดังนี้
1. การลดการจ้างงานลงในบางกลุ่มและลดโอกาสการทํางานของเด็กจบใหม่
ตลาดแรงงานกําลัง เผชิญความท้าทายจากการปรับโครงสร้างองค์กร โดยหลายอุตสาหกรรมอาจมีแนวโน้มปรับลดการจ้างงานลง โดยเฉพาะตําแหน่งงานที่มีลักษณะซ้ำหรือวิเคราะห์ข้อมูลระดับเบื้องต้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตําแหน่งระดับเริ่มต้น ขององค์กร สร้างความท้าทายต่อบัณฑิตจบใหม่ที่อาจเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ยากขึ้นกว่าเดิม เพราะหลายองค์กร สามารถใช้ AI ในการจัดการงานพื้นฐาน และเปลี่ยนไปให้ความสําคัญกับการหาบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง ระดับสูงและมีประสบการณ์การทํางานที่สามารถสั่งการ AI ได้ทันทีมากกว่า
2. การโยกย้ายแรงงานจากงานทักษะสูงไปสู่งานทักษะต่ำ (Downshifting)
เมื่องานของกลุ่ม แรงงานทักษะสูงและทักษะปานกลางบางส่วนสามารถถูกทดแทนได้ด้วย AI ทําให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวอาจ ปรับตัวโดยการเปลี่ยนจากงานที่มีทักษะสูงหรือทักษะปานกลางไปสู่การทํางานที่ใช้ทักษะต่ำลงหรือต่ำกว่า คุณวุฒิ เพราะงานบางส่วนของทักษะต่ําได้รับผลกระทบจาก AI น้อยกว่า (Citrini Research, 2026) เช่น การปรับเปลี่ยนไปเป็นพนักงานขับรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันหรือไรเดอร์ เป็นต้น
3. ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสู่ Agentic และ Physical Al
ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของ เทคโนโลยีกําลังจะขยายขอบเขตผลกระทบให้กว้างและชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการเข้าสู่ยุค Agentic Al อย่าง เต็มรูปแบบส่งผลให้งานที่มีขั้นตอนตายตัวหรืองานที่อาศัยตรรกะซ้ำ ๆ เช่น งานวิเคราะห์ข้อมูล หรืองานวิชาชีพ ที่มีรูปแบบชัดเจน ถูกลดบทบาทลงอย่างรวดเร็ว ยิ่งไปกว่านั้น ในระยะถัดไปเทคโนโลยีมีแนวโน้มที่จะผสานการทํางานเข้ากับหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติอย่างอิสระ หรือที่เรียกว่า “Physical Al14” ซึ่งจะเปลี่ยนผ่าน ผลกระทบจากการแย่ง “งานเชิงข้อมูล” ไปสู่ “งานเชิงกายภาพและทักษะปฏิบัติ” และส่งผลกระทบโดยตรง ต่อการจ้างงานในภาคการผลิต ภาคโลจิสติกส์ และภาคบริการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (Zinnov, 2026)
4. ความรวดเร็วในการผลิตกําลังคนและยกระดับทักษะให้ทันต่อเทคโนโลยี
แม้ว่าภาครัฐจะ ตระหนักถึงความท้าทายและได้ขับเคลื่อนการดําเนินงานผ่านแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (พ.ศ. 2565-2570) ภายใต้นโยบาย “อว. for AI” โดยตั้งเป้าผลิตกําลังคนด้าน AI จํานวน 30,000 คน ภายใน 3 ปี ครอบคลุมตั้งแต่นักวิจัยพัฒนาระบบ วิศวกรผู้ประยุกต์ใช้ ไปจนถึงผู้ใช้งานวิชาชีพทั่วไป แต่จุดสําคัญคือ ความรวดเร็วในการปฏิบัติจริง ประเทศไทยกําลังเผชิญกับความจําเป็นเร่งด่วนในการยกระดับทักษะและพัฒนา ทักษะใหม่ (UpskillReskill) เพื่อเปลี่ยนผ่านบทบาทของแรงงานจากผู้ปฏิบัติงานไปเป็น “ผู้บริหารจัดการ AI ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีและความต้องการของภาคธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ไทยต้องเตรียมพร้อมอย่างไรในยุค AI
ภายใต้พลวัตความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ประเทศไทยจําเป็นต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับ ผลกระทบจาก AI ในหลายด้านสําคัญ ได้แก่ (1) การเร่งส่งเสริมการใช้ AI อย่างครอบคลุมและการยกระดับ ทุนมนุษย์ โดยภาครัฐควรเร่งสนับสนุนการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทํางานให้กับแรงงาน ในทุกระดับทักษะ เนื่องจากในระยะต่อไปประสิทธิภาพของ AI จะถูกพัฒนาให้สามารถทํางานทดแทนมนุษย์ ได้มากขึ้นและกว้างขวางขึ้น การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้แรงงานสามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จาก เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน ตลอดจนควรพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและระบบ ประมวลผลให้เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต (2) การปรับบทบาทของแรงงานทักษะสูงสู่การเป็น “ผู้บริหารจัดการ AI” แรงงานในกลุ่มทักษะสูงจําเป็นต้องเสริมสร้างทักษะและความรู้เท่าทันเทคโนโลยี AI (Al Literacy) เพื่อให้สามารถกํากับดูแลและตรวจสอบผลลัพธ์/การทํางานของ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการจัดการกับข้อจํากัดเชิงเทคนิค เช่น การให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน ปัญหาอคติจากชุดข้อมูล และ การรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และ (3) การพัฒนากรอบกฎหมายและธรรมาภิบาลดิจิทัลและการใช้ AI โดยเฉพาะกลไกกํากับดูแลและกฎหมายที่เอื้อต่อการคุ้มครองแรงงานสิทธิของแรงงานทั้งในกระบวนการ จ้างงาน การประเมินผล และการเลิกจ้างที่อาจมี AI เข้ามาเกี่ยวข้อง รวมถึงการกําหนดความรับผิดชอบ ทางกฎหมายในกรณีที่ระบบ AI ก่อให้เกิดความเสียหาย เช่น ธุรกรรมทางการเงิน การทําสัญญา หรือ การดําเนินงานอัตโนมัติที่ไม่มีมนุษย์กํากับ ทั้งนี้ ควรออกแบบกฎหมายให้มีความยืดหยุ่น เพื่อให้สามารถ ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของ AI ได้อย่างทันท่วงที
14 Physical Al หมายถึง ปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถรับรู้ ประมวลผล และสั่งการในโลกทางกายภาพผ่านหุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติ เช่น (1) หุ่นยนต์ในโรงงานที่หยิบของ แพ็กสินค้า หรือปรับการทํางานเองได้ (2) รถยนต์ไร้คนขับที่ใช้กล้องและเซนเซอร์ช่วย มองถนนและขับรถ และ (3) ระบบคลังสินค้าอัตโนมัติที่คัดแยกและขนย้ายสินค้าเองได้
ข้อมูลนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมแสดงความรู้สึกได้นะครับ
บทความนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมให้คะแนนได้ที่นี่
★★★★★
คลิกที่ดาวเพื่อลงคะแนน
คะแนนเฉลี่ย: ⭐ 5 / 5 (จากผู้โหวต 1 คน)