Darya Shipilova และ Pneumonic plague (Wiki)
ถอดชนวนดราม่าแล็บรัสเซีย: ไขข้อสงสัยนักวิจัยเสียชีวิตปริศนา สรุปใช่ "กาฬโรค" หรือไม่?
ความวิตกกังวลด้านความมั่นคงทางชีวภาพกลับมาเป็นที่จับตาของประชาคมโลกอีกครั้ง หลังมีรายงานการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของ ดารยา ชิปิโลวา (Darya Shipilova) นักวิจัยสาววัย 28 ปี สังกัดสถาบันวิจัยป้องกันกาฬโรคแห่งไซบีเรียและตะวันออกไกล (Anti-Plague Research Institute) ในเมืองอีร์คุตสค์ (Irkutsk) ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา ด้วยอาการปอดอักเสบอย่างรุนแรงและระบบหายใจล้มเหลว นำไปสู่กระแสข่าวลือเรื่องการรั่วไหลของเชื้อโรคร้ายแรงจากห้องปฏิบัติการวิจัย
จุดเริ่มต้นเหตุการณ์ (1–2 ตุลาคม 2569)
สื่อท้องถิ่นและช่องข่าวในรัสเซีย รายงานข่าวมีผู้เสียชีวิต เป็นนักวิจัยสตรีวัย 28 ปี ชื่อว่า ดารยา ชิปิโลวา (Darya Shipilova) แห่งจากสถาบันวิจัยป้องกันกาฬโรคแห่งไซบีเรียและตะวันออกไกล (Anti-Plague Research Institute) เมืองอีร์คุตสค์ (Irkutsk) ประเทศรัสเซีย โดยเธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในเมืองอีร์คุตสค์ด้วยอาการปอดบวมอย่างรุนแรง ระบบหายใจล้มเหลว และเสียชีวิตลงอย่างรวดเร็วในวันที่ 2 ตุลาคม 2569
ชนวนข่าวลือเรื่อง "หลอดทดลองแตก"
หลังการเสียชีวิต สื่อท้องถิ่นและช่องข่าวTelegram ในรัสเซีย (เช่น Baza และ Mash) เริ่มรายงานข้อมูลระบุว่า เกิดจากอุบัติเหตุในห้องแล็บ โดย ดารยา อาจทำหลอดทดลองหรือภาชนะบรรจุเชื้อ กาฬโรคปอด (Pneumonic Plague / Yersinia pestis) หรือเชื้ออันตรายอื่นๆ ตกแตกในห้องปฏิบัติการวิจัย จนสูดดมเชื้อเข้าไปโดยไม่รู้ตัว จนทำให้เธอเสียชีวิต
ทำไมถึงเกี่ยวข้องกับเชื้อกาฬโรคปอด
สถาบันวิจัยป้องกันกาฬโรคแห่งไซบีเรียและตะวันออกไกล (Anti-Plague Research Institute) ดังกล่าวเป็นหน่วยงานรัฐระดับชาติที่มีบทบาทสำคัญด้านความมั่นคงทางชีวภาพ (Biosecurity) มาตั้งแต่ยุคสหภาพโซเวียต มีหน้าที่หลักในการออกสำรวจและเฝ้าระวัง "รังโรคธรรมชาติ" (Natural Foci) ในแถบทุ่งหญ้าไซบีเรียและชายแดน เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อกาฬโรคจากสัตว์ฟันแทะแพร่ระบาดมาสู่มนุษย์
นอกจากนี้ สถาบันยังเป็นศูนย์เก็บรักษาและวิจัยเชื้อโรคร้ายแรงระดับสูง (BSL-3 / BSL-4) โดยไม่ได้ศึกษาเฉพาะกาฬโรคเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมเชื้ออันตรายอื่นๆ เช่น แอนแทรกซ์ (Anthrax), ไข้กระต่าย (Tularemia), และฮันตาไวรัส (Hantavirus)
การเสียชีวิตของบุคลากรภายในสถาบันระดับนี้จึงกลายเป็นประเด็นอ่อนไหวระดับสากลทันที
มาตรการกักกัน 200 ชีวิต
ความตื่นตระหนกยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อทางการท้องถิ่นยกระดับมาตรการฉุกเฉินด้วยการสั่งกักกันและเฝ้าระวังอาการผู้สัมผัสเสี่ยงใกล้ชิดรวมเกือบ 200 คน ซึ่งครอบคลุมทั้งเพื่อนร่วมงานในสถาบันวิจัย บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วยคนอื่นในวอร์ดโรงพยาบาลที่ดารยาเข้ารับการรักษา พร้อมทั้งสั่งล็อกดาวน์อาคารโรงพยาบาลฉุกเฉินเพื่อจำกัดวงการแพร่กระจาย
ขณะที่กระแสข่าวลือกระจายออกไปอย่างรวดเร็วในพื้นที่ว่า อาจมีการแพร่กระจายของเชื้อ หรือมีผู้ป่วย/ผู้เสียชีวิตรายอื่นตามมา
รัสเซียโต้ข่าวลือ ยืนยันผลตรวจกาฬโรค "เป็นลบ"
พร้อมกันนี้ ทางการรัสเซียเปิดเผยว่า ผลการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้นของนักวิจัยผู้เสียชีวิต รวมถึง
กลุ่มผู้ถูกกักตัว ทั้งหมด ให้
ผลเป็นลบต่อเชื้อกาฬโรค (Yersinia pestis) โดยระบุสาเหตุการเสียชีวิตลงใน
รายงานเบื้องต้นว่า มาจาก "ภาวะปอดบวมอย่างรุนแรงจากสาเหตุไม่ระบุชนิด" (Severe Unspecified Pneumonia) และยืนยันว่าสถานการณ์ในพื้นที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุม
WHO และนานาชาติจับตา เรียกร้องความโปร่งใส
แม้ทางการรัสเซียจะปฏิเสธข่าวการรั่วไหลของเชื้อ แต่องค์การอนามัยโลก (WHO) รวมถึงหน่วยงานด้านสาธารณสุขของสหรัฐฯ (CDC) ได้ยกระดับการเฝ้าระวังผ่านกฎอนามัยระหว่างประเทศ (IHR) โดยดำเนินการผ่านกฎอนามัยระหว่างประเทศ (IHR) และมีมาตรการสำคัญดังนี้
1. ยื่นหนังสือขอข้อมูล ฉุกเฉินและเรียกร้องความโปร่งใส
ในประเด็นดังนี้
ขอผลตรวจและระบาดวิทยา WHO ได้ส่งคำร้องอย่างเป็นทางการไปยังกระทรวงสาธารณสุขรัสเซียเพื่อขอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Lab Results) ลำดับพันธุกรรมของเชื้อ (Genome Sequencing) และรายงานการสอบสวนโรคโดยละเอียด
ตั้งคำถามเรื่องสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง ดร.มาเรีย แวน เคอร์คอฟ (Maria Van Kerkhove) ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารจัดการโรคระบาดของ WHO ระบุว่า หากทางการรัสเซียยืนยันว่าผลตรวจกาฬโรคเป็นลบ รัสเซียจะต้องตอบให้ได้ว่า "แล้วนักวิจัยคนนี้เสียชีวิตจากเชื้อหรือสาเหตุใดกันแน่"
คำถามเรื่องผู้ป่วยรายที่สอง ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส (Tedros Adhanom Ghebreyesus) ผู้อำนวยการใหญ่ WHO ออกมาแถลงเปิดเผยว่า WHO ยัง
"ไม่มีภาพรวมที่สมบูรณ์" (Do not have full picture) และได้ส่งคำถามเพิ่มเติมไปยังทางการรัสเซียเพื่อขอคำอธิบายเกี่ยวกับรายงานข่าวลือที่มีผู้ป่วยปอดอักเสบรายที่สอง
2. ประเมินระดับความเสี่ยงทางระบาดวิทยา (Risk Assessment)
จากข้อมูลที่มีในปัจจุบัน WHO ได้ประเมินระดับความเสี่ยงเบื้องต้นไว้ 2 ระดับ ได้แก่
ความเสี่ยงระดับท้องถิ่น (พื้นที่อีร์คุตสค์/สถาบันวิจัย) ความเสี่ยงอยู่ในระดับ ปานกลางถึงต่ำ (Moderate to Low)
ความเสี่ยงระดับประเทศรัสเซียและระดับโลก ความเสี่ยงอยู่ในระดับ ต่ำ (Low)
เนื่องจากผลการเฝ้าระวังผู้สัมผัสใกล้ชิดที่ถูกกักตัวเกือบ 200 คน ยังไม่พบผู้ที่มีอาการป่วยรุนแรงเพิ่มเติม หรือตรวจพบเชื้อกาฬโรคสายพันธุ์อันตราย
3. ประสานงานเครือข่ายห้องปฏิบัติการและเฝ้าระวังข้ามแดน
WHO เปิดใช้ระบบเฝ้าระวังภัยคุกคามทางชีวภาพ (Biothreat Signal Pipeline) ร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขสากล (เช่น CDC ของสหรัฐฯ และยุโรป) เพื่อติดตามข่าวสารเชิงลึกจากพื้นที่ ประสานงานกับประเทศชายแดนใกล้เคียง เช่น มองโกเลีย เพื่อยกระดับการตรวจคัดกรองบริเวณรังโรคธรรมชาติทางตอนใต้ของไซบีเรีย
อย่างไรก็ตาม WHO ยังคงเรียกร้องให้รัสเซียเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใสตามข้อตกลง IHR เพื่อยืนยันให้แน่นอนว่าไม่มีอุบัติเหตุเชื้อรั่วไหลจากแล็บจริงอย่างที่รัสเซียกล่าวอ้าง เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ระบบสาธารณสุขทั่วโลก
ปฏิกริยาความเคลื่อนไหวของสหรัฐ
สหรัฐอเมริกาได้ติดตามเหตุการณ์นี้อย่างใกล้ชิดผ่านกระทรวงการต่างประเทศ (State Department), ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) รวมถึงสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยมีการเคลื่อนไหวและแสดงท่าทีในหลายระดับ
1. การแถลงจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (U.S. Department of State) เรียกร้องความโปร่งใส โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ระบุว่า สหรัฐฯ รับทราบรายงานกรณีผู้เสียชีวิตสงสัยติดเชื้อกาฬโรคปอดในภูมิภาคอีร์คุตสค์แล้ว และได้ "กระตุ้นเตือนให้ทางการรัสเซียเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็วอย่างโปร่งใส" ต่อประชาคมโลก ขณะเดียวกันกับที่ สหรัฐฯ กำลังประสานงานร่วมกับองค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อขอรายงานข้อมูลทางระบาดวิทยาฉบับจริงจากฝั่งรัสเซีย
2. ท่าทีจากสภาความมั่นคงและฝ่ายบริหาร (Marco Rubio & National Security)
รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ/เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ (มาร์โก รูบิโอ - Marco Rubio) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า สหรัฐฯ กำลังเฝ้าระวังความเสี่ยงกรณีนี้อย่างใกล้ชิด
แต่ขณะนี้ สหรัฐฯ ประเมินว่าความเสี่ยงที่จะแพร่ระบาดข้ามมายังสหรัฐฯ ในปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำมาก เนื่องจากปริมาณการเดินทางระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียมีจำกัดมาก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกาฬโรคปอดเป็นเชื้อที่แพร่กระจายทางอากาศและมีความรุนแรงสูง หากเกิดการหลุดรอดจริงก็อาจแพร่กระจายได้เร็ว จึงต้อง
"ให้ความสำคัญและจับตาดูอย่างไม่ประมาท"
3. CDC ยกระดับระบบเฝ้าระวังเชื้ออุบัติใหม่
CDC สหรัฐฯ ได้เปิดใช้โปรโตคอลติดตามภัยคุกคามทางชีวภาพ (Biothreat Monitoring) เพื่อวิเคราะห์รูปแบบอาการและข้อมูลจากฝั่งไซบีเรีย ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางชีวภาพของสหรัฐฯ ใช้โอกาสนี้ตั้งข้อสงสัยต่อมาตรฐานความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการวิจัยเชื้อโรคร้ายแรงของรัสเซีย โดยเฉพาะสถาบันที่มีประวัติศึกษาสารชีวภาพและเชื้อโรคอันตรายระดับสูงสรุปคือ สหรัฐฯ ยังไม่ได้ยกระดับเตือนภัยการเดินทางในระดับสูงสุด แต่ใช้วิธี กดดันทางการเมืองและสาธารณสุขให้รัสเซียเปิดเผยความจริง พร้อมทั้งให้หน่วยงาน CDC เฝ้าระวังความเสี่ยงทางชีวภาพข้ามแดนอย่างใกล้ชิด
ท่าทีรัสเซียตอบสนองในเชิงบวก
จากมาตรการเชิงรุกทั้งจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) และนานาชาติตามข้อตกลงกฎอนามัยระหว่างประเทศ (IHR) ทำให้ทางการรัสเซีย "ตอบรับความร่วมมือ" ในเชิงบวก ผ่านรูปแบบและกรอบความร่วมมือสำคัญ ดังนี้
1. การรายงานข้อมูลอย่างเป็นทางการผ่านช่องทาง IHR
รัสเซียส่งรายงานและข้อเท็จจริงกลับไปยัง WHO ผ่านช่องทาง IHR National Focal Point เพื่อยืนยันข้อมูลในระบบเฝ้าระวังฝั่งรัสเซียปฏิเสธข่าวการแพร่ระบาดของกาฬโรคในเมืองอีร์คุตสค์อย่างเป็นทางการ พร้อมยื่นเอกสารยืนยันว่า "ไม่มีการบันทึกผู้ป่วยกาฬโรคในพื้นที่"
2. แลกเปลี่ยนผลการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ (Lab Data)
หน่วยงาน Rospotrebnadzor (สำนักงานเฝ้าระวังด้านสุขภาพของรัสเซีย) ได้แชร์ข้อมูลผลการตรวจทางชีวภาพของ ดารยา ชิปิโลวา และผู้กักตัวใกล้ชิด ผลการตรวจทางพันธุกรรม (Genetic/Pathogen Screening) ยืนยันว่า ไม่พบเชื้อ Yersinia pestis (เชื้อกาฬโรค) รวมถึงเชื้อจุลินทรีย์อันตรายที่สอดคล้องกับงานวิจัยในแล็บของเธอ
3. การยอมรับการเฝ้าสังเกตการณ์ (External Monitoring)
แม้รัสเซียจะไม่เปิดให้ทีมผู้เชี่ยวชาญภายนอกลงพื้นที่สอบสวนเชิงลึกในทันที แต่ได้ส่งรายงานความคืบหน้าของกลุ่มผู้ถูกกักตัวเกือบ 200 คนให้ WHO รับทราบเป็นระยะผลรายงานระบุว่าผู้ถูกกักตัวทั้งหมด ไม่มีอาการของกาฬโรคปอด (มีเพียง 2 รายที่พบไวรัสไข้หวัดทั่วไป และอีก 2 รายพบเชื้อ COVID-19)
ข้อสังเกตจากนักวิเคราะห์และนานาชาติ
แม้รัสเซียจะให้ความร่วมมือทางเอกสารและรายงานผลตรวจตามข้อบังคับ IHR แต่ WHO และชาติตะวันตกยังคงมองว่าการสื่อสารของรัสเซีย "ยังมีช่องว่าง" เช่น ข้อมูลสาเหตุการตายที่แท้จริงจาก "ปอดบวมรุนแรงไม่ทราบสาเหตุ" ยังไม่มีคำอธิบายทางการแพทย์ที่ชัดเจนว่ามาจากเชื้อตัวใด อีกทั้งข้อมูลช่วงแรกจากผู้ว่าการภูมิภาคพูร์ยาตียา (Buryatia) เคยโพสต์ว่าระบาดจากกาฬโรค ก่อนจะลบและแก้ไขข้อความสรุปคือ รัสเซียให้ความร่วมมือ ผ่านการส่งมอบข้อมูลทางห้องปฏิบัติการและรายงานระบาดวิทยาอย่างเป็นทางการแก่ WHO แต่ยังคงยืนยันเสียงแข็งว่าไม่มีเชื้อหลุด และไม่มีอุบัติเหตุทางชีวภาพเกิดขึ้นในสถาบันวิจัย
ยังไม่มีข้อสรุปชี้ชัดว่าเป็นโรคใด ผลทางห้องปฏิบัติการอย่างเป็นทางการยังไม่ชี้ชัดว่าเป็นกาฬโรค และการตรวจหาเชื้อ Yersinia pestis (เชื้อกาฬโรค) ให้ผลเป็นลบทั้งหมด
ส่วนคำถามที่ว่า "แล้วสรุปว่าเป็นโรคใด" สถานะทางการแพทย์ ณ ปัจจุบันมีดังนี้
1. คำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการจากทางการรัสเซีย
หน่วยงานสาธารณสุขรัสเซีย (Rospotrebnadzor) ระบุสาเหตุการเสียชีวิตของเธอไว้ในรายงานเบื้องต้นว่ามาจาก "ภาวะปอดบวมอย่างรุนแรงจากสาเหตุไม่ระบุชนิด" (Severe Unspecified Pneumonia)
นั่นหมายความว่า ทางการรัสเซียยอมรับว่าเธอเสียชีวิตจากอาการปอดอักเสบ/ปอดบวมขั้นรุนแรงจนระบบหายใจล้มเหลว แต่ ยังไม่ได้ลงระบุชื่อเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียตัวใดตัวหนึ่งอย่างเป็นทางการ
2. ข้อสันนิษฐานทางการแพทย์และระบาดวิทยาที่กำลังตรวจหาสาเหตุ
เนื่องจากการตรวจหาเชื้อกาฬโรคได้ผลเป็นลบ ผู้เชี่ยวชาญจึงกำลังพิจารณาและรอผลการถอดรหัสพันธุกรรม (Genome Sequencing) ในความเป็นไปได้ 3 กลุ่มหลัก:
โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจทั่วไปชนิดรุนแรง: เช่น ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์รุนแรง, โควิด-19 (COVID-19) หรือเชื้อแบคทีเรียก่อโรคปอดบวมทั่วไป (เช่น Streptococcus pneumoniae) ซึ่งในกลุ่มผู้กักตัวใกล้ชิดบางราย ตรวจพบเชื้อโควิด-19 และไวรัสไข้หวัดทั่วไปร่วมด้วย
เชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียอื่นในธรรมชาติ (Zoonotic Pathogens): เนื่องจากเธอทำงานในสถาบันวิจัยที่ศึกษาเชื้อจากรังโรคธรรมชาติในไซบีเรีย จึงมีความเป็นไปได้ที่อาจติดเชื้อชนิดอื่น เช่น ฮันตาไวรัส (Hantavirus) หรือ ฮีโมฟิลุส (Haemophilus) ซึ่งทำให้เกิดอาการปอดบวมรุนแรงและปอดอักเสบฉับพลันได้เช่นกัน
ภาวะแทรกซ้อนทางร่างกายส่วนบุคคล: เช่น การติดเชื้อซ้ำซ้อน (Superinfection) หรือภาวะภูมิคุ้มกันไวเกิน (Cytokine Storm) ที่ทำให้ระบบหายใจล้มเหลวอย่างรวดเร็ว
สรุปสถานะล่าสุด
ใช่กาฬโรคไหม? → ไม่ใช่ (ผลตรวจแล็บปฏิเสธเชื้อกาฬโรค)
เป็นโรคอะไร? → ปอดบวมรุนแรง (Severe Pneumonia) โดยยังอยู่ในขั้นตอนการพิสูจน์ทราบชนิดเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค (Pathogen Identification) ซึ่งทั้ง WHO และประชาคมโลกกำลังรอรายงานผลการถอดรหัสพันธุกรรมฉบับสมบูรณ์จากรัสเซียครับ
Back to top
กาฬโรคชนิดปอด (pneumonic plague) คืออะไร Anan Jongkaewwattana อธิบายว่า กาฬโรคชนิดปอด (pneumonic plague) คือเชื้อแบคทีเรียเข้าไปติดที่ปอด ทำให้ติดต่อระหว่างคนได้ง่ายกว่าชนิดต่อมน้ำเหลือง (bubonic plague) แบคทีเรียชนิดนี้รักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะหากตรวจพบและให้ยาเร็ว
ทั้งนี้ ท่านได้อธิบายเพิ่มเติม เกี่ยวกับโรคในข่าวว่า "ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า เชื้อในข่าวนี้ ไม่ใช่" ไวรัส" หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นไวรัส เพราะเห็นคำว่า “outbreak” หรือ “โรคติดต่อ” แล้วมักนึกถึงโควิดหรือไข้หวัดใหญ่ ความจริงคือ กาฬโรค (plague) เกิดจาก แบคทีเรีย ชื่อ Yersinia pestis"
Back to top
กรมควบคุมโรค ติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขของไทย ได้ติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิดและดำเนินการตามแนวทางเฝ้าระวังโรคติดต่อระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ดังนี้:
1. ยกระดับการเฝ้าระวัง ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ
คัดกรองผู้เดินทาง: ด่านควบคุมโรคฯ ทุกแห่ง (โดยเฉพาะท่าอากาศยานนานาชาติ เช่น สุวรรณภูมิ และดอนเมือง) เพิ่มความเข้มงวดในการสังเกตและคัดกรองผู้เดินทางที่บินตรงหรือมีประวัติเชื่อมโยงจากภูมิภาคไซบีเรีย/รัสเซีย หากพบผู้ที่มีไข้ ไอ หอบ หรือมีอาการระบบทางเดินหายใจรุนแรง จะเข้าสู่มาตรการกักกันเพื่อตรวจวินิจฉัยทันที
2. ประสานงานและติดตามข้อมูลผ่านช่องทาง IHR (WHO)
ติดตามรายงานทางการ: กรมควบคุมโรคในฐานะหน่วยงานประสานงานกลางตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ (IHR National Focal Point) ประสานงานตรงกับองค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อรับรายงานระบาดวิทยาและผลการถอดรหัสพันธุกรรมเชื้ออย่างเป็นทางการ
ประเมินความเสี่ยงสายพันธุ์: กำลังติดตามข้อมูลวิเคราะห์ชนิดของเชื้อจากฝั่งรัสเซีย เพื่อเตรียมระบบตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ (Lab Diagnostic Kits) ให้พร้อมรองรับทันทีหากมีการยืนยันว่าเป็นเชื้อสายพันธุ์อุบัติใหม่
3. ประเมินระดับความเสี่ยงของประเทศไทย
ความเสี่ยงในไทยยังอยู่ในระดับต่ำมาก (Low Risk): เนื่องจากผู้เสียชีวิตเป็นเคสเดี่ยวในพื้นที่กักกันของสถาบันวิจัย และผลตรวจผู้ใกล้ชิดเกือบ 200 คนในรัสเซียยังคงเป็นลบ นอกจากนี้ ปริมาณการเดินทางจากเมืองอีร์คุตสค์มายังไทยมีไม่มากและอยู่ภายใต้ระบบคัดกรอง
คำแนะนำประชาชน: ยังไม่มีการประกาศห้ามเดินทางหรือมาตรการกักตัวผู้เดินทางจากรัสเซียเป็นการทั่วไป แต่ขอให้ผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงสังเกตอาการตนเองอย่างน้อย 7-14 วัน หากมีไข้ ไอ หรือหายใจลำบาก ให้รีบพบแพทย์พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางทันที
Back to top
ข่าวผู้เสียชีวิตรายที่ 2 และ ข้อเท็จจริง
7 ต.ค. 69 TNN รายงานอ้างสื่อท้องถิ่นหลายแห่งของรัสเซีย รายงาน อ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวว่า ผู้เสียชีวิตรายที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ประจำห้องปฏิบัติการทางชีวภาพ ในเมืองเชเลคอฟ ของแคว้นอีร์คุตสค์
ข้อเท็จจริง
ส่วนข่าวเรื่อง "คนที่ 2" นั้น เกิดจากกรณีดังนี้:
ยังไม่มีการยืนยันผู้เสียชีวิตรายที่สอง องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมไปยังทางการรัสเซีย หลังจากเริ่มมีรายงานข่าวลือเกี่ยวกับผู้ป่วยปอดอักเสบไม่ทราบสาเหตุรายที่สอง แต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่ามีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีกราย
มาตรการกักกันเข้มงวด มีรายงานว่าทางการรัสเซียได้สั่งกักกันและเฝ้าระวังผู้สัมผัสใกล้ชิดและเจ้าหน้าที่ในสถาบันวิจัยเกือบ 200 คน รวมทั้งสั่งล็อกดาวน์พื้นที่โรงพยาบาลที่เธอเข้ารักษาตัว ซึ่งทำให้เกิดกระแสข่าวลือแพร่สะพัดในท้องถิ่น
ต้นเหตุยังเป็นข้อถกเถียง สื่อท้องถิ่นระบุว่าเธออาจติดเชื้อกาฬโรคปอด (Pneumonic Plague) เนื่องจากทำหลอดทดลองแตกในห้องแล็บ ขณะที่หน่วยงานด้านสาธารณสุขของรัสเซีย (Rospotrebnadzor) ปฏิเสธข่าวหลอดทดลองแตกและระบุว่าเธอเสียชีวิตจาก "ปอดบวมไม่ทราบสาเหตุ" โดยผลตรวจกาฬโรคในตัวเธอและผู้สัมผัสยังคงเป็นลบ สถานการณ์ขณะนี้ยืนยันผู้เสียชีวิตเพียง 1 ราย และอยู่ในระหว่างที่องค์การอนามัยโลกและผู้เชี่ยวชาญจับตาดูอย่างใกล้ชิดเพื่อรอความชัดเจนจากทางการรัสเซีย The Economic TimeBack to top
ข้อมูลนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมแสดงความรู้สึกได้นะครับ
👍 ถูกใจ 0 ❤️ อุ่นใจ 0 🙏 ขอบคุณ 0 😢 ห่วงใย 0
บทความนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมให้คะแนนได้ที่นี่ ★ ★ ★ ★ ★
คลิกที่ดาวเพื่อลงคะแนน
คะแนนเฉลี่ย: ⭐ 5 / 5 (จากผู้โหวต 1 คน)