9 พฤษภาคม 2568 กรมปศุสัตว์ (สํานักควบคุม ป้องกัน และบําบัดโรคสัตว์) ออกประกาศ มาตรการควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าและแนวทางการจัดสรร การฉีดวัคซีนเพื่อควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าสําหรับสัตว์ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ถึง ปศุสัตว์เขต 1-9 / ปศุสัตว์จังหวัด 77 จังหวัด มีสาระดังนี้
ตามที่กรมปศุสัตว์ได้จัดสรรวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าสําหรับสัตว์ ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ไปยังสํานักงานปศุสัตว์เขต 1-9 เพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์ในการควบคุมโรค โดยให้กับสํานักงานปศุสัตว์จังหวัด สําหรับนําไปฉีดให้กับสุนัขแมว และสัตว์กลุ่มเสี่ยงในพื้นที่เกิดโรค พื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคให้สอดคล้อง กับอุบัติการณ์ของการเกิดโรคจํานวนประชากรสุนัขและแมว และสัตว์กลุ่มเสี่ยงของแต่ละจังหวัด
ทั้งนี้ เพื่อเป็น การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสัตว์ รวมถึงควบคุมการแพร่ระบาดของโรคจากจุดเกิดโรคไปยังพื้นที่อื่น และลดอุบัติการณ์ ของการเกิดโรคทั้งในสัตว์และคน นั้น
ในการนี้ เพื่อให้การดําเนินงานดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามวัตถุประสงค์ และ เป้าหมายทั้งพื้นที่เสี่ยงและสัตว์กลุ่มเสี่ยง กรมปศุสัตว์จึงกําหนดแนวทางการจัดสรรและแนวทางการฉีดวัคซีน เพื่อควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าสําหรับสัตว์ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ดังนี้
1. การจัดสรรวัคซีน
1.1 สํานักงานปศุสัตว์เขต 1-9 จัดสรรวัคซีนให้กับสํานักงานปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่ รับผิดชอบ โดยให้สอดคล้องกับจํานวนเป้าหมายในระบบ e-Operation ของแต่ละจังหวัด และสํารองวัคซีน (Stock) ไว้ที่เขตอย่างน้อยร้อยละ 10 ของจํานวนวัคซีนทั้งหมดที่เขตได้รับ เพื่อสํารองไว้ใช้ในกรณีพื้นที่เกิดโรคใหม่ กรณีมี เหตุฉุกเฉิน หรือกรณีออกหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ตามกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ ของกรมปศุสัตว์
1.2 สํานักงานปศุสัตว์เขต 1 จัดสรรวัคซีนให้กับสํานักงานปศุสัตว์พื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยให้สอดคล้องกับจํานวนเป้าหมายในระบบ e-Operation
1.3 สํานักงานปศุสัตว์จังหวัดเมื่อได้รับวัคซีนแล้ว ให้จัดสรรวัคซีนเพื่อฉีดสําหรับควบคุมโรค ณ พื้นที่จุดเกิดโรคเป็นหลัก (Ring Vaccination) กรณีที่จังหวัดไม่มีพื้นที่เกิดโรค ให้จัดสรรโดยพิจารณาตาม ความเสี่ยงของพื้นที่จากเสี่ยงสูงไปหาต่ํา เช่น พื้นที่ที่เป็นรอยต่อกับจุดเกิดโรคทั้งภายในจังหวัดหรือจังหวัดข้างเคียง พื้นที่ที่เคยพบโรคย้อนหลัง 2 ปี พื้นที่ที่เป็นรอยต่อแนวชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน พื้นที่เสี่ยงอื่น ๆ ที่ประเมิน แล้วมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค เป็นต้น
2. การฉีดวัคซีน
2.1 พื้นที่พบโรคให้ดําเนินการฉีดวัคซีนรอบจุดเกิดโรคพื้นที่ตามพื้นที่ที่ระบุไว้ในประกาศเขต โรคระบาดสัตว์ชั่วคราว ตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 โดยฉีดให้กับสุนัขและแมวทุกตัว ตามขั้นตอน ดังนี้
2.1.1 ประกาศเขตโรคระบาดสัตว์ชั่วคราว ตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 เมื่อทราบผลการตรวจพบโรคพิษสุนัขบ้าจากห้องปฏิบัติการ
2.1.2 สํารวจประชากรสุนัขและแมวทั้งมีเจ้าของและไม่มีเจ้าของในพื้นที่ควบคุมโรค หรือพื้นที่ตามประกาศเขตโรคระบาดสัตว์ชั่วคราว เพื่อให้ได้จํานวนสัตว์เป้าหมายเพื่อใช้ประกอบการวางแผน การฉีดวัคซีน ดังนี้
(1) จํานวนสัตว์ที่ถูกกัดหรือสัมผัสกับสัตว์ป่วย ที่จะต้องฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกัน หลังสัมผัส 4 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 4 วัน (โปรแกรม 4x4)
(2) จํานวนสัตว์ทั้งหมดที่ต้องฉีดครั้งแรก
(3) จํานวนสัตว์ที่จะต้องฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Booster)
(4) จํานวนลูกสัตว์เกิดใหม่ที่ต้องรออายุครบ 2-4 เดือน
2.1.3 สัตว์ที่สัมผัสกับสัตว์ป่วยที่เป็นโรค (ถูกกัดหรืออยู่ร่วมฝูงกับสัตว์ป่วย) จะต้องกักตัวสัตว์อย่างมีประสิทธิภาพ และฉีดวัคซีนทั้งหมด 4 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 4 วัน (โปรแกรม 454)
2.1.4 เฝ้าระวังโรคอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 5 เดือนนับจากวันที่ประกาศเขตโรคระบาดสัตว์ ชั่วคราว (ระยะเวลาประกาศเขตโรคระบาดฯ 1 เดือน) ระหว่างนี้หากพบสุนัขและแมวที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน อาทิ เป็นลูกสัตว์ที่เกิดใหม่ สัตว์ที่ตกสํารวจให้ดําเนินการฉีดให้กับสัตว์ดังกล่าวด้วย
2.2 พื้นที่ไม่เกิดโรค ให้ดําเนินการดังนี้
2.2.1 กําหนดพื้นที่เป้าหมายในการฉีดวัคซีนโดยเรียงลําดับพื้นที่จากความเสี่ยงสูงไปหา ต่ํา เช่น พื้นที่ที่เคยพบโรคย้อนหลัง 2 ปี พื้นที่ที่เป็นรอยต่อแนวชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน พื้นที่เสี่ยงอื่นๆ ที่สํานักงานปศุสัตว์จังหวัดประเมินแล้วเห็นว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค เป็นต้น
2.2.2 กําหนดสัตว์เป้าหมายในการฉีดวัคซีน อาทิ สัตว์ในสถานสงเคราะห์สัตว์ที่ ขึ้นทะเบียนถูกต้องกับกรมปศุสัตว์หรืออยู่ระหว่างผลักดันให้ขึ้นทะเบียนสถานสงเคราะห์อย่างถูกต้องกับกรมปศุสัตว์ สัตว์ที่ไม่มีเจ้าของหรือสัตว์ด้อยโอกาส สัตว์ที่ถูกทอดทิ้ง สัตว์ที่ถูกทารุณกรรม สัตว์ที่เจ้าของเสียชีวิต สัตว์ที่เจ้าของไม่ สามารถเลี้ยงต่อได้ สัตว์ที่เจ้าของมีรายได้น้อย สัตว์ที่อยู่ตามวัดหรือสถานที่ราชการหรือสัตว์ชุมชน สัตว์ที่อยู่ใน แผนงานกิจกรรมหรือโครงการในลักษณะการออกหน่วยบริการทางสัตวแพทย์ของกรมปศุสัตว์ เป็นต้น
2.3 ให้สํานักงานปศุสัตว์จังหวัดกําหนดแผนการฉีดวัคซีนตามเป้าหมาย โดยสัตว์กลุ่มเป้าหมาย ดังกล่าวจะต้องไม่ซ้ำซ้อนกับสัตว์เป้าหมายการฉีดวัคซีนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการ ป้องกันโรคให้ดําเนินการจัดทําแผนการฉีดวัคซีนร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่
2.4 ฉีดวัคซีนให้กับสุนัขและแมวตามเป้าหมาย และในกรณีที่ต้องฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (booter) ให้ฉีดห่างจากการฉีดครั้งแรกเป็นเวลา 1 เดือน
3. ในกรณีที่สํานักงานปศุสัตว์จังหวัดดําเนินการฉีดวัคซีนได้ตามเป้าหมายแล้ว มีวัคซีนคงเหลือ รวมทั้งได้ประเมินสถานการณ์และความเสี่ยงต่อการเกิดโรคภายในจังหวัดแล้ว เห็นว่าไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค และ ไม่มีความจําเป็นที่จะต้องใช้วัคซีนดังกล่าว ขอให้ส่งคืนวัคซีนให้กับสํานักงานปศุสัตว์เขตหรือสํานักควบคุม ป้องกัน และบําบัดโรคสัตว์ก่อนวัคซีนจะหมดอายุไม่ต่ํากว่า 5 เดือน เพื่อนําไปใช้ในพื้นที่เกิดโรคหรือพื้นที่เสี่ยงอื่นต่อไป
4. ในกรณีฉุกเฉินเร่งด่วนพื้นที่เกิดโรคใหม่และวัคซีนที่สํารองไว้ที่เขตไม่เพียงพอ เพื่อเป็น การป้องกันการแพร่ระบาดของโรค สํานักงานปศุสัตว์เขตสามารถบริหารจัดการวัคซีนเป็นภาพรวมของพื้นที่ สํานักงานปศุสัตว์เขตได้ โดยนําวัคซีนจากที่เขตสํารองวัคซีน (Stock) ไว้ หรือวัคซีนจากจังหวัดหนึ่งไปใช้กับจังหวัด อื่นที่เกิดโรคได้ โดยดําเนินการปรับเป้าหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและให้รายงานกรมปศุสัตว์ผ่าน สํานักควบคุม ป้องกัน และบําบัดโรคสัตว์ทราบทุกครั้ง ทั้งนี้ ให้จังหวัดที่ได้รับการจัดสรรเพิ่มเติมรายงานผลการฉีด ในระบบ e-Operation โดยให้สํานักงานปศุสัตว์เขตทําการตรวจสอบผลการฉีดวัคซีนในระบบ e-Operation ซึ่งได้มี การปรับลด/ปรับเพิ่มเป้าหมายการฉีดวัคซีนให้สอดคล้องกับจํานวนวัคซีนที่ได้จัดสรรให้กับแต่ละจังหวัด
5. ให้สํานักงานปศุสัตว์จังหวัดเก็บตัวอย่างเลือดและซีรั่มสุนัขหรือแมวส่งตรวจวิเคราะห์ภูมิคุ้มกัน หลังทําวัคซีนที่สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ทั้งนี้ ให้ดําเนินงานตามโครงการทดสอบระดับภูมิคุ้มกันโรคในสัตว์ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 หรือประสานแผนการดําเนินงานกลุ่มควบคุมป้องกันโรคสัตว์เลี้ยง สํานักควบคุม ป้องกัน และบําบัดโรคสัตว์
6. ให้สํานักงานปศุสัตว์จังหวัดรายงานผลการฉีดวัคซีนเฉพาะที่ได้รับจัดสรรจากกรมปศุสัตว์ ในระบบ e-Operation ทุกเดือน โดยตรวจสอบความถูกต้องจํานวนวัคซีนที่ฉีดและได้รับการจัดสรรให้สอดคล้องกัน ทั้งนี้ เริ่มรายงานหลังจากที่ได้รับการจัดสรรจากกรมปศุสัตว์ ทั้งนี้ ผู้ฉีดวัคซีนจะต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์หรือผู้ได้รับมอบหมายให้ทําการฉีด วัคซีนตามพระราชบัญญัติโรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ. 2535 โดยผู้ฉีดจะต้องมอบเครื่องหมายประจําตัวสัตว์และใบรับรอง การฉีดวัคซีนให้กับเจ้าของสัตว์ทุกราย
จึงเรียนมาเพื่อทราบและนําเนินการต่อไป
(นาย กฤช ปิ่นประสงค์) รองอธิบดี
ปฏิบัติราชการแทน อธิบดีกรมปศุสัตว์
ข้อมูลนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมแสดงความรู้สึกได้นะครับ
บทความนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมให้คะแนนได้ที่นี่
★★★★★
คลิกที่ดาวเพื่อลงคะแนน
คะแนนเฉลี่ย: ⭐ 5 / 5 (จากผู้โหวต 1 คน)