ประเทศไทยกําลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรอย่าง รวดเร็ว โดยเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้วตั้งแต่ปี 2567 และจะก้าวเข้าสู่สังคม สูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) หรือมีสัดส่วนประชากรสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมดภายในปี 2576 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทําให้ประเด็นการดูแลผู้สูงอายุกลายเป็นโจทย์สําคัญของประเทศ ไม่เพียงด้านสุขภาพ หรือรายได้เท่านั้น แต่รวมถึงที่อยู่อาศัยด้วย
ปัจจุบัน ภาครัฐได้มุ่งขยายการดูแลผู้สูงอายุภายใต้แนวคิด “การสูงวัยในถิ่น ที่อยู่ (Aging in Place)” ซึ่งเน้นให้ผู้สูงอายุสามารถดํารงชีวิตอยู่ในบ้านหรือชุมชนเดิม ได้อย่างต่อเนื่อง ผ่านนโยบายต่าง ๆ อาทิ การปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมและ ปลอดภัย การพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง รวมทั้งการจัดตั้งโรงเรียน ผู้สูงอายุเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางสังคมและลดความโดดเดี่ยว อย่างไรก็ดี การย้ายถิ่นของวัยแรงงานเข้าสู่เมืองเศรษฐกิจและขนาดครัวเรือนที่เล็กลงกําลัง ลดทอนศักยภาพของครอบครัวในการดูแลผู้สูงอายุ ส่งผลให้ผู้สูงอายุจํานวนไม่น้อย ต้องอาศัยอยู่ตามลําพัง และทําให้การสูงวัยในถิ่นที่อยู่โดยลําพังอาจไม่ตอบโจทย์ ความต้องการได้ในทุกกรณี
แม้ข้อมูลจากสํานักงานสถิติแห่งชาติพบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับครอบครัว แต่สัดส่วนผู้สูงอายุ ที่อาศัยอยู่เพียงลําพังกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การสํารวจโครงการความคาดหวัง การวางแผน และการเตรียมตัวของประชากรวัยทํางานต่างรุ่นอายุและรูปแบบการอยู่อาศัยต่อชีวิตในวัยสูงอายุ ของสถาบันวิจัย ประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ยังพบว่า ประชากรในทุกช่วงอายุส่วนใหญ่ต้องการอาศัยอยู่ในบ้านเดิม ในยามเกษียณ (ร้อยละ 56.1) และร้อยละ 5.7 สนใจเข้าพักในที่อยู่อาศัยสําหรับผู้สูงอายุแบบครบวงจร (Senior Complex) หรือชุมชนที่สร้างขึ้นสําหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ มีเพียงร้อยละ 1.0 คาดว่าจะอาศัยอยู่ในสถาน สงเคราะห์ผู้สูงอายุ ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสํารวจร้อยละ 22.0 คาดว่าจะอาศัยอยู่เพียงลําพังเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ และ แม้ Gen Y และ Z ส่วนใหญ่ยังต้องการอยู่อาศัยร่วมกับครอบครัว แต่มีแนวโน้มไม่มีบุตร ส่งผลให้ความต้องการ ที่อยู่อาศัยสําหรับผู้สูงอายุที่มีบริการดูแลครบวงจร หรือสถานสงเคราะห์ที่มีค่าใช้จ่ายเหมาะสม อยู่ในระดับสูงกว่า Gen X (จงจิตต์ ฤทธิรงค์ และคณะ, 2565)
[18] ซึ่งเก็บข้อมูลออนไลน์ในปี 2564 จากประชากรอายุ 18-59 ปี จํานวน 1,734 คน จําแนกเป็น Gen X (42-59 ปี) 418 คน 18 Gen Y (27-41 ปี) 748 คน และ Gen Z (18-26 ปี) 568 คน
ผลการสํารวจโครงการที่อยู่อาศัยสําหรับผู้สูงอายุทั่วประเทศ ปี 2568 ของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พบว่า มีสถานประกอบการที่อยู่อาศัยสําหรับผู้สูงอายุที่ยังดําเนินการอยู่ อมทั้งสิ้น 1,040 แห่ง แบ่งออกเป็น (1) สถานบริบาล (Nursing Home) ซึ่งให้บริการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง จํานวน 944 โครงการ รองรับผู้ใช้บริการได้ประมาณ 1.7 หมื่นคน และ (2) โครงการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุ (Residential) ซึ่งโดยทั่วไปเรียกว่า “บ้านพักคนชรา” สําหรับผู้สูงอายุที่ยังสามารถช่วยเหลือตนเองได้ โดยเน้น การออกแบบที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ (Universal Design) ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้ชีวิตร่วมกัน ในชุมชนและการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม จํานวน 96 โครงการ รองรับได้เกือบ 1.6 หมื่นคน ขยายตัวเพิ่มขึ้น อย่างมากจากปี 2566 ที่มี 19 โครงการ และรองรับได้เพียง 1.3 พันคน โดยมีอัตราการเข้าพักสูงถึงร้อยละ 87.8 อย่างไรก็ตาม หลายโครงการมุ่งให้บริการแก่ผู้สูงอายุที่มีกําลังซื้อสูง ส่งผลให้ผู้สูงอายุที่มีข้อจํากัดทางการเงิน มีโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมได้อย่างจํากัด สะท้อนผ่านกรณีศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ บ้านบางแค ในปี 2569 ที่มีผู้สูงอายุรอคิวเข้าพักมากกว่า 6,000 คน แต่รองรับได้เพียง 250 คน ทําให้บางคน ต้องรอคิวนานกว่า 15 ปี (The Active, 2569)
แม้ว่าโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุจะเป็นหนึ่งในทางเลือกสําคัญในการรองรับการเข้าสู่สังคมสูงวัย ระดับสุดยอดของประเทศ แต่ยังคงมีข้อจํากัด 2 ประเด็นหลัก ดังนี้
1. ข้อจํากัดในการเข้าถึงบริการ
โครงการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุในประเทศไทยยังคงกระจุกตัว อยู่ในหัวเมืองใหญ่ และอาจยังไม่สอดคล้องกับความต้องการเชิงพื้นที่ ข้อมูลจากการสํารวจประชากรสูงอายุ ในประเทศไทย พ.ศ. 2567 พบว่า ผู้สูงอายุที่ไม่ได้ทํางาน19 มีสัดส่วนเฉลี่ยร้อยละ 56.9 ของผู้สูงอายุทั้งหมด สะท้อนว่าผู้สูงอายุจํานวนมากได้ออกจากกําลังแรงงาน และอาจต้องการที่อยู่อาศัยที่รองรับวิถีชีวิตในวัยสูงอายุ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ขาดระบบสนับสนุนจากครอบครัวและชุมชน เมื่อพิจารณาในระดับพื้นที่พบว่า จังหวัด ที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุไม่ได้ทํางานสูงสุดส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เมืองและศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ เช่น นนทบุรี (ร้อยละ 80.1) สระบุรี (ร้อยละ 70.6) ปทุมธานี (ร้อยละ 70.6) กรุงเทพมหานคร (ร้อยละ 68.0) และพระนครศรีอยุธยา (ร้อยละ 67.7) สะท้อนวิถีชีวิตของคนเมืองที่ผู้สูงอายุหลังเกษียณไม่ได้ทํางาน ขณะที่บางพื้นที่ในภาคตะวันออก เฉียงเหนือและภาคใต้ เช่น ยโสธร (ร้อยละ 33.8) ตรัง (ร้อยละ 39.7) และพัทลุง (ร้อยละ 39.9) มีสัดส่วนที่ ต่ํากว่าอย่างชัดเจน เนื่องจากผู้สูงอายุจํานวนมากยังทํางานในภาคเศรษฐกิจนอกระบบ
คํานวณจากกลุ่มประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่ไม่ได้ทํางาน ไม่ได้รอฤดูกาลเพื่อทํางาน และไม่ได้ป่วยหรือพิการจนไม่สามารถ ทํางานได้
อย่างไรก็ตาม การกระจายตัว ของหน่วยบริการที่อยู่อาศัยสําหรับผู้สูงอายุ ยังคงถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยด้านความคุ้มค่า ทางธุรกิจและจํานวนประชากรโดยรวมของ พื้นที่ มากกว่าการพิจารณาความต้องการของ ผู้สูงอายุเชิงพื้นที่ โดยพบว่า หน่วยบริการที่อยู่ อาศัยสําหรับผู้สูงอายุร้อยละ 61.8 กระจุกตัว อยู่ใน 5 จังหวัดเศรษฐกิจสําคัญ ได้แก่ ชลบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นครราชสีมา และปทุมธานี สอดคล้องกับรูปแบบการเกษียณ ของประชากรในเขตเมือง แต่ขณะเดียวกัน ก็พบว่า ในกลุ่มจังหวัดที่มีหน่วยบริการรองรับ น้อยที่สุด 10 อันดับ บางจังหวัดมีสัดส่วน ผู้สูงอายุไม่ได้ทํางานสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ เช่น นครนายก (ร้อยละ 63.9) ภูเก็ต (ร้อยละ 62.7) และพังงา (ร้อยละ 57.2) แต่กลับมี หน่วยบริการรวมกันเพียงร้อยละ 1.0 ของ ทั้งประเทศ ทั้งนี้ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (2566) คาดว่าผู้สูงอายุทั่วประเทศร้อยละ 5.0 มีความต้องการที่อยู่อาศัยเฉพาะหรือบ้านพัก ผู้สูงวัยรองรับ หากช่องว่างดังกล่าวไม่ได้รับ การแก้ไขอาจนําไปสู่ปัญหาคุณภาพชีวิตและ ภาระการดูแลที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
2. ข้อจํากัดด้านจิตใจและสังคม (Psychosocial)
แม้โครงการที่อยู่อาศัยเพื่อ ผู้สูงอายุโดยเฉพาะจะได้รับการออกแบบให้มี ความปลอดภัยและสิ่งอํานวยความสะดวก ครบถ้วน แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจก่อให้เกิด ข้อจํากัดด้านจิตใจและสังคมที่ส่งผลต่อ คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในระยะยาว โดยเฉพาะ การแยกตัวออกจากชุมชนเดิมและเครือข่ายทางสังคมที่คุ้นเคย ผู้สูงอายุจํานวนหนึ่งอาจไม่สามารถสร้าง ความสัมพันธ์ใหม่ในที่อยู่อาศัยใหม่ได้อย่างเต็มที่ แม้จะอาศัยอยู่ร่วมกับคนวัยเดียวกันก็ตาม ส่งผลให้เกิด ความรู้สึกโดดเดี่ยว อีกทั้ง การขาดปฏิสัมพันธ์กับคนต่างวัย เด็ก หรือสัตว์เลี้ยง อาจทําให้ผู้สูงอายุรู้สึกไม่ได้เป็น ส่วนหนึ่งของสังคมที่กําลังเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจนําไปสู่ภาวะซึมเศร้าและการถดถอยของสมรรถนะทาง สติปัญญาได้เร็วกว่าการอยู่อาศัยในชุมชนเดิม (Lau, 2023; Araj, 2025; Breeding, 2025) ขณะเดียวกัน การออกแบบพื้นที่ที่มุ่งเน้นความปลอดภัยทางกายภาพมากเกินไป อาจทําให้บรรยากาศของที่อยู่อาศัย มีลักษณะคล้ายสถานพยาบาลมากกว่าความเป็นบ้าน ส่งผลต่อความรู้สึกมีอิสระและศักดิ์ศรีในการดําเนินชีวิต ของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะเมื่อไม่สามารถจัดการพื้นที่ส่วนตัวหรือใช้ชีวิตได้ตามรูปแบบเดิม (Planos, 2014, Moore, 2024; Slessor, 2025) การออกแบบที่อยู่อาศัยสําหรับผู้สูงอายุในอนาคตจึงควรมุ่งสร้างสภาพแวดล้อม ที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมทางสังคม และการคงไว้ซึ่งอํานาจในการตัดสินใจ มากกว่าการจัดให้ผู้สูงอายุอาศัยอยู่ใน พื้นที่ที่ปลอดภัยแต่แยกขาดจากสังคม
ด้วยเหตุนี้ แนวโน้มการพัฒนาที่อยู่อาศัยสําหรับผู้สูงอายุในหลายประเทศจึงเริ่มเปลี่ยนทิศทางจาก การสร้างศูนย์ขนาดใหญ่ไปสู่รูปแบบที่เชื่อมโยงผู้สูงอายุกับครอบครัว ชุมชนเดิม และคนต่างวัยมากขึ้น เพื่อส่งเสริม คุณภาพชีวิตและลดความโดดเดี่ยวทางสังคม ตัวอย่างเช่น ฝรั่งเศสมีครอบครัวอุปถัมภ์ (Famille d’accueil) ที่เปิดให้ผู้สูงอายุเข้าไปพักอาศัยร่วมกับครอบครัวผู้ดูแลในลักษณะเสมือนสมาชิกครอบครัวเดียวกัน โดยร่วม รับประทานอาหารและใช้ชีวิตประจําวันร่วมกัน ภาครัฐกําหนดมาตรฐานที่พักและจํากัดจํานวนผู้สูงอายุที่ดูแล เพื่อให้เกิดความใกล้ชิดและการดูแลอย่างทั่วถึง ทดแทนบทบาทครอบครัวเดิมที่อาจลดลงจากการเปลี่ยนแปลง ทางสังคม (สรัช สินธุประมา, 2566) เนเธอร์แลนด์มีโครงการ Humanitas Deventer ให้นักศึกษาเข้าพักใน บ้านพักผู้สูงอายุฟรี แลกกับการใช้เวลาทํากิจกรรมร่วมกับผู้สูงอายุ เช่น พูดคุย รับประทานอาหาร หรือสอนใช้ เทคโนโลยี ซึ่งช่วยลดทั้งปัญหาค่าเช่าที่พักของนักศึกษาและความเหงาของผู้สูงอายุ (Humanitas Deventer, n.d.; Reed, 2015) ขณะที่เยอรมนีมีบ้านพบปะหลายช่วงวัย (Mehrgenerationenhäuser) ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชน ที่เปิดให้คนทุกช่วงวัยสามารถใช้ชีวิต ทํากิจกรรม และเรียนรู้ร่วมกันในชีวิตประจําวัน โดยภายในพื้นที่เดียวกัน อาจประกอบด้วยศูนย์เด็กเล็ก ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ศูนย์กิจกรรมชุมชน และคาเฟ่ เพื่อส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่าง คนต่างวัย ลดการแยกตัวทางสังคม และเสริมสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ในระดับชุมชน (Smith, 2014)
สําหรับประเทศไทย “ลําสนธิโมเดล” ในอําเภอลําสนธิ จังหวัดลพบุรี เป็นต้นแบบของการพัฒนาระบบ ดูแลผู้สูงอายุในชุมชนที่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในพื้นที่ ทั้งหน่วยงานสาธารณสุข องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน นักบริบาลชุมชน และครอบครัว เพื่อสนับสนุนให้ผู้สูงอายุ สามารถใช้ชีวิตอยู่ในบ้านและชุมชนเดิมได้อย่างเหมาะสม (ธิติ มีแต้ม, 2561) ลําสนธิโมเดลสะท้อนให้เห็นว่า การรองรับสังคมสูงวัยอาจไม่จําเป็นต้องพึ่งพาบ้านพักผู้สูงวัยหรือสถานดูแลขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ยัง สามารถพัฒนาระบบดูแลในชุมชนควบคู่กันไปได้ ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนและวิสาหกิจเพื่อสังคมก็เริ่มมีบทบาท ในการพัฒนาบริการดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น เช่น Joy Ride ที่ให้บริการรับส่งและดูแลผู้สูงอายุระหว่างเดินทางไป พบแพทย์หรือทําธุระ ทําหน้าที่เสมือนตัวแทนลูกหลาน และ “เยือนเย็น” ที่ให้บริการดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ระยะท้ายที่บ้าน โดยทีมสหวิชาชีพเข้าไปดูแลด้านสุขภาพและการใช้ชีวิตตามบริบทของแต่ละครอบครัว ช่วยให้ ที่หลากหลาย และการปรับตัวของสังคมไทยต่อข้อจํากัดของครอบครัวในสังคมสูงวัยมากขึ้น ผู้สูงอายุสามารถอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยได้ต่อไป กรณีเหล่านี้สะท้อนการขยายตัวของรูปแบบการดูแล
เมื่อพิจารณาภาพรวมของประเด็นดังกล่าว แนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยสําหรับผู้สูงอายุไม่จําเป็นต้อง ยึดโยงอยู่กับการเพิ่มบ้านพักผู้สูงวัยหรือสถานดูแลขนาดใหญ่เพียงรูปแบบเดียว แม้รูปแบบดังกล่าวจะตอบโจทย์ ความปลอดภัยและการดูแลได้ แต่ก็มาพร้อมการลงทุนและค่าบํารุงรักษาที่สูง ก่อให้เกิดภาระงบประมาณ ต่อเนื่องในระยะยาว ดังนั้น จึงควรปรับจุดเน้นจากการพึ่งพาสิ่งปลูกสร้างไปสู่การออกแบบระบบการอยู่อาศัย และการดูแลที่เชื่อมโยงกับชุมชน เครือข่ายทางสังคม และความร่วมมือจากหลายภาคส่วนมากขึ้น โดยอาจ พิจารณาแนวทาง ดังนี้
1. การส่งเสริมที่อยู่อาศัยสําหรับผู้สูงอายุให้มีความหลากหลาย โดยภาครัฐควรเปิดโอกาสให้ ภาคเอกชนและชุมชนเข้ามามีบทบาทผ่านมาตรการสนับสนุน เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษี การสนับสนุนสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ํา หรือการจัดสรรที่ดินของรัฐ เพื่อเพิ่มจํานวนที่อยู่อาศัยและกระจายบริการให้ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งนี้ ควรกําหนดเงื่อนไขควบคู่ เช่น การจัดสรรสัดส่วนที่พักราคาที่เข้าถึงได้สําหรับผู้สูงอายุรายได้น้อย หรือ กําหนดพื้นที่เป้าหมายในเขตที่ยังขาดแคลนบริการ เพื่อให้การขยายบริการช่วยเพิ่มการเข้าถึงอย่างทั่วถึงและ ลดภาระของสถานดูแลภาครัฐในระยะยาว รวมถึงอาจพิจารณานําอาคารหรือสถานที่ที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว เช่น โรงเรียนขนาดเล็กที่ถูกยุบรวม หรือบ้านว่างในชุมชน มาปรับปรุงเพื่อใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัยหรือศูนย์ดูแล ผู้สูงอายุเพิ่มเติมด้วย
2. การพัฒนาเครือข่ายการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน โดยการสร้างระบบการดูแลที่มุ่งยกระดับ คุณภาพชีวิตอย่างรอบด้าน แม้ประเทศไทยจะมีระบบดูแลผู้สูงอายุในชุมชนอยู่แล้ว แต่ยังเน้นด้านสุขภาพ เป็นหลัก จึงควรขยายบทบาทให้ครอบคลุมมิติทางสังคมมากขึ้น เช่น การจัดกิจกรรมระหว่างวัย การพัฒนา พื้นที่สาธารณะในชุมชน และการส่งเสริมกลุ่มเพื่อนบ้านช่วยเหลือกัน ควบคู่กับการเปิดพื้นที่ให้วิสาหกิจ เพื่อสังคมเข้ามาเสริมบริการ อาทิ การพาเข้าร่วมกิจกรรม และบริการเพื่อนพูดคุย เพื่อสนับสนุนให้ผู้สูงอายุ ไม่เพียง “อยู่ได้” แต่สามารถ “อยู่ดีและมีความหมาย” ผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและการมีส่วนร่วม ในชุมชนอย่างต่อเนื่อง
3. การสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมในการพัฒนาระบบที่อยู่อาศัยของคนต่างวัย โดยเฉพาะ ในกรณีผู้สูงอายุที่อยู่ลําพังและมีพื้นที่ใช้สอยเหลือใช้ อาทิ การจัดตั้งระบบการแบ่งปันที่อยู่อาศัยที่มีวิสาหกิจ เพื่อสังคมเป็นตัวกลางในการบริหารจัดการ ครอบคลุมตั้งแต่การคัดกรองประวัติและความน่าเชื่อถือของผู้เข้าพัก การตรวจสอบความปลอดภัย การจับคู่ผู้อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุแต่ละราย ตลอดจนการกําหนดข้อตกลง การอยู่ร่วมกัน เช่น ระยะเวลา รูปแบบการช่วยเหลือ และขอบเขตการใช้พื้นที่ร่วมกัน ดังเช่น โครงการ Joy Life เปลี่ยนห้องว่างเป็นบ้านแบ่งปัน ของบริษัท Joy Ride (กรมกิจการผู้สูงอายุ, 2568) แนวทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่ม ทางเลือกให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่ในบ้านของตนเองได้ต่อไปโดยไม่จําเป็นต้องย้ายเข้าบ้านพักผู้สูงวัย อีกทั้ง ช่วย ลดความโดดเดี่ยวทางสังคม ผ่านการมีผู้อยู่อาศัยรุ่นใหม่เข้ามาใช้ชีวิตร่วมกันและช่วยเหลือในกิจวัตรบางด้าน ขณะเดียวกัน ผู้พักอาศัยก็ได้รับที่อยู่อาศัยในต้นทุนที่เหมาะสมและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยมากขึ้น
ข้อมูลนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมแสดงความรู้สึกได้นะครับ
👍 ถูกใจ 0 ❤️ อุ่นใจ 0 🙏 ขอบคุณ 0 😢 ห่วงใย 0
บทความนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมให้คะแนนได้ที่นี่ ★ ★ ★ ★ ★
คลิกที่ดาวเพื่อลงคะแนน
คะแนนเฉลี่ย: ⭐ 5 / 5 (จากผู้โหวต 1 คน)