การแพทย์ไทย เสาหลักแห่งอนาคตเศรษฐกิจไทย
ไทยจะเป็นศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูงได้หรือไม่ ประเทศจะมีศักยภาพเพียงพอจะผลักดันอุตสาหกรรมนี้ ขึ้นมาเป็นเสาหลักใหม่ได้หรือไม่
ผู้จะให้คำตอบนี้ ได้ดีที่สุดท่านหนึ่ง คือ
ศจ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ท่านได้ให้ความเห็นว่า มีความเป็นไปได้ และ เป็นได้อย่างมาก ความจริงนอกเหนือจากเสาหลักทางเศรษฐกิจที่รับรู้กันว่า เป็นด้านกสิกรรม อุตสาหกรรม และ การท่องเที่ยว แล้ว แต่จริงๆ เรามีอีกหนึ่งเสาที่มีมานานแล้ว เพียงแต่ไม่มีการพูดถึงหรือยกขึ้นมาเป็นเสาหลัก นั่นคือ เสาหลักด้านการดูแลสุขภาพ
การดูแลสุขภาพนี้ ไม่ใช่การรักษาพยาบาลอย่างเดียว การส่งเสริมสุขภาพ Wellness ก็อยู่ในนี้ การสร้างผลิตอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ก็อยู่ในนี้ หากวิเคราะห์ จะพบว่า เสาหลักด้านสุขภาพของไทยเรานี้ มีจุดเด่น 4 ประการ และ จุดเสริม 7 ประการ ที่ทำให้การเป็นศูนย์กลางการแพทย์สุขภาพ มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้
จุดเด่น 4 ประการ
ประกอบด้วย
อันดับแรก คือ คุณภาพ จากการทำงานวิจัยเปรียบเทียบด้านคุณภาพในการรักษาพยาบาลกับประเทศใกล้เคียง ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินเดีย และไทย บนตัวชี้วัด เช่น อัตราความสำเร็จ อัตราการเสียชีวิต อัตราภาวะแทรกซ้อน ผลคือไทยกับสิงคโปร์อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน หลายโรค เราทำได้ดีกว่า มาเลเซีย ในแง่ของคน บุคลากร มีทักษะความสามารถ การทำหัตถการต่างๆ ดีมาก ในแง่เทคโนโลยี เราไม่ได้ด้อยกว่าในทางตะวันตก อะไรที่ตะวันตกมีเกี่ยวกับสุขภาพ ประเทศไทยก็มี และมีบางอย่างที่เรามี แต่ตะวันตกไม่มี ก็มี
อันดับสอง ประเทศไทย มีระบบการดูแลสุขภาพที่ใส่ใจ ในการดูแล ไม่ใช่เฉพาะด้านร่างกายอย่างเดียว แต่มิติการดูแลด้านจิตใจ ก็ดีด้วย เรียกว่าเป็น Thainess (ความเป็นไทย - ผู้เรียบเรียง) เป็นสิ่งที่ทำให้เราเหนือกว่าหลายๆ ประเทศ
อันดับสาม คือการรับรอบสถานพยาบาลระดับนานาชาติ มาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับมากที่สุดในปัจจุบัน คือ
JCI (Joint Commission International) ทั่วโลกขณะนี้ มี 127 ประเทศ ที่มีสถานพยาบาลที่ JCI รับรอง โดยที่ประเทศไทย ติดอันดับที่ 4 ของโลก หมายถึง มีสถานพยาบาลผ่าน JCI มากเป็นอันดับ 4 (จำนวนสถานพยาบาล 65 แห่ง ทั้งประเภท Accredited Programs และ Certification) การได้รับการรับรองนี้มีความสำคัญ เพราะไม่เพียงแค่บ่งชี้ถึงคุณภาพของแพทย์ พยาบาล เครื่องมืออุปกรณ์ ดีแล้ว ยังรวมถึง ระบบที่ดี อีกด้วย ซึ่งจะมีผลต่อชาวต่างชาติที่เมื่อเดินทางเข้ามาในประเทศไทย บริษัทที่ประกันสุขภาพ ก็มีแนวโน้มที่จะให้ไปรักษาในสถานพยาบาล ที่ได้รับรอง ดังนั้นจำนวนสถานพยาบาลผ่านรับรองที่มาก ก็จะมีโอกาสได้สิ่งเหล่านี้
ปัจจัยหลักอันดับสี่ คือเรื่องราคา ดูจากการเปรียบเทียบราคาการรักษา อาทิ การทำ PCI คนไข้ที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน การใส่สายเข้าไป การขยายตัวค้ำ ในประเภทนี้ ค่าใช้จ่ายในสิงคโปร์แพงสุด ไทยและมาเลเซีย ใกล้เคียงกัน ส่วนอินเดียถูกกว่า เป็นต้น นั่นคือในแง่ของราคาในการรักษาด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีค่าใช้จ่ายสูง ในเชิงเปรียบเทียบ เราไม่สูงกว่าที่อื่น เมื่อเทียบกับมาตรฐานที่ได้
ส่วนปัจจัยเสริม 7 ประการ
ที่ทำให้ไทยมีความได้เปรียบและสร้างโอกาสได้มากขึ้น ได้แก่
ปัจจัยเสริมแรก ที่ตั้งของประเทศไทย ที่เป็นศูนย์กลางในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ คือข้อได้เปรียบอย่างมาก
ปัจจัยที่สอง การแพทย์ดั้งเดิม ที่เสริมการแพทย์ปัจจุบันได้ ที่ปัจจุบันได้รับการยอมรับมากขึ้น อาทิ หัตถเวช (เชื่อมโยงกับเวลเนส) การนวดแผนไทย สมุนไพรไทย ที่ไทยใช้มายาวนาน และเป็นที่ยอมรับในระดับสากลมากขึ้น
ปัจจัยที่สาม คือค่าครองชีพ ที่คุ้มค่า จูงใจให้มา และการท่องเที่ยวจะได้ประโยชน์ไปพร้อมกัน จากการพักผ่อนเดินทางหลังการรักษา ทั้งตัวผู้ป่วยและญาติ
ปัจจัยที่สี่ ระบบบริการสุขภาพ อันนี้สำคัญเพราะระบบสาธารณสุขไทย ติดอันดับ 9 ของโลก สูงที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
ปัจจัยที่ห้า ความปลอดภัย เป็นปัจจัยสำคัญ เมื่อดูจากอุบัติการณ์การเกิดเหตุร้าย การบาดเจ็บ การทำร้ายร่างกาย ที่เกิดกับนักท่องเที่ยวในไทยเทียบกับหลายๆ ประเทศ ถือได้ว่าน้อย
ปัจจัยที่หก สุขาภิบาลในภาพรวม อาทิ การกำจัดน้ำเสีย การกำจัดขยะ ความสกปรก สิ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลต่อการรับรู้และความรู้สึกที่ไม่ดีต่อผู้มาเยือนแน่นอน
สรุปได้ว่า ณ เวลานี้ว่า โอกาสที่ไทยจะเป็นเมดิคัลฮับและเวลเนสฮับนั้น มีสูง จะสามารถจะผลักดันให้กลายเป็นอีกหนึ่งเสาหลักของเศรษฐกิจไทยได้
ขยายความเพิ่มเติม เกี่ยวกับ “เมดิคัลฮับ และเวลเนส “ ที่ปัจจุบันอาจยังสับสนปนเปกันในการรับรู้
นพ.ประสิทธิ์ ท่านให้คำอธิบายว่า เดิมทีทั่วโลก เมื่อพูดถึงระบบบริการสุขภาพ จะประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาโรค การฟื้นฟูสภาพ การรักษาประคับประคอง และ ช่วงสุดท้ายของชีวิต
ที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่ไปมองที่การรักษาโรค เมื่อพูดถึงเมดิคัลฮับ (Medical Hub) ส่วนใหญ่ก็พูดถึงการรักษาโรค แต่ปัจจุบันนี้ ทั่วโลก มองที่สองขั้นบน คือ การส่งเสริมสุขภาพ และ การป้องกันโรค เพราะสองส่วนนี้ cost effective คุ้มค่ากว่าเยอะ หมายถึงค่าใช้จ่ายที่ใช้ไปแล้วคนไม่เป็นโรค ไม่ต้องมาโรคพยาบาล เทียบกับการเป็นโรคแล้วจ่ายค่ารักษา ซึ่งการดูแลสุขภาพ การดูแลอาหารการกิน การออกกำลัง นั่นเอง เวลเนส ก็คือ การทำอย่างไร ให้คนที่ยังไม่เจ็บป่วย มีสุขภาพดีขึ้น ป้องกันไม่ให้เจ็บป่วยนั่นเอง ซึ่งเหล่านี้ ประเทศไทยมีพร้อม ทั้งองค์ความรู้ ทักษะในการดูแล รวมถึงบรรยากาศและระบบนิเวศน์ (ecosystem - ในด้านการแพทย์ สถานพยาบาล อุปกรณ์ (ผู้เรียบเรียง)) ที่เอื้ออำนวย
ในด้านที่จะตอบโจทย์สำหรับผู้สูงอายุ
ผู้สูงอายุนั้น สามารถอยู่ในสองส่วน คือ ทั้งส่วนของ เมดิคัล และ เวลเนส กล่าวคือ ผู้สูงอายุที่เจ็บป่วย ก็เข้าสู่ส่วนการรักษา เมดิคัลแคร์ แต่ผู้สูงอายุจำนวนนึง ที่ไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วย เรียกได้ว่าเป็น Healthy Aging (สูงวัยสุขภาพดี) เป็นจำนวนมาก จากตัวเลขพบว่าในแถบประเทศสแกนดิเนเวีย เมื่อเกษียณแล้ว ประสงค์อยากจะมาอยู่ในประเทศไทย เพราะระบบสุขภาพที่ดี อย่างที่กล่าวมา รวมถึงระบบการดูแลผู้สูงอายุของไทย ติดอันดับ 35 ของโลก (สูงกว่าอเมริกา) และเพราะเวลเนส ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพกายเท่านั้น แต่รวมถึงสุขภาพใจและสุขภาพสังคม ด้วย เหล่านั้น จะหล่อหลอม คำว่า เวลเนส ให้มันเกิดขึ้น มีภาพที่ชัดขึ้น เข้าใจได้มากขึ้น
ประเทศไทยจะได้ประโยชน์อย่างไร จากการผลักดันเสาหลักด้านการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูงนี้
โดยเฉพาะกับระดับคนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นกลุ่มแพทย์ หรือวิชาชีพโดยตรง นพ.ประสิทธิ์ อธิบายว่า จะแบ่งเป็น 2 ประเด็น หนึ่งคือ คนไทยจะได้ประโยชน์โดยตรง จากการที่แพทย์พัฒนาขึ้น การรักษาพัฒนาขึ้น เทคโนโลยีดีขึ้น จะส่งผลลงไปถึงประชาชนคนไทยโดยตรง ได้รับประโยชน์โดยตรงแน่นอน ไม่ว่าจะอยู่ภาคส่วนใดก็ตามแต่ ขอย้ำว่า เมดิคัลฮับ ไม่ใช่เฉพาะประโยชน์ของชาวต่างชาติเท่านั้น แต่คนไทยจะได้ประโยชน์ด้วย ส่วนประเด็นสองคือ รายได้ที่จะเข้าประเทศ ไม่ใช่เฉพาะการรักษาโดยตรง แต่กับกลุ่มญาติ ผู้ติดตาม เหล่านี้ ก็จะเกิดการใช้จ่ายตามมา คนไทยก็จะมีโอกาส มีงาน ตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจ
นอกเหนือจากผลประโยชน์ทางตรง ด้านเศรษฐกิจแล้ว การที่ผู้ป่วยที่เข้ามาประเทศไทย มารับการรักษา มารับบริการ มาท่องเที่ยว แล้ว นำไปบอกเล่าบอกต่อชวนเชิญให้มาท่องเที่ยวในไทย เป็นผลดีแน่นอน เชื่อได้เลยว่า ความประทับใจในการมาประเทศไทย ต่อ ไทยสมายล์ ไทยเนส ความยิ้มแย้มที่คนได้มาพบเจอ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน เหล่านี้ จะเป็นจุดดึงดูด ให้กับเสาด้านการท่องเที่ยวได้อีกด้วย
“เสาด้านสุขภาพ จะมีส่วนดึงเสาด้านการท่องเที่ยวกลับมาได้ด้วย” นพ.ประสิทธิ์ ย้ำ และกล่าวถึง ความเชื่อมโยงประโยชน์ จากศักยภาพของเมดิคัลฮับที่มี ลงไปสู่ประชาชนคนไทย ว่า
สำหรับประเทศไทย ที่มีทั้งโรงพยาบาลรัฐ และโรงพยาบาลเอกชน อยู่ ทั้งสองส่วนนี้ จริงๆ ไม่ได้เป็นคู่แข่งขันกัน แต่เป็นส่วนที่เสริมกัน ระบบบริการสุขภาพของประเทศจะต้องมีสององค์ประกอบ เสริมกัน บางกลุ่ม คนไข้มา รพ.เอกชน บางกลุ่มไปรพ.รัฐ แต่หมอที่ดูแลคนไข้ทั้งเอกชนและรัฐ สุดท้ายก็เรียนรู้ซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนความรู้ เรามีเวทีจัดประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน สุดท้ายเมดิคัลฮับ ก็จะกลับมาส่งผลทำให้ระบบบริการสุขภาพประเทศไทยดีขึ้น
ประเด็นสำคัญอีกประเด็น คือเรื่องของทรัพยากรบุคลากรในด้านการแพทย์ ที่มีความกังวลกันว่า จะใช้ไปกับการดูแลชาวต่างชาติมากกว่า ซึ่งจะตัวเลขข้อมูลล่าสุดปี 2567 คนไข้ต่างชาติที่มาใช้ OPD เป็นคนไข้นอก มีราว 8% เป็นคนไข้ในราว IPD 4% หมายถึงคนไข้ร้อยคนมีคนต่างชาติ 4 คนที่นอนพักรักษา ที่เหลือเป็นคนไทย
ในเมื่อประเทศมีความพร้อม ทำไมยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน
เมื่อความพร้อมมีครบทั้งแพทย์ บุคลากร ทักษะ ความรู้ อุปกรณ์เทคโนโลยี แล้วอะไรคือหัวใจหรือปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ประเทศไทยยังไม่ประสบความสำเร็จ สามารถแข่งขันได้ จนเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศเสียทีนั้น
คำตอบคือ การประชาสัมพันธ์ ที่ยังอ่อนแอ
เพราะคนไทยถ่อมตัว ไม่โอ้อวด แต่ในความเป็นจริงด้านการค้าการแข่งขันเชิงธุรกิจ จำเป็นต้องทำ การพูดต้องไม่พูดเกินจริง แต่พูดในความจริง และต้องพูดให้มาก การประชาสัมพันธ์ บอกต่อ เป็นความจำเป็น และเข้าไปเติมให้กับ นโยบายต่างๆ ที่เดิม มีการทำอยู่แล้ว อาทิ การออกวีซ่า 90 วัน ดึงดูดนักท่องเที่ยว ที่กระทรวงต่างประเทศ ทำอยู่แล้ว แต่กลุ่มเป้าหมายบางส่วนยังไม่รับรู้ว่า มีด้านเมดิคัลที่น่าสนใจอยู่ เป็นต้น หรือการทำประชาสัมพันธ์ ผ่านทางสถานทูตไทยในประเทศต่างๆ ก็น่าจะช่วยดึงดูดได้ง่ายขึ้น เป็นต้น
จุดเด่นด้านการรักษาพยาบาลที่ต่างชาติเลือกประเทศไทย
โรคที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ด้านศัลยศาสตร์ และออร์โธปิดิกส์ ทั้งสองด้านนี้ ผลการรักษาดีเทียบกับตะวันตกได้ การพักฟื้นสั้นลง ออกจากโรงพยาบาลได้เร็ว มีผลงานตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ แวดวงวิชาการในระดับโลก เป็นที่ยอมรับอยู่แล้ว ขาดแต่เพียงการนำเอาผลงานเหล่านั้นมาเผยแพร่ในระดับทั่วไปๆ หรือ มาอยู่ในสื่อเพื่อการประชาสัมพันธ์โน้มน้าว
การรักษาพยาบาลเด่นๆ ที่น่าจะกล่าวถึง เช่น
- การตรวจสุขภาพ Check up ห้องแลปไทยมาตรฐาน JCI มีมากมาย
- การออกแบบวางแผนการรักษา เชิงรุก และวางแผนการรักษาร่วมกับการทำกิจกรรม ช่วยอำนวยความสะดวกการใช้ชีวิต ระหว่างที่อยู่ในประเทศ
- การทำฟัน ตัวเลือกมาก คุณภาพมาตรฐาน คุ้มค่าด้านราคา ไม่สูงเมื่อเทียบกับชาติอื่น
- การทำศัลยกรรมตกแต่ง จากยุคก่อนที่เน้นเรื่องแปลงเพศ แต่ปัจจุบันมีหลายแบบมากขึ้น คุณภาพฝีมือดีมากขึ้น และครบวงจร ในราคาคุ้มค่า
ความกังวลในการแย่งทรัพยากรบุคคลด้านสุขภาพ
ประเด็นข้อกังวลว่าจะเกิดการแย่งทรัพยากรบุคคลด้านสุขภาพ ปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงในแง่ภาระด้านสุขภาพ ไทยเปลี่ยนสู่สังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์แบบมาสองปีแล้ว แต่เด็กเกิดน้อยลงเรื่อย (ต่ำกว่าปีละสี่แสนกว่า) โอกาสมีลูกของสตรีไทยอยู่ที่ 1.08 จากเดิม 3-4 คน จำนวนเด็กน้อยลง ผู้สูงอายุมากขึ้น ปี 2030 ประชากรไทยจะเริ่มลดลง กราฟจำนวนประชากรปักหัวลง นั่นหมายถึงทรัพยากรบุคคลที่มีบางส่วนก็จะมากขึ้น บางส่วนก็จะน้อยลง และที่สำคัญคือ เอไอ กับดิจิตัลเทคโนโลยี จะเข้ามาช่วยทดแทนการขาดแคลนบุคลากรได้มาก พร้อมกับช่วยทำให้เกิดความสะดวกสบาย เพราะการดูแลสุขภาพ ไม่จำเป็นต้องมาโรงพยาบาล อยู่บ้านก็ดูแลสุขภาพได้ผ่านเทคโนโลยี ซึ่งเมื่อใช้เทคโนโลยีเป็น ก็คือรู้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก
การเอาเทคโนโลยีมาใช้ ปิดจุดอ่อน และใช้จริงจัง จะช่วยเสริมจุดแข็ง เพื่อดันการแพทย์ไทยไปสู่การเป็นเสาหลักได้อย่างแน่นอน ข้อเสนอ ควรทำ อยากทำ ต้องทำ ต้องทำ ประชาสัมพันธ์ แก้ปัญหา ทรัพยากรบุคลากรสุขภาพ มีความต้องการมากขึ้น ทำอย่างไรให้เพียงพอ การจัดสรรงานให้เหมาะสม งาน direct - indirect work load จัดสรรให้ดี ลดงาน ได้ประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยี เหมาะสม
อยากทำ ภาพฝัน ที่อยากให้เกิด
"อยากได้ยินใครสักคน ที่ไม่ใช่คนไทย กล่าวถึง การแพทย์ไทย เจ็บไข้ได้ป่วย อยากมารักษาที่ไทย ไม่ใช่แค่การรักษา บุคลากรแพทย์เท่านั้น แต่เป็นคนไทยที่จูงใจ สภาพแวดล้อมไทยที่จูงใจ และถ้ามาแล้ว พูดซ้ำว่าอยากมาอีก นั่นคือสุดยอด เป็นฝันที่ไม่ไกลเกินจริง คิดว่าไม่นานก็น่าจะได้ยินสิ่งเหล่านี้" อจ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวปิดท้าย
การแพทย์ไทย เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ (22 ก.ย. 68) | ฟังหูไว้หู 9MCOT
ข้อมูลนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมแสดงความรู้สึกได้นะครับ
บทความนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมให้คะแนนได้ที่นี่
★★★★★
คลิกที่ดาวเพื่อลงคะแนน
คะแนนเฉลี่ย: ⭐ 5 / 5 (จากผู้โหวต 1 คน)