
คู่มือสําหรับการจัดการตนเองเมื่อถูกกลั่นแกล้งรังแก (สําหรับเด็กและเยาวชน)
การบูลลี่ (Bullying) คือ การที่คนๆ หนึ่งพยายามทําร้าย ข่มขู่ หรือบังคับผู้อื่นอยู่ เป็นประจํา โดยผู้ถูกกระทํามักจะเป็นคนที่ดูอ่อนแอหรือมีลักษณะที่สู้คนอื่นไม่ได้ ซึ่ง คนชอบรังแกจะใช้จุดนี้เป็นโอกาสในการแสดงความก้าวร้าว หรืออํานาจเหนือกว่าใส่ ทั้งเด็กที่ถูกบูลลี่และเด็กที่ไปบูลลี่คนอื่น ต่างก็อาจต้องเผชิญกับปัญหาร้ายแรงที่ส่งผล กระทบระยะยาวได้ นอกจากนี้ คนที่ชอบรังแกคนอื่นอาจไม่ได้มีแค่คนเดียว แต่อาจ ทําเป็นกลุ่ม แก๊งค์ก็ได้
ส่วนคําว่า "การต่อต้านการบูลลี่" (Anti-bullying) หมายถึง นโยบายของ โรงเรียนหรือกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นเพื่อป้องกันและกําจัดพฤติกรรมการกลั่นแกล้ง รังแก โดยส่วนใหญ่จะเน้นไปที่สิ่งแวดล้อมในโรงเรียน เด็กๆเองก็สามารถร่วมมือกัน ในห้องเรียน หรือช่วยกันจัดกิจกรรมสร้างความตระหนักในโรงเรียนเพื่อต่อต้านการ รังแกกัน ร่วมเป็นหูเป็นตาให้ครู ช่วยเหลือเพื่อนที่กําลังถูกรังแก สื่อสารผู้ใหญ่ที่จะ ช่วยจัดการปัญหาได้ดียิ่งขึ้น
4 ประเภทของการบูลลี่ที่ควรรู้
การบูลลี่เป็นมากกว่าแค่การทําร้ายร่างกาย หรือการด่าทอซ้ําๆ หากเกิดครั้งแรก ผู้กระทําอาจไม่ตั้งใจรังแก เรียกว่าเป็นการแกล้ง แต่ยังไม่นับว่าเป็นการบูลลี่ หากเกิด ซ้ําอีก แสดงว่าเป็นการจงใจกลั่นแกล้ง เพื่อให้เด็กๆเข้าใจได้ง่ายขึ้น เราสามารถแบ่ง การบูลลี่ออกเป็น 4 ประเภทหลัก ดังนี้
1.การบูลลี่ทางวาจา (Verbal bullying) คือการใช้คําพูดใจร้ายหรือด่าทอใส่ คนอื่น เช่น การข่มขู่ การล้อเลียน ตั้งฉายาแย่ๆ แกล้งแหย่ หรือการพูดคุกคาม ทางเพศ หรือต่อร่างกายของอีกฝ่ายที่ไม่เหมาะสม
2.การบูลลี่บนโลกออนไลน์ (Cyberbullying) คือการกลั่นแกล้งผ่าน อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น การดูถูกเหยียดหยาม ทําให้กลายเป็น ตัวตลก เสียชื่อเสียง คอยจับผิด แฉ ประจาน ทําให้อับอาย จนถึงขั้นใส่ร้ายป้าย สี ซึ่งคนแกล้งมักจะซ่อนตัวตนจริง (อวตาร) ทําให้หยุดการกระทําได้ยากมาก ตัวอย่างเช่น การส่งข้อความด่าทอ การคอมเมนต์ใจร้าย ทํามีมล้อเลียน หรือแชร์ รูปคนอื่นโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม การป้องกันที่ดีที่สุดคือไม่ควรโพสต์หรือแชร์ ข้อมูลส่วนตัว ภาพส่วนตัวสาธารณะ
3.การบูลลี่ทางสังคม (Social bullying) คือการทําลายความสัมพันธ์หรือทํา ให้ผู้ถูกกระทําเสียชื่อเสียง เช่น การทําให้ขายหน้าในห้องเรียน หรือในโรงเรียน การปล่อยข่าวลือไม่จริง การตั้งใจกีดกันออกจากกลุ่ม หรือสั่งห้ามคนอื่นไม่ให้คบ เป็นเพื่อนด้วย
4.การบูลลี่ทางร่างกาย (Physical bullying) คือการใช้กําลังทําร้ายหรือแสดง ท่าทางก้าวร้าว เช่น การขัดขา ผลัก ตี เตะ ถ่มน้ําลายใส่ การทําลายข้าวของ เสียหาย หรือการชูนิ้ว/แสดงท่าทางหยาบคายใส่ รวมไปถึงการข่มขู่เอาทรัพย์สิน ใช้อํานาจทางร่างกาย
วิธีรับมือเมื่อโดนบูลลี่ "ที่โรงเรียน"
แนะนำรับมือด้วยวิธีการเหล่านี้
ปกป้องตัวเองอย่างมีสติ ไม่ใช้ความรุนแรงตอบโต้เพื่อป้องกันสถานการณ์บาน ปลาย
นิ่งเฉยและเดินหนี (Ignore & Walk Away): อย่าแสดงอาการโกรธหรือ ร้องไห้ให้คนแกล้งเห็น เพราะคนบูลลี่มักจะชอบใจเมื่อเห็นเหยื่อมีปฏิกิริยา ให้ มองผ่าน ทําเหมือนไม่เห็น ไม่ได้สนใจ ถึงแม้ในใจอาจจะรู้สึกแย่ก็ตาม แล้ว เดินไปหาเพื่อนกลุ่มอื่น หรือแจ้งครูทันที
พูดปฏิเสธอย่างมั่นใจ (Be Assertive): ฝึกพูดคําว่า "หยุดนะ" หรือ "เราไม่ ชอบให้ทําแบบนี้" ด้วยน้ําเสียงที่นิ่ง หนักแน่น และสบตาตรงๆ เราต้อง ตอบสนองโดยแสดงออกชัดเจนว่าเราไม่ชอบ แต่ไม่ให้เขาข่มเราได้ เดินหนีไป ทําอย่างอื่น ไม่ต้องทนฟัง แสดงให้เห็นว่าคําพูดแย่ๆ หรือการกระทําของเขา ไม่มีค่าพอให้เราแคร์ หากเรายังทําไม่ได้ หรือยังเครียดอยู่ ควรปรึกษาผู้ใหญ่ ครูหรือพ่อแม่ ไม่ควรยอมทนไปเรื่อยๆ ควรบันทึกเหตุการณ์ เก็บหลักฐานไว้ เพื่อนําไปยืนยันกับผู้ใหญ่ด้วยหากทําได้
อยู่กับกลุ่มเพื่อนที่ไว้ใจได้: พยายามหลีกเลี่ยงการอยู่คนเดียวในจุดอับสายตา เช่น ห้องนํ้า หรือหลังอาคาร การไปไหนมาไหนเป็นกลุ่มจะช่วยลดโอกาสตก เป็นเป้าหมายได้ดี หากรู้สึกไม่ปลอดภัยหรือไม่มีเพื่อนที่ทําให้รู้สึกปลอดภัย ให้ เดินไปหาผู้ใหญ่ในโรงเรียน อาจเป็นครู รปภ. หรือเจ้าหน้าที่ในโรงเรียน
แจ้งผู้ใหญ่ทันที: "การบอกครูหรือพ่อแม่ไม่ใช่การขี้ฟ้อง" แต่เป็นการปกป้อง ความถูกต้องและความปลอดภัยของตัวเอง ยิ่งปล่อยให้เหตุการณ์เกิดขึ้นบ่อย เรื้อรังจะยิ่งทําให้เราแย่ลง หรืออาจนําไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต เครียด ซึมเศร้า ได้
เมื่อโดนรังแก เราอาจโกรธ น้อยใจ เสียใจ เสียความมั่นใจ ด้อยค่าตัวเอง
อย่านําความโกรธนั้นมาโจมตีตัวเอง จงเปลี่ยนความโกรธเป็นแรงผลักดันให้ เรากลับมาดูแลตัวเอง รักตัวเอง ใช้เวลาคนที่รักเรา เช่น เพื่อนที่สนิท ครอบครัว หากิจกรรมที่ชอบ เสริมสร้างความมั่นใจในตัวเอง และทําให้ตัวเอง มีความสุขมากขึ้น
วิธีรับมือเมื่อโดนบูลลี่ "ทางออนไลน์" (Cyberbullying)
บนโลกออนไลน์ มีสูตรจําง่ายๆ คือ "Stop - Block - Tell":
STOP (หยุดตอบโต้): ห้ามพิมพ์ด่ากลับ ห้ามเถียง เพราะการตอบโต้ยิ่งทําให้ เรื่องบานปลายและสร้างความสะใจให้ฝ่ายตรงข้าม
CAPTURE (แคปหลักฐาน): อย่าเพิ่งรีบลบข้อความแย่ๆ นั้น ให้ถ่ายภาพหน้าจอ (Screenshot) เก็บวัน-เวลา และชื่อบัญชีของคนแกล้งไว้เป็นหลักฐานเพื่อใช้ ดําเนินคดีหรือแจ้งโรงเรียน
BLOCK & REPORT (บล็อกและรายงาน): กดบล็อกบัญชีนั้นทันทีเพื่อไม่ให้เขา ติดต่อหรือเห็นเราได้อีก และกด Report (รายงานความรุนแรง) ไปยัง แพลตฟอร์มนั้นๆ (เช่น Facebook, TikTok, Instagram) เพื่อให้ระบบลบโพสต์ หรือระงับบัญชีคนแกล้ง
TELL (บอกผู้ใหญ่): หากรู้สึกอึดอัดใจหรือสถานการณ์เริ่มรุนแรง ให้รีบบอกพ่อ แม่ คนในครอบครัวหรือครูที่ไว้วางใจทันที
BE STRONG: เข้มแข็ง อดทน ยิ้มสู้ อย่าไปให้คุณค่ากับคนหรือคําพูดที่ทําร้าย
เรา ลบบัญชีตนเองหากยากลําบากในการรับมือเนื้อหาในโซเชียลสักระยะ
ทักษะที่ช่วยเสริมความเข้มแข็งทางใจ เมื่อต้องรับมือกับปัญหาการถูกรังแก
1. ทักษะการสื่อสารอย่างมั่นใจและหนักแน่น (Assertiveness) ทักษะนี้คือ การแสดงออกเพื่อปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง โดยไม่ก้าวร้าวใส่คนอื่น และไม่ ยอมเป็นผู้ถูกกระทํา (อยู่ตรงกลางระหว่าง Passive และ Aggressive)
- การใช้สายตาและท่าทาง (Body Language): ยืนตัวตรง สบตาคนแกล้งอย่าง นิ่งๆ ไม่ก้มหน้าหรือห่อไหล่ เพราะท่าทางที่หวาดกลัวจะทําให้คนแกล้งยิ่งได้ใจ
- การใช้คําพูดที่ชัดเจน (Clear Speech): ฝึกพูดปฏิเสธหรือสั่งให้หยุดด้วยน้ําเสียง ที่ราบเรียบแต่หนักแน่น เช่น "หยุดทําแบบนี้ เราไม่ชอบ" โดยไม่ใช้อารมณ์ โวยวายหรือคําหยาบคายตอบโต้ ถ้าไม่มั่นใจเราอาจซ้อมที่บ้านหน้ากระจกหรือ ซ้อมกับพ่อแม่เพื่อให้เรามั่นใจขึ้น
2. ทักษะความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence & Resilience) คนชอบบูลลี่มักจะต้องการเห็นเหยื่อมีปฏิกิริยาตอบสนอง เช่น ร้องไห้ โกรธ หรือ หวาดกลัว ทักษะการควบคุมอารมณ์จึงเป็นเกราะป้องกันการถูกรังแกที่ดีเยี่ยม การ ควบคุมอารมณ์ (Self-Regulation): ฝึกให้รู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง หายใจเข้าลึกๆ เพื่อ รักษาความสงบในใจ (Keep Calm) เมื่อเผชิญหน้ากับการยั่วยุ ทักษะการฟื้นตัวจาก ความผิดหวัง (Resilience): การจัดการความคิดและความรู้สึกตนเองให้ไม่จมปัญหา ไม่ ดิ่งเศร้า “คําพูดแย่ๆ ของคนอื่นไม่ได้ระบุคุณค่าในตัวเรา” การมีความนับถือในตนเอง (Self-Esteem) ที่แข็งแกร่ง จะทําให้คําพูดบูลลี่คนอื่นทําอะไรจิตใจเราไม่ได้
3. ทักษะการแก้ปัญหาและการประเมินความเสี่ยง (Problem-Solving & Situational Awareness) คือการคิดวิเคราะห์อย่างมีสติเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากสถานการณ์อันตรายได้อย่าง ปลอดภัย
- การประเมินสถานการณ์ (Assess the Risk): รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเผชิญหน้า (เช่น มีคนอื่นอยู่เยอะ) หรือเมื่อไหร่ควรเดินหนีทันที (เช่น อยู่ในที่ลับตาคนหรือเสี่ยง ต่อการโดนทําร้ายร่างกาย)
- การใช้ความตลกเบี่ยงเบน (Humor): ในบางสถานการณ์ การแกล้งขําไปกับคํา ล้อเลียน หรือตอบกลับแบบตลกๆ หน้าตาย จะทําให้คนแกล้งรู้สึกเบื่อและเลิกยุ่ง ไปเอง เพราะไม่ได้ปฏิกิริยาที่คาดหวัง
4. ทักษะการสร้างความสัมพันธ์และการขอความช่วยเหลือ (Social Skills & Help-Seeking) การมีเครือข่ายทางสังคมที่ดีเป็นหนึ่งในเกราะป้องกันการบูลลี่ที่ทรงพลังที่สุด
- การสร้างมิตรภาพ (Making Friends): คนที่ชอบรังแกมักจะเลือกเหยื่อที่ อยู่คนเดียวหรือโดดเดี่ยว การฝึกตนเองทักษะในการเข้าสังคมและมีเพื่อนที่ สนิทกัน จะช่วยลดโอกาสการตกเป็นเป้าหมายได้อย่างมาก หากยากลําบาก ในการฝึกด้วยตนเอง การขอความช่วยเหลือที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน จะมี นักจิตวิทยา พยาบาลหรือคุณหมอที่ช่วยเราในการฝึกทักษะนี้เพิ่มเติมได้
- การกล้าขอความช่วยเหลือ (Knowing When to Report): แยกแยะ ระหว่าง "การฟ้อง" กับ "การแจ้งเพื่อความปลอดภัย" ฝึกความกล้าเดินไปบอก ครู พ่อแม่ หรือเจ้าหน้าที่เมื่อรู้ว่าสถานการณ์เริ่มเกินรับมือ
เราสามารถฝึกทักษะเหล่านี้ได้ผ่าน "การเล่นบทบาทสมมติ" (Role-play) โดยจําลอง สถานการณ์ขึ้นมา เช่น: เมื่อเพื่อนมาพูดจาล้อเลียนสีผิว ลองฝึก เดินหนี ด้วยท่าทาง มั่นใจให้ ลองฝึกสบตาแล้วพูดคําว่า "หยุด" ด้วยน้ําเสียงนิ่งๆ การซักซ้อมบ่อยๆ จะช่วย สร้าง "ความจําของกล้ามเนื้อและสมอง" (Muscle Memory) ทําให้เมื่อเจอเหตุการณ์ จริงในโรงเรียน เราจะสามารถดึงทักษะเหล่านี้ออกมาใช้ได้โดยอัตโนมัติ
Lovecare Station มีเรื่องไม่สบายใจ? คุยกับเราได้นะ


Lovecare Station มีเรื่องไม่สบายใจ? คุยกับเราได้นะ
Lovecare Station เพื่อนที่พร้อมรับฟังทุกเรื่อง ไม่ว่าจะท้องไม่พร้อม ยุติการตั้งครรภ์ เรื่องเพศ สุขภาพใจ ความสัมพันธ์ หรือ LGBTQIAN+ ฟรี ไม่ต้องบอกชื่อจริง
Facebook: Lovecare Station Facebook
Line Official: แอดไลน์ @Lovecarestation
เวลาให้บริการการปรึกษา: เปิดให้บริการทุกวัน (โดยทั่วไปช่วงเวลาแชทกับ เจ้าหน้าที่/นักจิตวิทยาอาสาสมัครประมาณ 16:00 น. – 00:00 น.)
Back to top
Buddy Thai Application


Buddy Thai Application เป็นแอพพลิเคชั่นที่พัฒนาขึ้นเพื่อป้องกันและร่วมแก้ปัญหา การรังแกกันในโรงเรียนและโลกออนไลน์ เพื่อช่วยเหลือเด็ก และเยาวชนที่โดนรังแก มีภาวะเครียดหาทางออกไม่ได้ มีความเสี่ยงฆ่าตัวตายสามารถติดต่อขอช่วยเหลือ จากทีมนักจิตวิทยาได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้เด็กและเยาวชน ที่ใช้แอพพลิเคชั่นได้เรียนรู้ด้วยตนเองมีทักษะในการรับมือ สถานการณ์การรังแก ในรูปแบบต่างๆอย่างถูกต้อง มีความเข้าใจอารมณ์ตัวเองและผู้อื่นมากขึ้น มีความกล้าที่จะทําสิ่งที่ดีและถูกต้องเรียนรู้ทักษะชีวิต ทักษะการแก้ปัญหา และการจัดการอารมณ์ตนเองได้อย่างเหมาะสม www.buddy4thai.comBack to top
ข้อมูลนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมแสดงความรู้สึกได้นะครับ
บทความนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมให้คะแนนได้ที่นี่
★★★★★
คลิกที่ดาวเพื่อลงคะแนน
คะแนนเฉลี่ย: ⭐ 5 / 5 (จากผู้โหวต 1 คน)