
3 มีนาคม 2569 แพทยสภา ได้เผย
แพร่ประกาศ "แพทยสภาเริ่มเปิดระบบตรวจสอบสถานะแพทย์รายบุคคล เพื่อคุ้มครองประชาชน ทยอยเผยแพร่ข้อมูลภายในมีนาคม 2569" โดยมีสาระสำคัญระบุว่า
ตามที่แพทยสภาได้ดำเนินการ ส่งข้อหารือกับคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ เกี่ยวกับแนวทางการเปิดเผยข้อมูลสถานะผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเกิดความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลกับประโยชน์สาธารณะ และคุ้มครองประชาชน
คณะกรรมการแพทยสภาได้รับข้อมูลจากทั้งสองคณะกรรมการ และนำเข้าพิจารณา โดยมีมติเห็นชอบให้เปิดเผยข้อมูลตามแนวทางที่ได้รับคำแนะนำภายใต้กฎหมายทั้งสองฉบับ โดยกำหนดให้เปิดเผยข้อมูลในลักษณะ “การตรวจสอบรายบุคคลตามการค้นหา” มิใช่การเผยแพร่เป็นบัญชีรายชื่อโดยทั่วไป
ขอบเขตข้อมูลที่เปิดเผย
ข้อมูลที่จะเปิดเผยผ่านระบบตรวจสอบรายชื่อแพทย์ จะครอบคลุมเฉพาะกรณี ดังนี้
1.การพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม พร้อมระยะเวลาที่กำหนด
2.การเพิกถอน หรือการสิ้นสุดใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม
การดำเนินการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองประชาชน ให้สามารถตรวจสอบสถานะของแพทย์ที่เข้ารับการรักษา อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานระบบการแพทย์ของประเทศไทย . แพทยสภาจะทยอยนำข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูล “ตรวจสอบรายชื่อแพทย์” บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ เพื่อให้ประชาชนสามารถค้นหาได้ด้วยตนเอง ให้สมบูรณ์ภายในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569
ทั้งนี้ การเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเนื้อหาความผิดหรือข้อเท็จจริงในคดี ยังไม่อยู่ในขอบเขตการดำเนินการ เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวอยู่ภายใต้ความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ จึงต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบและระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง
แพทยสภาขอยืนยันว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองประชาชนและรักษามาตรฐานวิชาชีพ มิได้กระทบต่อแพทย์ส่วนใหญ่ที่ล้วนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ บนมาตรฐานวิชาชีพ และยึดมั่นในจริยธรรมเสมอมาอยู่แล้ว
แพทยสภาขอเป็นกำลังใจแก่แพทย์ทุกท่านที่ทุ่มเทเสียสละ ดูแลผู้ป่วยและสังคมไทยมาโดยตลอด และมุ่งหมายสนับสนุนให้วิชาชีพเวชกรรม ดำรงอยู่บนความเชื่อมั่น มีศักดิ์ศรี และได้รับความไว้วางใจจากทั้งประชาชนและแพทย์อย่างยั่งยืนตลอดไป
แพทยสภา 3 มีนาคม 2569
ขั้นตอนการตรวจสอบ
ขั้นตอนการตรวจสอบผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ถูกพักใช้ใบอนุญาต ผ่านเว็บไซต์แพทยสภา
ขั้นตอนที่ 1
เข้าสู่เว็บไซต์แพทยสภา
https://www.tmc.or.th/ เลือกเมนู "ตรวจสอบรายชื่อแพทย์”
ขั้นตอนที่ 2
เมื่อเข้าสู่หน้าเว็บ ตรวจสอบรายชื่อแพทย์
https://checkmd.tmc.or.th/ พิมพ์ชื่อแพทย์ และนามสกุล ในช่องที่กําหนด คลิก "ค้นหา"
ขั้นตอนที่ 3
กรณีค้นหาและพบว่าแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม มีประวัติถูกพักใช้ใบอนุญาต ฯ จะปรากฏข้อมูล มีประวัติถูกพักใช้ใบอนุญาตฯ ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ตามมาตรา 39 ประกอบมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 พร้อมรายละเอียด กําหนดการเริ่มพักใช้ใบอนุญาต และการสิ้นสุดการพักใช้ใบอนุญาตฯ
หมายเหตุ: ชื่อ และ นามสกุล แพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ต้องเป็นชื่อที่ถูกต้อง หากแพทย์ที่มีการเปลี่ยนแปลง ชื่อ - สกุล โปรดตรวจสอบที่แพทยสภาอีกครั้ง
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม : ฝ่ายยุทธศาสตร์และสารสนเทศ แพทยสภา โทร 02-590-1887, 099-498-4509

ทำไมต้องเปิดระบบเพื่อให้ตรวจสอบรายชื่อแพทย์ได้
สำนักงานเลขาธิการแพทยสภา ระบุว่า ปัจจุบันพบการฝ่าฝืนข้อบังคับแพทยสภา โดยเฉพาะการโฆษณาและการสื่อสารทางสื่อสังคมออนไลน์ที่เข้าข่ายฝ่าฝืนข้อบังคับและ การกระทำผิดจริยธรรมทางการแพทย์เพิ่มมากขึ้น รวมถึงมีแพทย์บางรายถูกลงโทษทางจริยธรรมถึงขั้นพักใช้ใบอนุญาต โดยประชาชนยังไม่สามารถรับทราบข้อมูลได้อย่างทั่วถึง ซึ่งกรณีที่อาจเข้าข่าย ได้แก่ การโฆษณาเกินจริง การสื่อสารที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือ เข้าข่ายหลอกลวงประชาชน การกระทำที่ขัดต่อข้อบังคับจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม การกระทำเหล่านั้น มีโทษทางจริยธรรม ถึงขั้น พักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และตามกฎหมาย แพทยสภามีหน้าที่ต้องเปิดเผยสถานะดังกล่าวต่อสาธารณชน
แพทยสภาขอให้ประชาชนมั่นใจว่า ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมส่วนใหญ่ของประเทศ ยังคงปฏิบัติงานด้วยมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรมอย่างเคร่งครัด มีเพียงส่วนน้อยที่กระทำผิดและถูกลงโทษในระดับรุนแรง
Back to top
สคส.เปิดผลการหารือโดยแพทยสภา แนวทางปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
สืบเนื่องกับกรณีแพทยสภาทำการเปิดระบบข้อมูลการพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมนั้น เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และข้อกฏหมายที่ถูกต้องและจะเป็นบรรทัดฐานของสังคมต่อไป แพทยสภาได้หารือกับ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) อันเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลโดยตรง และในที่สุดได้มีหนังสือตอบข้อหารือจากคณะอนุกรรมการตอบข้อหารือฯ และเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของ สคส. แล้ว โดยมีเนื้อหาสาระ ดังนี้
Back to top
- เรื่อง แพทยสภาหารือแนวทางปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ เกี่ยวกับ การเปิดเผยข้อมูลการลงโทษผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม
ข้อกฎหมาย
๑. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๓ (๑) มาตรา ๖ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๔ (๔) และ (๖) มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง และวรรคสาม มาตรา ๓๕ และมาตรา ๓๙
๒. พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ (๑) และ (๔) มาตรา ๘ (๑) และ (๒) มาตรา ๒๑ (๓) (ช) มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง (๑) มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ และมาตรา ๔๑ วรรคหนึ่ง
๓. พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๔ มาตรา ๙ มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕
๔. ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยวิธีพิจารณาจริยธรรมผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๔๗ วรรคสอง และข้อ ๔๘
ข้อหารือ
แพทยสภาแจ้งว่า เนื่องจากพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ มาตรา ๗ (๑) มีวัตถุประสงค์ให้แพทยสภาทําหน้าที่ควบคุมการประกอบวิชาชีพเวชกรรมให้ถูกต้องตามจริยธรรมแห่ง วิชาชีพเวชกรรม และ (๔) ช่วยเหลือ แนะนํา เผยแพร่ และให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องที่เกี่ยวกับการแพทย์และ การสาธารณสุข เจตนารมณ์ของกฎหมายจึงกําหนดให้แพทยสภามีหน้าที่ในการรับขึ้นทะเบียนออกใบอนุญาตแก่ ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูล และยืนยันความถูกต้องของผู้ประกอบ วิชาชีพเวชกรรมบนเว็บไซต์ได้ อันเป็นการคุ้มครองประชาชนก่อนที่จะตัดสินใจเข้ารับการรักษาพยาบาล โดยแพทยสภากําหนดให้ประชาชนทั่วไปที่จะเข้ารับการรักษากับผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมสามารถตรวจสอบ สถานะความเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผ่านเว็บไซต์ของแพทยสภา โดยกําหนดเงื่อนไขให้ประชาชน ผู้ประสงค์ตรวจสอบกรอกข้อมูลให้ถูกต้องครบถ้วน (ชื่อ-นามสกุล) แต่ในกรณีที่ชื่อ นามสกุล หรือเลขที่ ใบอนุญาตของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมไม่ถูกต้อง หรือถูกต้องแต่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมรายดังกล่าว ถูกพักใช้ใบอนุญาตหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาต จะปรากฏข้อความว่า “ไม่พบข้อมูล” ทั้งนี้ แพทยสภาเห็นว่า หากมีกรณีที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมถูกลงโทษทางด้านจริยธรรม ควรเปิดเผยถึงสถานภาพและระยะเวลา การถูกพักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาตแทนข้อความว่า “ไม่พบข้อมูล” รวมถึงเปิดเผยข้อมูลใน คําสั่งลงโทษจริยธรรมดังกล่าวบนเว็บไซต์ของแพทยสภา ซึ่งเป็นหลักการตรวจสอบในลักษณะเดียวกัน กับสภาเภสัชกรรม เพื่อให้ประชาชนและหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทราบ และได้ใช้ความระมัดระวังบุคคล ดังกล่าว อันเป็นการคุ้มครองประชาชนและสาธารณะ ซึ่งปัจจุบันพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ ยังไม่ได้กําหนดให้แพทยสภามีการเปิดเผยข้อมูลในคําสั่งลงโทษจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมไว้ อย่างชัดเจนว่า สามารถกระทําได้หรือไม่เพียงใดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ เพื่อให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวได้อย่างถูกต้องและเป็นไปด้วยดี แพทยสภาจึงขอหารือว่า สามารถเปิดเผยข้อมูลดังต่อไปนี้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้หรือไม่ ดังนี้ Back to top
- ๑. ปัจจุบัน แพทยสภาอนุญาตให้ประชาชนสามารถตรวจสอบ ชื่อ - สกุล เลขที่ใบอนุญาต ของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมได้ แต่มีประเด็นขอหารือว่า ประชาชนทั่วไปหรือผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถ เข้าตรวจสอบสถานะเพิกถอนหรือพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม รวมถึงระยะเวลาในการพักใช้ ใบอนุญาตฯ ได้หรือไม่ หรือหากสามารถเปิดเผยระยะเวลาในการพักใช้ใบอนุญาตฯ และเมื่อพ้นระยะเวลา พักใช้ใบอนุญาตดังกล่าวแล้วสามารถคงไว้ซึ่งสถานะที่เคยถูกลงโทษได้หรือไม่ อย่างไร
๒. กรณีที่แพทยสภาได้รับแจ้งคําสั่งลงโทษการประพฤติผิดจริยธรรมของผู้ประกอบ วิชาชีพเวชกรรมตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ แพทยสภาจะสามารถเปิดเผยข้อมูล ในคําสั่งลงโทษจริยธรรมดังกล่าวบนเว็บไซต์ของแพทยสภาได้ทั้งหมด หรือบางส่วน เพื่อให้ประชาชนและหรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พึงทราบและได้ใช้ความระมัดระวังจากการประกอบวิชาชีพเวชกรรมของแพทย์ อันเป็นสิทธิที่ประชาชนควรทราบ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้หรือไม่ เพียงใด
Back to top
- ความเห็น
คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือและให้คําแนะนําในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้พิจารณาข้อหารือดังกล่าวแล้ว เห็นว่า แพทยสภา มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๖ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ ประการหนึ่งในการควบคุมการประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมให้ถูกต้องตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ เวชกรรม ตามมาตรา ๖ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แพทยสภาจึงมีฐานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ และในขณะเดียวกัน แพทยสภาก็เป็นองค์กรควบคุมการประกอบวิชาชีพ จึงถือเป็นหน่วยงานของรัฐตาม บทนิยามในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ดังนั้น ข้อมูลข่าวสาร (ซึ่งรวมถึงข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล) ที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของแพทยสภา จึงเป็นข้อมูล ข่าวสารของราชการ ตามนัยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน
เนื่องจากแพทยสภาอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับดังกล่าว และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ บัญญัติว่า ในกรณีที่มีกฎหมายว่าด้วยการใดบัญญัติ เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในลักษณะใด กิจการใด หรือหน่วยงานใดไว้โดยเฉพาะแล้ว ให้บังคับ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการนั้น เว้นแต่ (๑) บทบัญญัติเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคล และบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งบทกําหนดโทษที่เกี่ยวข้อง ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้เป็นการเพิ่มเติม ไม่ว่าจะซ้ำกับบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการนั้นหรือไม่ก็ตาม ฯลฯ ดังนั้น เพื่อให้การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของแพทยสภาในประเด็นที่หารือเป็นไป ตามกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับ แพทยสภาจึงควรพิจารณาเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ได้บัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สําหรับหน่วยงานของรัฐไว้โดยเฉพาะแล้วเป็นหลักก่อน และให้พิจารณาบทบัญญัติเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นการเพิ่มเติมในการดําเนินการ ดังกล่าว โดยคณะอนุกรรมการตอบข้อหารือฯ มีความเห็นในแต่ละประเด็นที่หารือ ดังนี้Back to top
- ประเด็นข้อหารือที่ ๑
ในประเด็นที่ว่า แพทยสภาจะอนุญาตให้ประชาชนทั่วไปหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง สามารถเข้าตรวจสอบสถานะเพิกถอนหรือพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม รวมถึงระยะเวลาในการพักใช้ ใบอนุญาตฯ ได้หรือไม่ นั้น เห็นว่า แพทยสภามีวัตถุประสงค์ประการหนึ่งในการควบคุมการประพฤติของ ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมให้ถูกต้องตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ตามมาตรา ๖ ประกอบมาตรา ๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ และมีอํานาจหน้าที่ในการรับขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาต ให้แก่ผู้ขอเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม และพักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ตามมาตรา ๖ ประกอบมาตรา ๘ (๑) และ (๒) นอกจากนี้ แพทยสภายังมีหน้าที่ตามมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ ในการดําเนินการเกี่ยวกับการพิจารณาจริยธรรมผู้ประกอบ วิชาชีพเวชกรรมเมื่อได้รับเรื่องการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามมาตรา ๓๒ โดยเป็นไปตามข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยวิธีพิจารณาจริยธรรมผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๖๓ ซึ่งเมื่อคณะกรรมการแพทยสภาได้รับสํานวนการสอบสวนและความเห็นของคณะอนุกรรมการสอบสวน เกี่ยวกับการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมดังกล่าวแล้ว มาตรา ๓๙ แห่ง พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ กําหนดให้คณะกรรมการแพทยสภาพิจารณาและมีอํานาจ วินิจฉัยชี้ขาด โดยคําวินิจฉัยชี้ขาดให้ทําเป็นคําสั่งแพทยสภา และมาตรา ๔๐ กําหนดให้เลขาธิการแพทยสภาบันทึกคําสั่งแพทยสภาไว้ในทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมด้วย โดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมซึ่งถูกสั่ง พักใช้ใบอนุญาต ให้ถือว่ามิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมนับแต่วันที่คณะกรรมการแพทยสภาสั่งพักใช้ ใบอนุญาตนั้น ตามมาตรา ๔๑ วรรคหนึ่ง
การที่แพทยสภาเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เพื่อดําเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และอํานาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ จึงถือเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา ๒๔ (๖) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ และ/หรือเป็นการจําเป็นเพื่อการปฏิบัติ หน้าที่ในการดําเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้ อํานาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา ๒๔ (๔) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกรณีที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ดังนั้น แพทยสภาจึงสามารถ เปิดเผยข้อมูลชื่อ-สกุล เลขที่ใบอนุญาตของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับสถานะใบอนุญาตของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมบนเว็บไซต์ของแพทยสภาเพื่อให้ประชาชนทั่วไปหรือผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถ เข้าตรวจสอบสถานะใบอนุญาต รวมถึงการเพิกถอนหรือพักใช้ใบอนุญาต และระยะเวลาในการถูกพักใช้ใบอนุญาต ของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมได้ โดยได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา ๒๔ (๔) และ (๖) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ในฐานะที่แพทยสภาเป็นสภาวิชาชีพหรือองค์กรควบคุมการประกอบวิชาชีพที่มีวัตถุประสงค์ ในการควบคุมการประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมให้ถูกต้องตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ตามเจตนารมณ์ในการประกาศใช้พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ ที่ระบุไว้ในหมายเหตุท้าย พระราชบัญญัติดังกล่าว ที่มุ่งหมายเพื่อควบคุมการประกอบวิชาชีพเวชกรรมและคุ้มครองความปลอดภัยของ ประชาชน อันเป็นประโยชน์สาธารณะBack to top
- อย่างไรก็ตาม มาตรา ๒๗ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ กําหนดให้แพทยสภาต้องบันทึกการใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้นไว้ในบันทึกรายการ (Record of Processing Activities: ROPA) ตามมาตรา ๓๙ ด้วย นอกจากนี้ มาตรา ๓๕ แห่งพระราชบัญญัติ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ กําหนดให้แพทยสภามีหน้าที่ต้องดําเนินการให้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้น (เช่น สถานะใบอนุญาตของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม) ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน สมบูรณ์ และไม่ก่อให้เกิด ความเข้าใจผิด
สําหรับประเด็นที่ว่า เมื่อพ้นระยะเวลาพักใช้ใบอนุญาตของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมแล้ว แพทยสภาจะสามารถคงไว้ซึ่งสถานะที่เคยถูกลงโทษได้หรือไม่ อย่างไร นั้น เห็นว่า แพทยสภามีหน้าที่พิจารณา ว่าจะสามารถเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามที่หารือได้หรือไม่ เพียงใด โดยพิจารณาชั่งน้ําหนักว่า การเปิดเผย ข้อมูลเกี่ยวกับสถานะและระยะเวลาการพักใช้ใบอนุญาตที่พ้นระยะเวลามาแล้วดังกล่าว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ข้อมูลทางทะเบียนของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ อยู่แล้วนั้น จะมีประโยชน์และความจําเป็นเพียงใดเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการตรวจสอบ สถานะของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม อันมีจุดมุ่งหมายเพื่อควบคุมการประกอบวิชาชีพเวชกรรมและคุ้มครอง ความปลอดภัยของประชาชน ในทางกลับกัน การเปิดเผยดังกล่าวจะเป็นการรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร ของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือไม่ เพียงใด แล้วพิจารณาความเหมาะสมของการเปิดเผยข้อมูล ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว โดยคํานึงถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของแพทยสภา ประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ของเอกชนที่เกี่ยวข้องประกอบกัน ตามนัยมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของ ราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ รวมทั้งหลักการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องกระทําเท่าที่จําเป็น (data minimization principle) ตามมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒Back to top
- ประเด็นข้อหารือที่ ๒
แพทยสภาจะสามารถเปิดเผยข้อมูลในคําสั่งลงโทษจริยธรรมทั้งหมด หรือบางส่วนบนเว็บไซต์ของแพทยสภาเพื่อให้ประชาชนและ/หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทราบและได้ใช้ ความระมัดระวังจากการประกอบวิชาชีพเวชกรรมของแพทย์ อันเป็นสิทธิที่ประชาชนควรทราบ จะสามารถทําได้หรือไม่ เพียงใด นั้น เห็นว่า มาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ บัญญัติว่า หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการกําหนด (๑) ผลการพิจารณาหรือ คําวินิจฉัยที่มีผลโดยตรงต่อเอกชน รวมทั้งความเห็นแย้งและคําสั่งที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาวินิจฉัยดังกล่าว ฯลฯ โดยบุคคลไม่ว่าจะมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องหรือไม่ก็ตาม ย่อมมีสิทธิเข้าตรวจดู ขอสําเนาหรือขอสําเนา ที่มีคํารับรองถูกต้องของข้อมูลข่าวสารดังกล่าวได้ และถ้ามีส่วนที่ต้องห้ามมิให้เปิดเผยตามมาตรา ๑๔ หรือมาตรา ๑๕ อยู่ด้วย ให้หน่วยงานของรัฐลบหรือตัดทอนหรือทําโดยประการอื่นใดที่ไม่เป็นการเปิดเผยข้อมูล ข่าวสารส่วนนั้น โดยมาตรา ๑๕ (๕) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ กําหนดให้ หน่วยงานของรัฐอาจมีคําสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการก็ได้ หากเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ซึ่งการเปิดเผยจะเป็นการรุกล้ําสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร โดยให้คํานึงถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของ หน่วยงานของรัฐ ประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ของเอกชนที่เกี่ยวข้องประกอบกัน
สําหรับการเปิดเผยข้อมูลในคําสั่งลงโทษจริยธรรมทั้งหมดหรือบางส่วนบนเว็บไซต์ของ แพทยสภา ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยวิธีพิจารณาจริยธรรมผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๖๓ ที่ออกโดย คณะกรรมการแพทยสภาตามมาตรา ๒๑ (๓) (ช) โดยความเห็นชอบของสภานายกพิเศษตามมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ ข้อ ๔๗ วรรคสอง กําหนดว่า คําสั่งพักใช้หรือ เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมของผู้ใด ให้คณะกรรมการแพทยสภามีอํานาจในการเผยแพร่ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ของแพทยสภาก็ได้ นอกจากนี้ ข้อ ๔๘ ของข้อบังคับดังกล่าว กําหนดว่า เพื่อประโยชน์ สาธารณะ และเพื่อประโยชน์การศึกษา การวิจัย การประกอบวิชาชีพในทางการแพทย์ และการควบคุม การประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม การเผยแพร่คําสั่งแพทยสภา เฉพาะมติคณะกรรมการแพทยสภา แก่สื่อมวลชนและสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ให้อยู่ในดุลพินิจของคณะกรรมการแพทยสภา ดังนั้น แพทยสภา โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการแพทยสภา จะต้องพิจารณาชั่งน้ําหนักความจําเป็นเพื่อให้บรรลุ วัตถุประสงค์ในการเปิดเผยข้อมูลในคําสั่งลงโทษจริยธรรม โดยคํานึงถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ของแพทยสภา ประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ของเอกชนที่เกี่ยวข้องประกอบกัน ตามนัยมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ และจะต้องพิจารณาเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เท่าที่จําเป็น ตามนัยมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ด้วย เพื่อไม่ให้เป็น การรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร โดยเฉพาะการเปิดเผยสําเนาคําสั่งลงโทษจริยธรรมทั้งฉบับบนเว็บไซต์ ของแพทยสภา ที่มีข้อความหรือเนื้อหาสาระที่อาจมีผลกระทบต่อเกียรติยศและชื่อเสียงของบุคคลที่เกี่ยวข้อง หากปรากฏชื่อหรือสิ่งที่ทําให้สามารถระบุตัวบุคคลได้ทางตรงหรือทางอ้อมว่าเป็นบุคคลใด โดยไม่มีการลบหรือ ตัดทอนหรือทําโดยประการอื่นใดที่ไม่เป็นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนนั้นตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติ ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยเฉพาะในกรณีที่กระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องยังไม่ถึงที่สุดBack to top
ข้อมูลนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมแสดงความรู้สึกได้นะครับ
บทความนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมให้คะแนนได้ที่นี่
★★★★★
คลิกที่ดาวเพื่อลงคะแนน
คะแนนเฉลี่ย: ⭐ 5 / 5 (จากผู้โหวต 1 คน)