นับตั้งแต่วันที่ “หมอตุ่ย” หรือ นายแพทย์วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ เรียนจบแพทย์จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และไปเป็นแพทย์ใช้ทุนที่โรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก กระทั่งถึงวันวัยที่ใกล้เกษียณอายุราชาการในอีกไม่ช้านี้ หมอตุ่ยก็ไม่เคยโยกย้ายเปลี่ยนไปเป็นหมอที่ไหนเลยและเลือกชีวิตโสด เพราะสงสารคนไข้ในพื้นที่ที่การแพทย์และการสาธารณสุขเข้าถึงได้อย่างยากลำบาก เพราะเป็นพื้นที่ชายของติดพรมแดนไทยและเมียนมาร์
ประชากรส่วนใหญ่ของอำเภออุ้มผางมีทั้งคนไทยและคนต่างด้าวไร้สัญชาติ ผู้ลี้ภัย แรงงานข้ามชาติ และชุมชนชาติพันธุ์ที่ส่วนใหญ่เป็นปะกาเกอะญอหรือชาวกะเหรี่ยง มีอาชีพทำไร่ มีรายได้ไม่มาก เข้าข่ายยากจนขัดสน หากเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่มีเงินมากพอที่จะใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาล มิหนำซ้ำยังมีโรคระบาดอีกหลายโรคที่คร่าชีวิตคนทุกเพศทุกวัยได้โดยง่าย ซึ่งมีสาเหตุหลักมักมาจากสภาพวิถีชีวิตความเป็นอยู่ การกินอยู่ที่ไม่ถูกสุขลักษณะอนามัย การเข้าป่าไปทำไร่ หาพืชป่า และการขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน ล้วนเป็นโจทย์ท้าทายที่ยากและซับซ้อนเกินกว่าจะนั่งรักษาโรคเพียงอย่างเดียว การลงพื้นที่เข้าชุมชนจึงถูกแทนที่ด้วยการนั่งรักษาคนไข้ในโรงพยาบาล หรือแม้กระทั่งยังมีความเชื่อและค่านิยมในการคลอดลูกกับหมอตำแยถึงทุกวันนี้
“ตอนแรกๆ เมื่อหลายสิบปีที่ไปอยู่ก็ไม่ได้คิดว่าจะอยู่ได้นานจนจะเกษียณปี 70 นี่แล้ว เพราะผมไม่ได้อยากเรียนหมอ ผมอยากเรียนวิศวะ แต่ก็ได้เรียนหมอ มศว เป็นรุ่นแรก แล้วก็ไปใช้ทุนแพทย์ที่โรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตากเรื่อยมา ไปอยู่แรกๆ ก็ตกใจว่ามันกันดารมาก คนไข้เป็นคนยากคนจน รายได้น้อย ทำไร่ไถนา ส่วนใหญ่เป็นปะกาเกอะญอหรือกะเหรี่ยง พวกเขาทำไร่แต่ที่บอกกันว่าคนกะเหรี่ยงทำไร่เลื่อนลอย หักล้างถางป่าน่ะไม่น่าจะจริงเพราะเขาทำมาหากินกับป่า หาของป่าขาย เขารักป่าดูแลป่า มีชีวิตในป่าแทบทุกวัน กินอยู่ในป่า อย่างห่อข้าวไปกินก็ห่อจากใบไม้ กินเสร็จก็ล้างมือล้างปากจากน้ำห้วย ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันมีเชื้อโรคปะปน ก็เป็นโรคอหิวาตกโรคติดต่อกันไป ไม่ก็เป็นมาลาเรียหนักเข้าไปอีก ผมนี่ก็เคยเป็นมาลาเรียถึง 5 ครั้ง เป็นก็ดี จะได้เข้าใจคนที่เป็น คือเห็นคนไข้มาหานี่บอกตรงๆ ผมสงสาร...บางคนมาไกลมาก ใช้เวลาหลายชั่วโมง ถนนหนทางสมัยก่อนก็ยากลำบากว่าจะมากว่าจะไป ไม่ต้องพูดถึง 1,219 โค้ง ที่ว่ากว่าจะถึงอุ้มผางน่ะหรอกว่ามันไกลแค่ไหน สมัยก่อนเราใช้วิธีนำคนเจ็บออกจากป่าก็มีตั้งแต่ใช้เปล ดีขึ้นมาหน่อยก็รถยนต์แต่ก็ติดหล่มลงหลุม ยิ่งหน้าฝนนี่ทุลักทุเล ผมว่าไม่เฉพาะว่าต้องเป็นหมอแล้วเราต้องช่วยคนอื่นเพราะผมมองว่า “มนุษยธรรม คือ เรื่องธรรมดาที่มนุษย์พึงมีต่อกัน”
ยังมีอีกหลายเคสที่หมอวรวิทย์หยิบยกมาให้ชาว มศว และน้องๆ รุ่นน้องนิสิตแพทย์ได้ฟังถึงประสบการณ์ชีวิตหมอในพื้นที่ทำงานจริง ทำงานกับชุมชนกับคนที่มีความต่างทั้งเรื่องเชื้อชาติ คติความเชื่อวัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ นานานัปการที่หมอวรวิทย์ใช้เวลากว่า 35 ปี เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพอนามัยของประชาชนเหล่านั้น เพราะหมอเชื่อว่า
“ เพราะสุขภาพไม่ใช่อภิสิทธิ์ แต่คือความยุติธรรม การสร้างการรับรู้ความเข้าใจให้ประชาชนได้ปฏิบัติตัวได้ถูกต้องตามหลักสาธารณสุขขั้นพื้นฐานจะดีกว่าการรักษาทางการแพทย์ เพราะสาธารณสุขเป็นเรื่องของการป้องกันเพื่อมิให้เกิดโรคได้ เป็นด่านแรก ก่อนที่จะไปสู่การรักษาที่เป็นเรื่องทางการแพทย์ การป้องกันจึงน่าจะดีกว่าการรักษา”
นอกจากนี้หมอวรวิทย์ยังยกเรื่องค่านิยมความเชื่อในเรื่องของการคลอดลูกกับหมอตำแยของคนกะเหรี่ยง หมอไม่ต่อต้านแต่หมอเลือกใช้วิธีให้ความรู้และวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องถูกหลักสุขอนามัยเพื่อให้แม่และลูกปลอดภัย มีสุขภาพดีได้
“ เรื่องนี้เราเปลี่ยนพวกเขาไม่ได้ก็จริง เมื่อเปลี่ยนไม่ได้ เราก็ให้พวกหมอตำแยมาเป็นพวกเดียวกับเราเสียเลย คือก็ไปสอนไปให้ความรู้ในทางการแพทย์ที่ถูกต้องกับพวกเขา มีทีมพยาบาลไปสอนหมอตำแยให้ทำคลอดอย่างถูกวิธี ให้ชุดอุปกรณ์เครื่องมือทั้งชุดใช้ได้จริง 200-300 บาท อย่างใบมีดโกนนี่เป็นพระเอกของการทำคลอดนี่แค่อันละไม่กี่บาทก็ใช้ได้ เราไม่ได้ไปต่อต้านเขา ไม่เปลี่ยนแต่เราปรับเข้าหา ”
เชื่อว่าเป็นช่วงเวลาหลายชั่วโมงที่หลายคนที่ได้มีโอกาสดีได้ฟังหมอวรวิทย์ในวันที่หมอมารับการเชิดชูเกียรติจากทางมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยเฉพาะนิสิตแพทย์ มศว รุ่นน้องๆ รุ่นหลังๆ จะได้เข้าเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตหมอที่เสียสละเวลา สติปัญญา ความรู้ทางการแพทย์เพื่อช่วยชีวิต ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนด้วยใจล้วนๆ ไม่เพียงความรู้แต่ให้พลังใจ ให้แรงบันดาลใจและอาจมีคำตอบบางคำตอบที่รออยู่ข้างหน้าถึงการทำงานและการใช้ชีวิตอย่างที่คนเป็นหมอพึงกระทำว่า “ขอให้เห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ประโยชน์ส่วนตนนั้นมาเป็นทีหลัง”
แม้หมอจะบอกว่า การเชิดชูเกียรติที่ได้รับจากองค์การอนามัยโลก WHO ล่าสุดนอกจากการที่เคยได้รับการคัดเลือกเป็นแพทย์ชนบทดีเด่น รวมทั้งการจัดงานเชิดชูเกียรติจากมหาวิทยาลัยนั้น “มันมากไป ผมไม่ถึงขนาดนั้น” ทว่าสิ่งที่หมอวรวิทย์ได้ทำงานในฐานะหมอได้ช่วยสร้างมาตรฐานให้ระบบการสาธารณสุขไทยตื่นตัว ทำได้เห็นผลจริง เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นที่การแพทย์เข้าถึงได้ยาก
การทำให้ผู้คนได้รู้จักการดูป้องกันสุขภาพของตนเองได้ เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาได้ในหลายอย่างมาก
ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของสังคมไทยอาจไม่จบที่เรื่องงบประมาณสนับสนุน ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีสูงหรือโลว์เทค หากแต่คือปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ผู้คนอีกมากยังขาดโอกาสที่จะได้รับในหลายๆ บริบท หลายโอกาสที่ควรได้รับโดยเฉพาะด้านสุขภาพอนามัย การศึกษาและคุณภาพชีวิต
“ผมเป็นหมอ ผมไม่มาคิดว่าใครจะมีสัญชาติหรือไม่มีสัญชาติ ผมเห็นคนเจ็บป่วยตรงหน้า ผมสงสาร ผมก็รักษา ให้ความรู้ตามความรู้แพทย์เพื่อช่วยชีวิตเขา”
ณ พื้นที่ชายขอบชายแดนของประเทศไทย ที่ตั้งของโรงพยาบาลอุ้มผาง โรงพยาบาลขนาดเล็ก อยู่ห่างไกลจากความเจริญทางการแพทย์ เต็มไปด้วยข้อจำกัดมากต่อมาก ความยากจน โรคระบาดหลายโรค อย่างมาลาเรียเป็นอันดับต้นๆ อหิวาตกโรค เพราะหมอเองยังเคยเป็นมาลาเรียถึง 5 ครั้งอย่างที่หมอบอกเองว่า “ยุงไม่เลือกกัด เพราะกัดทุกคน” สะท้อนให้เห็นว่าโรคภัยไข้เจ็บไม่เคยขีดเส้นแบ่งเชื้อชาติศาสนา ไม่ต่างอะไรกับการให้การดูแลช่วยเหลือที่ก็ไม่ควรมีเส้นแบ่งใดๆ เช่นกัน
แม้ทุกปัญหานี้อาจจะมาจากมนุษย์เรานี่เอง ทว่าหมอวรวิทย์กับเลือกวิธีมองหาด้านดี ข้อดีที่ทำได้จริง ปรับตัวปรับวิธีการใช้ชีวิตและการทำงานให้สมดุลเข้ากันได้กับชุมชนโดยไม่มีใครเป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน
หมอคนหนึ่งได้กลายเป็นคนที่ชุมชนชาติพันธุ์และคนทุกคนแม้จะต่างกันด้วยสัญชาติ เพื่อนร่วมทีมแพทย์พยาบาลพึ่งพาฝากชีวิตไว้ได้อย่างสนิทใจ เพราะหมดดูแลผู้คนเหล่านั้นด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ เป็นการมองเห็นคุณค่าของมนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
แล้วรางวัลต่างๆ นับไม่ถ้วนที่ “หมอตุ่ย” หรือนายแพทย์วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ จากแพทย์ใช้ทุนสู่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก นับตั้งแต่วันนนั้นจนถึงวันนี้ จะไม่น้อยค่า ควรค่าที่จะได้รับได้อย่างไร เพราะรางวัลไม่ใช่เครื่องวัดการเป็นคนสำคัญ แต่วัดคนจากคุณค่าของงานที่คนนั้นทำ และเรายังคงเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ในคนทุกคนมากเพียงใดนั่นเอง ...
ในเมื่อตราบใดที่เขายังคงเชื่อมั่นว่า “การทำงานคือการสละตัวตน” ที่มาพร้อมกับหลักการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย สมถะแต่ลึกซึ้งถึงแก่นแท้ของพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา- ปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข กรุณา – ช่วยเพื่อเห็นผู้อื่นเป็นทุกข์ มุทิตา - ยินดีในความสำเร็จของผู้อื่น อุเบกขา – วางใจปล่อยวางเมื่อผลลัพธ์ที่ได้ทำหน้าที่นั้นอย่างดีที่สุดแล้ว ตราบนั้นก็จะยังคงมี "รางวัลแห่งชีวิต" ของหมอวรวิทย์คนนี้ให้เป็นบทเรียนชีวิตที่ช่วยสะกิดเตือนใจคนทำงานทุกวงการอาชีพได้ว่า มองให้เห็นเป็นโอกาสในทุกปัญหาที่ถาโถม มองให้เห็นคุณค่าของทุกคนในความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมลงมือทำงานด้วยใจที่สละตนเองเพื่อผู้อื่นเพื่อส่วนรวม พร้อมเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ มีสติปัญญารู้คิด มองในเรื่องดี มีอารมณ์ขันอยู่ในที เพราะทุกอย่างยังคงงดงามและงอกงามเจริญก้าวหน้าได้อย่างไม่หยุดยั้ง
องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศเกียรติคุณระดับสากล เตรียมมอบรางวัล The United Arab Emirates Health Foundation Prize ประจำปี 2569 ให้แก่ นายแพทย์วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศเกียรติคุณระดับสากล เตรียมมอบรางวัล The United Arab Emirates Health Foundation Prize ประจำปี 2569 ให้แก่ นายแพทย์วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก ในฐานะผู้สร้างคุณูปการเชิงประจักษ์ต่อระบบสุขภาพโลก เชิดชูเป็นบุคคลตัวอย่างที่อุทิศตนพัฒนาระบบสาธารณสุขในพื้นที่ห่างไกล และสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการสุขภาพ แก่กลุ่มประชากรเปราะบางตามแนวชายแดน
ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ในฐานะรองประธานกรรมการบริหารองค์การอนามัยโลก เปิดเผยแถลงการณ์จากสำนักงานใหญ่องค์การอนามัยโลก ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ระบุว่า คณะกรรมการคัดเลือกของมูลนิธิสุขภาพแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีมติเป็นเอกฉันท์เสนอชื่อนายแพทย์วรวิทย์ต่อคณะกรรมการบริหาร WHO เพื่อรับรางวัล The United Arab Emirates Health Foundation Prize ประจำปี 2569 ในฐานะผู้สร้างคุณูปการเชิงประจักษ์ต่อระบบสุขภาพโลก
คณะกรรมการบริหารองค์การอนามัยโลก ยกย่องการทำงานของ นายแพทย์วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก ที่ยึดถือหลักการ “มนุษยธรรมนำสาธารณสุข” มาตลอดระยะเวลาการทำงานในอำเภออุ้มผาง ซึ่งเป็นพื้นที่ทุรกันดารและมีความซับซ้อนสูงทั้งทางภูมิศาสตร์และโครงสร้างประชากร
ดร.นพ.พงศธร กล่าวเพิ่มติมว่า ความโดดเด่นที่ทำให้ นายแพทย์วรวิทย์ ได้รับการยอมรับในระดับโลก ประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ได้แก่
1) การปกป้องสิทธิทางสุขภาพ เป็นฟันเฟืองสำคัญในการผลักดันนโยบายระดับชาติ (มติ ครม. ปี 2553 และ 2563) เพื่อให้กลุ่มคนไร้สัญชาติและผู้มีปัญหาสถานะบุคคลสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างเท่าเทียมตามหลักสิทธิมนุษยชน
2) บริการสุขภาพไร้พรมแดน วางระบบดูแลเชิงรุกและคลินิกเคลื่อนที่ครอบคลุมโรคสำคัญ เช่น วัณโรค มาลาเรีย และการฟอกไต เพื่อดูแลกลุ่มลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นตามแนวชายแดนไทย–เมียนมาอย่างต่อเนื่อง
3) การบริหารจัดการที่ยั่งยืน ริเริ่มนวัตกรรมการจัดการโรงพยาบาลในพื้นที่จำกัด เช่น การใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อลดต้นทุน การจัดตั้งโครงการรับบริจาคยา และการฝึกอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขข้ามพรมแดน
รางวัล The United Arab Emirates Health Foundation Prize ก่อตั้งขึ้นในปี 2536 เพื่อเชิดชูบุคคลหรือองค์กรที่อุทิศตนขับเคลื่อนเป้าหมาย “สุขภาพดีถ้วนหน้า” (Health for All) โดยผู้ได้รับรางวัลจะได้รับใบประกาศเกียรติคุณ โล่รางวัล และเงินรางวัล 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.4 ล้านบาท)
ทั้งนี้ พิธีมอบรางวัลอย่างเป็นทางการจะจัดขึ้นในระหว่างการประชุม สมัชชาอนามัยโลก สมัยที่ 79 (The 79th World Health Assembly) ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ในเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ ท่ามกลางรัฐมนตรีสาธารณสุขและผู้แทนจาก 194 ประเทศสมาชิกทั่วโลก
ดร.นพ.พงศธร กล่าวในตอนท้ายว่า การที่ WHO มอบรางวัลนี้แก่คุณหมอวรวิทย์ สะท้อนว่าความพยายามดูแลผู้ด้อยโอกาสของประเทศไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล และจะเป็นแรงบันดาลใจให้แก่บุคลากรสาธารณสุขทั่วโลก ต่อไป 7 กุมภาพันธ์ 2569 Back to top
ข้อมูลนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมแสดงความรู้สึกได้นะครับ
👍 ถูกใจ 0 ❤️ อุ่นใจ 0 🙏 ขอบคุณ 0 😢 ห่วงใย 0
บทความนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมให้คะแนนได้ที่นี่ ★ ★ ★ ★ ★
คลิกที่ดาวเพื่อลงคะแนน
คะแนนเฉลี่ย: ⭐ 5 / 5 (จากผู้โหวต 1 คน)
159 สุขุมวัฒนะ ซอย สุขุมวัฒนะ ตำบล อุ้มผาง อำเภออุ้มผาง ตาก 63170โทร 055-561270