
ภาพจากNBT
สรุปสาระสำคัญ ในการปรับปรุงสูตรบำนาญชราภาพครั้งนี้
ปรับวิธีคำนวณเงินบำเหน็จชราภาพ สำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน จากเดิมที่ได้รับคืนเฉพาะเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตน ให้ได้รับเงินบำเหน็จจากทั้งส่วนของผู้ประกันตนและนายจ้าง รวมถึงผลประโยชน์ตอบแทน ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกับผู้ที่ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป
ปรับวิธีคำนวณอัตราบำนาญ สำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน โดยจากเดิมที่คิดอัตราเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อการส่งเงินสมทบครบทุก 12 เดือน และไม่นำเศษเดือนมาคำนวณ จะเปลี่ยนเป็นการคิดเพิ่มตามจำนวนเดือนที่ส่งเงินจริงในอัตราร้อยละ 0.125 ต่อเดือน ทำให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์สอดคล้องกับระยะเวลาการส่งเงินสมทบมากยิ่งขึ้น
ปรับฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินบำนาญ จากเดิมที่ใช้ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ มาเป็นการใช้ค่าจ้างเฉลี่ยตลอดระยะเวลาที่ส่งเงินสมทบ โดยนำค่าจ้างในอดีตมาปรับเป็นมูลค่าเงินปัจจุบันก่อนคำนวณตามหลักการ CARE เพื่อสะท้อนรายได้ตลอดชีวิตการทำงาน ลดความได้เปรียบเสียเปรียบจากการเปลี่ยนแปลงรายได้ในช่วงท้ายของการทำงาน
กำหนดมาตรการรองรับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นเวลา 5 ปี สำหรับผู้ที่กำลังจะเริ่มรับบำนาญและได้รับเงินบำนาญตามสูตรใหม่ต่ำกว่าสูตรเดิม โดยจะได้รับเงินชดเชยในอัตราลดหลั่นกันเริ่มจากร้อยละ 100 ในปีแรก ร้อยละ 80 ในปีที่สอง ร้อยละ 60 ในปีที่สาม ร้อยละ 40 ในปีที่สี่ และร้อยละ 20 ในปีที่ห้า นับจากวันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ สำหรับผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้ว หากนำสูตรใหม่มาคำนวณและพบว่าได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น สำนักงานประกันสังคมจะปรับเพิ่มเงินบำนาญให้ในงวดถัดไป แต่จะไม่มีการจ่ายย้อนหลังสำหรับงวดที่ผ่านมา -
NBT
รายงานประชุมครม.เรื่องสูตร CARE
2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการของร่างกฎกระทรวงการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ร่างกฎกระทรวงการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. …. ที่กระทรวงแรงงานเสนอ เป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลาและอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพที่จะจ่ายให้แก่ผู้ประกันตน ทั้งเงินบำนาญชราภาพและเงินบำเหน็จชราภาพ เนื่องจากข้อจำกัดของการคำนวณอัตราเงินบำนาญชราภาพตามสูตรเดิมที่ใช้อัตราร้อยละ 20 ของค่าจ้างเฉลี่ยของผู้ประกันตนเพียง 60 เดือนสุดท้าย (5 ปีสุดท้าย) ก่อนการเกษียณอายุ (ไม่เกินค่าจ้างขั้นสูง) ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกันตนบางกลุ่ม เช่น กลุ่มที่ค่าจ้างปรับลดลงในช่วงท้ายของอายุงานซึ่งจะเสียเปรียบอย่างมาก หรือกลุ่มที่ได้รับค่าจ้างสูงมาโดยตลอดแต่เมื่อเกษียณอายุแล้ว (ไม่ประสงค์รับเงินบำนาญชราภาพเมื่อเกษียณอายุ) จึงมาสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 (ผู้ประกันตนโดยสมัครใจส่งเงินสมทบด้วยตัวเองเดือนละ 432 บาท) ซึ่งใช้ฐานในการคำนวณเงินสมทบเพียง 4,800 บาทเท่านั้น ก็จะได้รับเงินบำนาญชราภาพลดลงตามไปด้วย อีกทั้งการปรับเพิ่มอัตราเงินบำนาญชราภาพกรณีผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน ที่กำหนดให้ต้องส่งเงินสมทบครบทุก 12 เดือนจึงจะได้ปรับเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 1.5 โดยไม่นำเศษเดือนของระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบที่ไม่ครบ 12 เดือน มาคำนวณอัตราเงินบำนาญชราภาพด้วย ก็อาจเกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้ประกันตนเช่นเดียวกัน ประกอบกับการจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพสำหรับผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน แบบเดิมที่กำหนดให้จ่ายเท่ากับเงินสมทบ ที่ผู้ประกันตนจ่ายเท่านั้นก็อาจไม่เป็นธรรมสำหรับผู้ประกันตนด้วย
กระทรวงแรงงาน จึงได้ยกร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ขึ้นเพื่อปรับสูตรการคำนวณอัตราเงินบำนาญชราภาพใหม่ที่เรียกว่า สูตร CARE (Career Average Revalued Earnings) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้กันส่วนใหญ่ในกลุ่มประเทศ OECD โดย นำต้นแบบการคำนวณมาจากสหราชอาณาจักร มีหลักการคือ
การนำค่าจ้างตลอดอายุการทำงานของผู้ประกันตนที่นำส่งเงินสมทบทั้งหมดมาเฉลี่ยรวมกัน [เดิมร้อยละ 20 ของค่าจ้างเฉลี่ยของผู้ประกันตน 60 เดือนสุดท้าย (ไม่เกินค่าจ้างขั้นสูง)] ผ่านกระบวนการสำคัญคือ การปรับมูลค่าเงินในอดีตให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน (Revaluation) เพื่อมิให้ค่าจ้างที่ต่ำในอดีตมาฉุดค่าจ้างเฉลี่ยให้ต่ำลง และเปลี่ยนมาใช้ระบบคะแนนบำนาญชราภาพ (Pension Point) โดยการเทียบค่าจ้างรายเดือนของผู้ประกันตนแต่ละรายกับค่าจ้างเฉลี่ยของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ทั้งระบบเพื่อสะสมเป็นแต้มไปตลอดอายุการทำงานจนถึงวันเกษียณแล้วจึงนำคะแนนเฉลี่ยทั้งหมดมาคำนวณร่วมกับอัตราเงินบำนาญชราภาพ (ร้อยละ 20 : กรณีส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน) และค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ทั้งระบบในปัจจุบันเป็นอัตราเงินบำนาญชราภาพที่ผู้ประกันตนจะได้รับ และสำหรับผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือน (15 ปี) ในทุกเดือนจะเพิ่มเงินบำนาญชราภาพอีก ในอัตราร้อยละ 0.125 ต่อเดือน (เดิมเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อการจ่ายครบ 12 เดือน โดยไม่นำเศษของเดือนที่ไม่ครบ 12 เดือนมาคำนวณ)
นอกจากนี้ ยังปรับหลักเกณฑ์การจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพโดยจ่ายเท่ากับเงินสมทบที่ผู้ประกันตนและนายจ้างสมทบพร้อมประโยชน์ตอบแทนไม่ว่าจะจ่ายเงินสมทบมาแล้วกี่เดือนก็ตาม (เดิมหากจ่ายเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน จะได้บำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่าย)
2. การใช้สูตรคำนวณอัตราเงินบำนาญชราภาพตามสูตร CARE นี้จะทำให้ผู้ประกันตนได้รับเงินบำนาญชราภาพเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 10 หรือประมาณ 290 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นการเพิ่มความมั่นคงทางรายได้และแก้ไขความไม่เป็นธรรมในการคำนวณเงินบำนาญชราภาพจากสูตรเดิมที่อาจเสียเปรียบแก่ผู้ประกันตนบางกลุ่มอย่างชัดเจน (กลุ่มที่ได้รับค่าจ้างลดลงในช่วงท้ายหรือกลุ่มผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ที่ใช้ฐานค่าจ้างในการคำนวณต่ำ) การเปลี่ยนมาใช้สูตร CARE จึงทำให้เงินบำนาญชราภาพที่ผู้ประกันตนจะได้รับสมดุลและสอดคล้องกับการนำส่งเงินสมทบตลอดช่วงระยะเวลาของการเป็นผู้ประกันตนเพิ่มมากขึ้น อันจะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำในการรับเงินบำนาญชราภาพระหว่างผู้ประกันตน รวมทั้งสอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่หลายประเทศ มีการคำนวณเงินบำนาญชราภาพตามสูตร CARE (เช่น สหราชอาณาจักร)
ในทางกลับกัน การคำนวณอัตราเงินบำนาญชราภาพด้วยสูตร CARE ตามร่างกฎกระทรวงนี้ก็อาจมีข้อจำกัดที่ต้องคำนึงถึงเช่นเดียวกัน โดยอาจทำให้ผู้ประกันตนบางรายได้รับเงินบำนาญชราภาพลดลงในช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านก่อนร่างกฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ เช่น ผู้ประกันตนที่มีจำนวนค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบต่ำในอดีต แต่ในช่วงใกล้เกษียณอายุกลับมีค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการนำส่งเงินสมทบสูง กระทรวงแรงงานจึงได้กำหนดมาตรการคุ้มครองผู้ประกันตนกลุ่มดังกล่าวไว้ในบทเฉพาะกาลด้วยแล้ว
โดยสำหรับผู้ประกันตนที่ได้รับเงินบำนาญชราภาพอยู่แล้วก่อนใช้สูตร CARE
หากคำนวณแล้วได้รับเงินบำนาญเพิ่มขึ้น จะได้รับเงินบำนาญชราภาพเพิ่มขึ้นตามที่คำนวณได้
แต่หากคำนวณแล้วได้รับเงินบำนาญชราภาพลดลงก็ยังคงได้รับเงินบำนาญชราภาพตามที่ได้รับอยู่เท่าเดิมต่อไป
ดังนั้น ผู้ที่ได้รับเงินบำนาญชราภาพอยู่ก่อนแล้วจะไม่ได้รับเงินบำนาญชราภาพลดลงแต่อย่างใด (เท่าเดิม/เพิ่มขึ้น)
สำหรับผู้ประกันตนที่จะเกษียณหรือขอรับเงินบำนาญชราภาพในช่วง 5 ปี หลังเริ่มใช้สูตร CARE เมื่อคำนวณเงินบำนาญชราภาพตามสูตร CARE แล้วหากได้รับเงินบำนาญชราภาพลดลง จะได้รับเงินชดเชยส่วนต่างที่ผู้ประกันตนได้รับลดลงตลอดระยะเวลาที่ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ โดยผู้ที่เกษียณหรือขอรับเงินบำนาญชราภาพในปีแรกนับแต่ใช้สูตร CARE (ร่างกฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ) จะได้รับชดเชยส่วนต่างเต็มจำนวนที่ได้รับลดลงตลอดชีวิต และค่อย ๆ ลดสัดส่วนลงตามลำดับสำหรับผู้ที่เกษียณหรือขอรับเงินบำนาญชราภาพในปีต่อ ๆ ไป (ปีที่ 2 ชดเชย 80% ปีที่ 3 ชดเชย 60% ปีที่ 4 ชดเชย 40% ปีที่ 5 ชดเชย 20% และตั้งแต่ปีที่ 6 เป็นต้นไปจะไม่มีการชดเชยแล้ว)
ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ประกันตนได้มีระยะเวลาในการเตรียมความพร้อมในการวางแผน และทำความเข้าใจกับระบบใหม่ตามร่างกฎกระทรวงนี้ รวมทั้งกระทรวงแรงงานจะได้ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้กับผู้ประกันตนเข้าใจถึงการคำนวณเงินบำนาญชราภาพตามสูตร CARE อย่างแท้จริง จึงได้กำหนดให้ร่างกฎกระทรวงนี้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 180 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาซึ่งคณะกรรมการประกันสังคมได้เห็นชอบด้วยแล้ว
3. กระทรวงแรงงานได้จัดทำรายงานตามมาตรา 7 และมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยการดำเนินการตามร่างกฎกระทรวงนี้ ทั้งในส่วนของเงินบำนาญชราภาพและ เงินชดเชยส่วนต่างสำหรับผู้ประกันตนที่ได้รับเงินบำนาญชราภาพลดลงจะถูกจ่ายจากเงินกองทุนประกันสังคมทั้งหมดซึ่งมีประมาณการเงินที่ต้องสำรองใช้เพิ่มขึ้น ณ ปัจจุบัน เพื่อจ่ายเป็นเงินบำนาญชราภาพให้กับผู้ประกันตนตลอดชีวิต ประกอบไปด้วย ต้นทุนต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการชดเชยส่วนต่างให้กับผู้ที่ได้รับเงินบำนาญชราภาพลดลงในระยะ 5 ปีแรกนับแต่ร่างกฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ หรือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการใช้สูตร CARE ในการคำนวณที่ทำให้อัตราเงินบำนาญชราภาพโดยเฉลี่ยสูงขึ้น รวมมีประมาณการรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด ณ ปัจจุบัน ประมาณ 231,000 - 274,000 ล้านบาท ซึ่งส่งผลต่อความยั่งยืนของกองทุน คณะกรรมการประกันสังคมจึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำหนดยุทธศาสตร์ความยั่งยืนของกองทุน (Funding Strategy) เพื่อกำหนดแนวทางการสร้างความยั่งยืนให้กับกองทุนประกันสังคมต่อไป
4. กระทรวงแรงงานได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นการปรับปรุงสูตรการคำนวณเงินบำนาญชราภาพดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1 - 17 ตุลาคม 2568 (17 วัน) ซึ่งส่วนใหญ่เห็นด้วย โดยมีผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นรวมทั้งสิ้น 102,010 ราย เห็นด้วย ร้อยละ 77.93 (79,498 ราย) และไม่เห็นด้วยร้อยละ 22.07 (22,512 ราย)
ทั้งนี้
กระทรวงแรงงานเสนอว่า ร่างกฎกระทรวงนี้จะทำให้ผู้ประกันตน ได้รับเงินบำนาญชราภาพเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณ 290 บาทต่อเดือน (ร้อยละ 10) ประกอบกับในแต่ละปีจะมีผู้รับเงินบำนาญชราภาพเพิ่มขึ้นทุกปี หากมีการเสนอร่างกฎกระทรวงนี้ล่าช้าอาจทำให้ผู้ที่รับเงินบำนาญชราภาพอยู่แล้วหรือผู้ที่กำลังจะมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพได้รับเงินบำนาญชราภาพที่คำนวณได้เพิ่มขึ้นล่าช้าไป
ดังนั้น เพื่อให้บุคคลดังกล่าวได้รับการคำนวณเงินบำนาญชราภาพในอัตราที่เป็นธรรม ไม่ก่อให้เกิดภาระทางด้านงบประมาณของภาครัฐในการดูแล ผู้ใช้แรงงานที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อันจะทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ กระทรวงแรงงานจึงได้รับฟังความคิดเห็นตามที่เห็นว่าจำเป็นตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์ การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 แล้ว
โดยร่างกฎกระทรวงนี้กำหนดให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
สรุปข่าวประชุมครม.
14 กรกฎาคม 2569
จุลพันธ์ ชง ครม. ไฟเขียวสูตรบำนาญใหม่ “CARE” เพิ่มความเป็นธรรมผู้ประกันตน พร้อมดูแลเสถียรภาพกองทุนระยะยาว
ก่อนการนำวาระ เข้าที่ประชุมครม. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เผยว่า ได้เห็นชอบและพร้อม เสนอ สูตรคำนวณบำนาญชราภาพรูปแบบใหม่ หรือ “สูตร CARE” (Career Average Revalued Earnings) เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติในหลักการ โดยมีเป้าหมายยกระดับความเป็นธรรมในการคุ้มครองผู้ประกันตน สะท้อนระยะเวลาการส่งเงินสมทบที่แท้จริง และสร้างความยั่งยืนให้กองทุนประกันสังคมในระยะยาว
ด้าน นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า การปรับปรุงสูตรบำนาญชราภาพครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เริ่มจากการปรับวิธีคำนวณเงินบำเหน็จชราภาพสำหรับ ผู้ที่ส่งเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน จากเดิมที่ได้รับคืนเฉพาะเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตน ให้ได้รับเงินบำเหน็จจากทั้งส่วนของผู้ประกันตนและนายจ้าง รวมถึงผลประโยชน์ตอบแทน ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกับผู้ที่ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป
นอกจากนี้ ยังมีการปรับวิธีคำนวณอัตราบำนาญสำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน โดยจากเดิมที่คิดอัตราเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อการส่งเงินสมทบครบทุก 12 เดือน และไม่นำเศษเดือนมาคำนวณ จะเปลี่ยนเป็นการคิดเพิ่มตามจำนวนเดือนที่ส่งเงินจริงในอัตราร้อยละ 0.125 ต่อเดือน ทำให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์สอดคล้องกับระยะเวลาการส่งเงินสมทบมากยิ่งขึ้น
อีกหนึ่งสาระสำคัญ คือการปรับฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินบำนาญ จากเดิมที่ใช้ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ มาเป็นการใช้ค่าจ้างเฉลี่ยตลอดระยะเวลาที่ส่งเงินสมทบ โดยนำค่าจ้างในอดีตมาปรับเป็นมูลค่าเงินปัจจุบันก่อนคำนวณตามหลักการ CARE เพื่อสะท้อนรายได้ตลอดชีวิตการทำงาน ลดความได้เปรียบเสียเปรียบจากการเปลี่ยนแปลงรายได้ในช่วงท้ายของการทำงาน
ขณะเดียวกัน ได้กำหนดมาตรการรองรับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นเวลา 5 ปี สำหรับผู้ที่กำลังจะเริ่มรับบำนาญและได้รับเงินบำนาญตามสูตรใหม่ต่ำกว่าสูตรเดิม โดยจะได้รับเงินชดเชย ในอัตราลดหลั่นกัน เริ่มจาก 100% ในปีแรก 80% ในปีที่สอง 60% ในปีที่สาม 40% ในปีที่สี่ และ 20% ในปีที่ห้า หลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้
สำหรับผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้ว หากเมื่อนำสูตรใหม่มาคำนวณแล้วพบว่าได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น สำนักงานประกันสังคมจะปรับเพิ่มเงินบำนาญให้ในงวดถัดไป แต่จะไม่มีการจ่ายย้อนหลังสำหรับงวดที่ผ่านมา
นางสาวกาญจนา กล่าวว่า ภายหลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเห็นชอบในหลักการแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ก่อนส่งร่างกฎกระทรวงให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา และดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป
ทั้งนี้ การปรับปรุงสูตรบำนาญชราภาพครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบประกันสังคมไทยให้มีความเป็นธรรม ทันสมัย และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมสร้างหลักประกันด้านรายได้หลังเกษียณให้แก่ผู้ประกันตนอย่างยั่งยืนในอนาคต -
สำนักงานประกันสังคม
อ.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ยินดีกับความสำเร็จ
อ.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า กำลังสำคัญในการผลักดันสูตร CARE มาอย่างต่อเนื่อง ได้โพสต์ผ่านเพจ Sustarum Thammaboosadee แสดงความยินดีกับความสำเร็จเมื่อทราบว่าสูตร CARE ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว
"วันนี้สูตรแคร์ผ่านแล้ว สิ้นสุดคราบน้ำตาของประชาชน กว่า 570,000 คน"
สูตรบำนาญประกันสังคมถูกออกแบบมาโดยไม่มีการใช้งานกว่า 15 ปี เมื่อใช้งานมีคนจำนวนมากที่ได้รับบำนาญอย่างไม่เป็นธรรม สะสมมาจากปี 2557 จนปี 2568 ก็ราว 70% ของคนรับบำนาญ และมีคนเสียชีวิตก่อนได้รับบำนาญที่เป็นธรรมปีละกว่า 10,000 คน
สูตรแคร์คือ อุดมคติของการผลักดันทางการเมือง ประชาชนทุกข์ร้อน ราชการตอบสนองศึกษา บอร์ดบริหารผลักดัน รัฐมนตรีทำงานโดยเอาผลประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง
มีผู้คนอีกมากมายที่ผมอยากขอบคุณ และไม่อาจจะกลั้นน้ำตาได้ ว่าการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมได้คืนความเป็นธรรมให้ผู้คนมหาศาล นี่คือภาพรูปธรรมว่า “ทำไมเราต้องออกไปเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม”Back to top
ข้อมูลนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมแสดงความรู้สึกได้นะครับ
บทความนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมให้คะแนนได้ที่นี่
★★★★★
คลิกที่ดาวเพื่อลงคะแนน
คะแนนเฉลี่ย: ⭐ 5 / 5 (จากผู้โหวต 1 คน)