
รถพยาบาลฉุกเฉินและบุคลากรในต่างประเทศ (ภาพ pexels.com)
ทำความรู้จักประเภทรถพยาบาลในประเทศไทย
การแบ่งประเภทของรถพยาบาลและบริการฉุกเฉินทางการแพทย์ในประเทศไทย จะอ้างอิงตามมาตรฐานของ
สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ซึ่งแบ่งออกตาม ระดับความรุนแรงของผู้ป่วย และ ศักยภาพของอุปกรณ์รวมถึงบุคลากรบนรถ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดทรัพยากร โดยหลักๆ จะจำแนกออกเป็น 3 ระดับ (4 ประเภทรถปฏิบัติการ) ดังนี้:
1. ระดับสูง (Advanced Life Support - ALS) หรือที่มักเรียกกันว่า "รถกู้ชีพ" หรือ "รถพยาบาลระดับสูง"
- ลักษณะการใช้งาน: ใช้สำหรับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูง (สีแดง) เช่น หัวใจหยุดเต้น, ทางเดินหายใจอุดกั้น, ช็อก, หรืออุบัติเหตุรุนแรง
- บุคลากรบนรถ: แพทย์อำนวยการ, พยาบาลวิชาชีพ (ที่ผ่านการอบรม ENPC/ACLS), หรือนักปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉิน (Paramedic)
- อุปกรณ์ภายในรถ: มีเครื่องมือขั้นสูงครบครัน เช่น เครื่องกระตุกหัวใจแบบ manually, เครื่องช่วยหายใจ, ยาฉุกเฉินสำหรับกู้ชีพ, และอุปกรณ์เจาะระบาย/ใส่ท่อช่วยหายใจ
2. ระดับกลาง (Intermediate Life Support - ILS) เป็นระดับที่อยู่กึ่งกลางระหว่างพื้นฐานและขั้นสูง
- ลักษณะการใช้งาน: ใช้สำหรับผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน (สีเหลือง) ที่สัญญาณชีพยังคงเสถียรในระดับหนึ่ง แต่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องระหว่างนำส่งโรงพยาบาล
- บุคลากรบนรถ: เจ้าพนักงานฉุกเฉินการแพทย์ (AEMT)
- อุปกรณ์ภายในรถ: มีอุปกรณ์กู้ชีพขั้นพื้นฐาน บวกกับยาบางประเภทและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ซับซ้อนขึ้นมากกว่าระดับพื้นฐาน (แต่ไม่เท่า ALS)
3. ระดับพื้นฐาน (Basic Life Support - BLS) หรือที่คนทั่วไปคุ้นเคยในชื่อ "รถกู้ภัย" ของมูลนิธิต่างๆ (เช่น ร่วมกตัญญู, ป่อเต็กตึ๊ง) หรือรถของ อบต./เทศบาล
- ลักษณะการใช้งาน: ใช้สำหรับผู้ป่วยฉุกเฉินไม่รุนแรง หรือผู้บาดเจ็บเบื้องต้น (สีเขียว) ที่ต้องการการปฐมพยาบาลและเคลื่อนย้ายอย่างถูกวิธีเพื่อป้องกันความพิการ
- บุคลากรบนรถ: พนักงานฉุกเฉินการแพทย์ (EMT) หรืออาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ (EMR)
- อุปกรณ์ภายในรถ: อุปกรณ์ปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐาน เช่น เฝือกดามกระดูก, บอร์ดรองหลัง (Hard Board), เครื่องให้ออกซิเจน, และเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ (AED)
4. ประเภทเสริม: รถรับส่งผู้ป่วย (Ambulance Transportation) รถประเภทนี้ไม่ใช่รถฉุกเฉินในระบบกู้ชีพโดยตรง
- ลักษณะการใช้งาน: ใช้สำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ไม่ฉุกเฉิน (Non-emergency) เช่น การย้ายโรงพยาบาลตามสิทธิ์การรักษา, การพาผู้ป่วยติดเตียงไปตรวจตามนัด หรือการส่งผู้ป่วยกลับบ้าน
- บุคลากรและอุปกรณ์: มีเพียงอุปกรณ์พยุงชีพขั้นพื้นฐานและพนักงานขับรถ/ผู้ช่วย ที่เน้นความปลอดภัยในการเคลื่อนย้ายเป็นหลัก
การจัดรูปแบบตามระดับประเภทอย่างนี้ ทำให้การสั่งการจากศูนย์กลาง ทำได้รวดเร็วและเป็นระบบ กล่าวคือ
เมื่อมีผู้โทรแจ้งเหตุผ่านสายด่วน 1669 ศูนย์สั่งการจะประเมินอาการผู้ป่วย (Triage) แล้วเลือกส่งประเภทรถที่เหมาะสมที่สุดไปยังจุดเกิดเหตุ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ตรงจุดและรวดเร็วทันท่วงที
สรุปเกณฑ์การจำแนกประเภทรถพยาบาล
| ประเภทรถ/บริการ |
ระดับความรุนแรงผู้ป่วย |
บุคลากรหลัก |
อุปกรณ์ไฮไลต์ |
| ALS (ระดับสูง) |
วิกฤต/สีแดง (เสี่ยงเสียชีวิต) |
แพทย์ / พยาบาล / Paramedic |
ยากู้ชีพ, เครื่องช่วยหายใจ, Defibrillator |
| ILS (ระดับกลาง) |
เร่งด่วน/สีเหลือง |
เจ้าพนักงานฉุกเฉิน (AEMT) |
อุปกรณ์ช่วยหายใจและยาพื้นฐาน |
| BLS (ระดับพื้นฐาน) |
ไม่รุนแรง/สีเขียว |
(กู้ภัย)พนักงานฉุกเฉิน (EMT) / อาสาฯ |
เฝือก, บอร์ด, เครื่อง AED |
| Transport (รับส่ง) |
ไม่ฉุกเฉิน / นัดหมาย |
พนักงานขับรถ / ผู้ช่วย |
อุปกรณ์เคลื่อนย้ายและเปลนอน |
มีบริการทั้งหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน
ปัจจุบันมีการให้บริการรถพยาบาล ทั้ง 3 ระดับทั้งในฝั่งของหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน นั่นหมายถึงเป็นการเพิ่มโอกาสในการให้บริการฉุกเฉินกับประชาชนที่ประสบภาวะวิกฤต ฉุกเฉินตลอดจนมีความจำเป็นต้องใช้ มากยิ่งขึ้น เพิ่มโอกาสความปลอดภัย ลดความสูญเสียลงไปได้มาก แต่ทั้งนี้ ผู้ให้บริการทั้งสองฝั่ง ต่างมีโครงสร้างการบริหารจัดการ วัตถุประสงค์ในการวิ่งรถ รวมถึง "ค่าใช้จ่าย" ที่ความแตกต่างกันให้หลายจุด พอจะสรุปได้โดยสังเขปดังนี้
1. รถพยาบาลฝั่งหน่วยงานรัฐ และเครือข่าย สพฉ.
เน้นการให้บริการ "ฟรี" สำหรับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ผ่านระบบสายด่วน 1669 เป็นหลัก โดยแบ่งบทบาทตามระดับรถดังนี้:
ระดับสูง (ALS): จะเป็นรถของโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ เช่น โรงพยาบาลศูนย์, โรงพยาบาลทั่วไป, โรงพยาบาลประจำจังหวัด หรือโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแพทย์ ซึ่งมีความพร้อมด้านแพทย์เฉพาะทาง พยาบาล และแพทย์ฉุกเฉิน (Paramedic)
ระดับกลาง (ILS) และ พื้นฐาน (BLS): ส่วนใหญ่จะเป็นรถของโรงพยาบาลชุมชน (รพ.ประจำอำเภอ), อปท. (อบต./เทศบาล) หรือเป็นรถของมูลนิธิ/สมาคมกู้ภัยต่างๆ (เช่น ป่อเต็กตึ๊ง, ร่วมกตัญญู) ที่จดทะเบียนขึ้นระบบเป็น "หน่วยปฏิบัติการแพทย์" เครือข่ายของ สพฉ. เพื่อกระจายตัวอยู่ตามชุมชนและเข้าถึงจุดเกิดเหตุได้เร็วที่สุด
2. รถพยาบาลฝั่งภาคเอกชน
เน้นการให้บริการ เชิงพาณิชย์ (มีค่าบริการ) ให้บริการลูกค้าเฉพาะกลุ่ม ของโรงพยาบาลนั้นๆ หรือบริการเฉพาะกิจ ตามโอกาสงานสถานที่ตามที่ว่าจ้าง แต่หลายแห่งก็สามารถเข้าร่วมระบบ 1669 เช่นกัน
ระดับสูง (ALS): เป็นรถของโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งปัจจุบันหลายแห่งยกระดับศูนย์อุบัติเหตุ-ฉุกเฉินให้เทียบเท่าหรือเหนือกว่ามาตรฐานรัฐ มีทีมแพทย์และพยาบาลเฉพาะทางสแตนบาย 24 ชั่วโมง รวมถึงมีกลุ่มบริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจด้านการส่งกลับทางการแพทย์ (Medical Evacuation) โดยเฉพาะ
ระดับกลาง (ILS) และ พื้นฐาน (BLS): มีทั้งรถของโรงพยาบาลเอกชนขนาดกลาง หรือเป็นบริษัทเอกชนที่ให้บริการรถพยาบาลเอกชนรายย่อย (Private Ambulance) ที่จดทะเบียนถูกต้อง ซึ่งมักจะรับงานเฉพาะกิจ เช่น เป็นหน่วยพยาบาลในงานอีเวนต์, สแตนบายหน้าโรงงาน/ไซต์งานก่อสร้าง หรือรับส่งผู้ป่วยที่ไม่รุนแรง การรับส่งผู้ป่วยตามที่จอง/นัดหมาย
⚠️ ข้อแตกต่างสำคัญ: เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน...ระบบทำงานอย่างไร?
เมื่อมีการโทรผ่าน 1669 (ระบบรัฐ): ศูนย์สั่งการจะเลือกส่งรถที่ อยู่ใกล้ที่สุดและมีระดับเหมาะสมกับอาการ ไปช่วยรับผู้ป่วยทันที โดยไม่แยกว่าเป็นรถของรัฐหรือมูลนิธิ (กรณีหากเกิดอาการวิกฤตสีแดงจริงๆ ศูนย์อาจสั่งการให้รถ ALS ของโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่ใกล้ที่สุดออกปฏิบัติการได้ โดยผู้ป่วยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ณ จุดเกิดเหตุ ตามนโยบาย UCEP ของรัฐ)
ถ้าโทรหาโรงพยาบาลเอกชนโดยตรง: โรงพยาบาลเอกชนจะประเมินอาการและส่งรถของตัวเขาเองออกไป (ส่วนใหญ่เป็น ALS หรือ ILS ขึ้นอยู่กับเคส) ซึ่งกรณีนี้จะมีค่าบริการเกิดขึ้น (เช่น ค่าธรรมเนียมรถ, ค่าบุคลากร, ค่ายาและอุปกรณ์) ตามอัตราที่โรงพยาบาลกำหนด เว้นแต่จะเข้าเกณฑ์เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตสีแดงตามกฎหมาย จึงสามารถใช้สิทธิ์รักษา 72 ชั่วโมงแรกของ UCEP ได้
6 อาการฉุกเฉินวิกฤต สิทธิ UCEP ที่คนไทยต้องรู้
นโยบาย UCEP (Universal Coverage for Emergency Patients) หรือ "เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่" คือการที่รัฐเข้ามาดูแลค่าใช้จ่ายให้ผู้ป่วย ไม่ต้องสำรองจ่ายเงินค่ายา ค่าหมอ ค่าห้องฉุกเฉิน หรือค่าแล็บ ในช่วง 72 ชั่วโมงแรก เพื่อช่วยชีวิตคนไข้ให้พ้นขีดอันตรายก่อน แต่ในความจริง คำว่า "รัฐจ่ายให้หมด" จะต้องอยู่ภายใต้เกณฑ์และเงื่อนไข 3 ข้อ คือ 1.ฉุกเฉินวิกฤตสีแดงเท่านั้น 2.จ่ายตามอัตราที่กำหนด 3.ครอบคลุม 72 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ละเงื่อนไขมีรายละเอียดดังนี้
1. ต้องเป็นอาการ "ฉุกเฉินวิกฤต (สีแดง)" เท่านั้น
นี่คือจุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุด บางคนปวดท้องรุนแรงหรือแขนหัก หามส่งโรงพยาบาลเอกชนแล้วคิดว่าจะใช้สิทธิ UCEP ได้ฟรี แต่จริงๆ แล้ว สพฉ. จะคัดกรองเฉพาะ 6 อาการวิกฤตสีแดงที่เสี่ยงต่อชีวิตเท่านั้น ได้แก่
- หมดสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ
- เจ็บหน้าอกเฉียบพลันรุนแรง (หัวใจขาดเลือด)
- หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง ทางเดินหายใจติดขัด
- แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด (เส้นเลือดสมอง) หรือชักต่อเนื่องไม่หยุด
- มีอาการท่มีผลต่อการหายใจ การไหลเวียนของเลือด ระบบสมอง ที่อันตราย
- เหงื่อแตก ตัวเย็น หรือมีอาการชักร่วมด้วย
หากโรงพยาบาลประเมินแล้ว "ไม่เข้าเกณฑ์สีแดง" (เป็นสีเหลืองหรือเขียว) ผู้ป่วยจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งหมดตามราคาของโรงพยาบาลเอกชนนั้นๆ
กรณีป่วยฉุกเฉิน แต่ "ไม่วิกฤต" ผู้ป่วย สามารถเข้ารับการรักษาได้ที่ โรงพยาบาลรัฐที่ใกล้ที่สุด โดยรักษาได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ใช้เอกสารคือ บัตรประชาชนใบเดียว
2. รัฐจ่ายให้ตาม "อัตราที่กำหนด" (Fee Schedule)
คำว่ารัฐจ่ายหมด หมายถึง ผู้ป่วยไม่ต้องจ่าย แต่โรงพยาบาลเอกชนจะไปเบิกเงินจากกองทุนของรัฐ (เช่น บัตรทอง, ประกันสังคม, หรือข้าราชการ) ซึ่งรัฐมี "ราคากลาง" กำหนดไว้ชัดเจนว่า ค่ายาตัวนี้เบิกได้เท่าไหร่ ค่าห้องเท่าไหร่
สิ่งที่ผู้ป่วยอาจต้องจ่ายเพิ่ม: หากญาติหรือผู้ป่วยไปร้องขอการรักษาหรือบริการพิเศษที่ "เกินความจำเป็นในการกู้ชีพ" (เช่น ขอเปลี่ยนเป็นห้อง VIP, ขอใช้ยาตัวนอกบัญชีที่โรงพยาบาลแนะนำแต่ไม่ได้อยู่ในข้อบ่งชี้กู้ชีพ) ส่วนต่างตรงนี้ผู้ป่วยต้องจ่ายเอง
3. ความคุ้มครองจะสิ้นสุดลงทันทีเมื่อครบ 72 ชั่วโมง
จุดเปลี่ยนสำคัญคือ "หลัง 72 ชั่วโมง" หรือ "เมื่อพ้นวิกฤต" ความคุ้มครองจะสิ้นสุดลงทันทีเมื่อครบ 72 ชั่วโมง หรือเมื่อแพทย์ประเมินว่าผู้ป่วยปลอดภัยพอที่จะเคลื่อนย้ายได้แล้ว (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
หากยอมย้าย: โรงพยาบาลจะประสานงานส่งตัวผู้ป่วยกลับไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลตามสิทธิหลักของคุณ (เช่น รพ.ตามบัตรทองหรือประกันสังคม) ซึ่งจะรักษาฟรีต่อเนื่องตามสิทธิเดิม
หากปฏิเสธการย้าย: ถ้าญาติแจ้งว่า "ขอรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้ต่อ ไม่ยอมย้าย" ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ชั่วโมงที่ 73 เป็นต้นไป ผู้ป่วยจะต้องรับผิดชอบเองทั้งหมด 100% ตามราคาประเมินของโรงพยาบาลเอกชนนั้น
การทำความเข้าใจเงื่อนไขเหล่านี้ไว้ จะช่วยให้ไม่เกิดความเข้าใจผิดในการรับบริการ จนอาจทำให้เกิดความล่าช้าในการช่วยเหลือผู้ป่วยที่จำเป็นจริงๆ
ติดต่อฉุกเฉิน โทร 1669
ข้อมูลรวบรวมและเรียบเรียงโดยความช่วยเหลือจาก Ai
บริการรถพยาบาลฉุกเฉิน รพ.หลวงพ่อทวีศักดิ์ ชุตินธโรอุทิศ โทร. 1646 ตลอด 24 ชั่วโมง
รถพยาบาลฉุกเฉิน โรงพยาบาลหลวงพ่อทวีศักดิ์ฯ รับผิดชอบประชาชนในเขตพื้นที่ บางบอน 3 บางบอน 4 บางบอน 5 และพื้นที่หนองแขม บริเวณเลียบคลองภาษีเจริญฝั่งใต้ โดยมีโรงพยาบาลตากสินเป็นโรพยาบาลแม่โซน มีทีมในการให้การพยาบาลและช่วยเหลือเบื้องต้น ณ ที่เกิดเหตุและนำส่งโรงพยาบาลตามความเหมาะสมหรือตามความประสงค์ของญาติและผู้ป่วย สามารถเรียกใช้บริการที่เบอร์โทร. 1646 ตลอด 24 ชั่วโมง
ติดต่อแจ้งเหตุฉุกเฉินได้ผ่านช่องทางต่อไปนี้:
โทร. 1669 (สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ - ฟรีทั่วประเทศ)
โทร. 1646 (ศูนย์เอราวัณ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร)
โทร. 02-429-3575 ถึง 02-429-3581 (เบอร์ตรงของโรงพยาบาล)Back to top
หน่วยแพทย์กู้ชีวิต EMS SERVICES รพ.ราชพิพัฒน์
หน่วยแพทย์กู้ชีวิต EMS SERVICES รพ.ราชพิพัฒน์ ให้บริการด้านรถพยาบาลแบบครบวงจร โดยบุคลากรที่มีความชำนาญ ครบครันด้วยอุปกรณ์ในรถที่ทั้นสมัย ภายในรถสะอาด รวดเร็ว ปลอดภัย ทันใจ บริการ
SERVICES -บริการทางด้านการแพทย์ฉุกเฉิน (1669) -บริการรับ - ส่ง ผู้ป่วย COVID-19 -บริการส่งผู้ป่วยกลับบ้าน -บริการรับผู้ป่วยมาพบแพทย์ -บริการวิทยากรทางด้าน การแพทย์ฉุกเฉินให้ สถานศึกษา สถานประกอบการ ต่างๆ -บริการ Team Standby ให้กับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ตามเงื่อนไขการบริการของราชการ
โทร. 094-6857909 , 02-4440138 ต่อ 8939
Back to top
รายชื่อผู้ให้บริการรถพยาบาลเอกชน
ตัวอย่างรายชื่อผู้ให้บริการถพยาบาลฉุกเฉินเอกชน
- ศูนย์บริการรถพยาบาลสยาม บริการรถพยาบาลเอกชนที่มีมาตรฐาน รถพยาบาลสยาม บริการรถพยาบาลเอกชนที่มีมาตรฐาน ปฏิบัติงานโดยบุคลากรด้วยวิชาชีพพร้อมอุปกรณ์ที่ครบครัน ทันสมัยและได้มาตรฐาน
- Thai Refer Service บริการรถพยาบาล ศูนย์รถรับ-ส่งผู้ป่วยทั่วประเทศ 24 Hr. งานคอนเสิร์ต งานแข่งขัน กีฬา ต่างๆ กองถ่ายละคร งามสัมมนา รถAMBULANCE บริการดูแลผู้ป่วยไปเที่ยวพักผ่อน งาน Event ทั่วไป มี รถพยาบลฉุกเฉิน พร้อมบุคลากรทางการแพทย์
- ศูนย์รถพยาบาลทรัพย์วิไล บริการรถพยาบาล รับ-ส่ง ผู้ป่วย 24 ชั่วโมง ให้บริการด้านรถพยาบาลรับ-ส่งผู้ป่วย และ ด้านการพยาบาลในทุกรูปแบบ ทั้งด้านการจอด Standby งาน รวมไปถึง Home Medical Service
- รถพยาบาล 78 Responder Ambulance Service บริการรถพยาบาลฉุกเฉิน (Emergency Ambulance) เคลื่อนย้ายผู้ป่วย-ผู้ป่วยวิกฤต เครื่องบินพยาบาลรับส่งผู้ป่วยทั่วโลก VIP Medical Service ทีมบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อดูแลบุคคลสำคัญ บริการหน่วยปฐมพยาบาล
- The Good Ambulance รถพยาบาลเอกชน บริการ 24 ชั่วโมง บริการรถพยาบาลทั่วประเทศ ด้วยรถ พยาบาลที่มีอุปกรณ์ครบครัน พร้อมเจ้าหน้าที่ ที่ชำนาญในการเคลื่อนย้ายและดูแลผู้ป่วย ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรการช่วยเหลือฉุกเฉิน
- Your First Ambulance ยัวร์เฟิร์ส แอมบูแลนส์ บริการรถพยาบาลเอกชน เคลื่อนย้าย รับส่งผู้ป่วยนอนติดเตียง ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ หรือไม่สะดวกในการเดินทางด้วยตนเอง และ ในกรณี ฉุกเฉิน
- ศูนย์รถพยาบาลโชคชัย 4 พร้อมช่วยชีวิตท่าน บริการด้วยน้ำใจ ด้วยประสบการณ์ให้บริการมากกว่า 25 ปี ไม่ว่าท่านมีความประสงค์จะไปที่ใดทั้งภายในประเทศ และประเทศเพื่อนบ้าน เราสามารถให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
- 54 แอมบูแลนซ์ เซอร์วิส รถพยาบาลเอกชน ให้บริการเคลื่อนย้าย รับ-ส่งผู้ป่วย ส่งต่อระหว่างโรงพยาบาล และผู้ป่วยตามแพทย์นัด โดยทีมบุคลากรทางการแพทย์ตลอด 24 ชั่วโมง ทั่วประเทศ
Back to top
ข้อมูลนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมแสดงความรู้สึกได้นะครับ
บทความนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมให้คะแนนได้ที่นี่
★★★★★
คลิกที่ดาวเพื่อลงคะแนน
คะแนนเฉลี่ย: ⭐ 5 / 5 (จากผู้โหวต 1 คน)