
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบสาระสำคัญของกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571 - 2575) (แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14) และความก้าวหน้าของการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องของ สศช. ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. กรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จัดทำขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2561 เพื่อใช้เป็นกรอบกำหนดทิศทางภาพรวมของการพัฒนาประเทศในช่วงระยะเวลา 5 ปี โดยการจัดทำ (ร่าง) กรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ได้ดำเนินการผ่านกระบวนการที่เป็นระบบ รอบด้าน ครอบคลุม 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ (1) การทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ทรงคุณวุฒิรายบุคคล การจัดสนทนากลุ่มในระดับพื้นที่จำนวน 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ และการจัดสนทนากลุ่มร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในประเด็นการพัฒนาเฉพาะด้าน (2) การสำรวจความคิดเห็นจากสาธารณะผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และ (3) การทบทวนวรรณกรรมและศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติม โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพควบคู่กับการ ประยุกต์ใช้เครื่องมือการคาดการณ์อนาคตเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อประกอบการกำหนดทิศทางและกรอบการพัฒนาประเทศในระยะของแผน
2. ผลการทบทวนสถานการณ์พัฒนาประเทศ จากความก้าวหน้าของการขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 พบว่า เศรษฐกิจไทยยังสามารถขยายตัวได้แต่การเติบโตอยู่ในระดับต่ำและมีแนวโน้มถดถอยเชิงศักยภาพ จากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน เช่น การลงทุนที่ไม่เพียงพอ ข้อจำกัดด้านการวิจัยและพัฒนาภาระหนี้ในระดับสูง ซึ่งล้วนทำให้ความสามารถในการขยายตัวของเศรษฐกิจลดลงนอกจากนี้ประเทศไทยยังต้องเผชิญ กระแสการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและไม่แน่นอนมากขึ้น ทั้งจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความก้าวหน้าทาง เทคโนโลยี และโครงสร้างประชากรสูงวัย ซึ่งกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ
3. การจัดทำกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในครั้งนี้เพื่อเป็นกรอบกำหนดทิศทางภาพรวมของการ พัฒนาประเทศในช่วงระยะเวลา 5 ปีและใช้เป็นฐานสำคัญในการยกร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ซึ่งมุ่งจัดทำ “แผนที่ สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง” โดยมีลักษณะสำคัญ 2 ประการ คือ (1) การมีจุดเน้นและธีมการพัฒนาที่ชัดเจน โดยมุ่งเลือกดำเนินการเฉพาะประเด็นสำคัญของการพัฒนาในภาพรวม และ (2) มุ่งเน้นการขับเคลื่อนให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ผ่านการออกแบบกลไกที่เอื้อต่อการนำแผนไปสู่การปฏิบัติจริงและก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็น รูปธรรม ซึ่งในคราวประชุมสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติครั้งที่ 12/2568 เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เรียบร้อยแล้ว โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

วัตถุประสงค์
เพื่อให้ “เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้นอย่างทั่วถึง และยั่งยืน” โดยมุ่งยกระดับคุณภาพของ การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันและเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวของประเทศเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและลดความเปราะบางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และศักยภาพการพัฒนาในระยะยาว
ธีมการพัฒนา
“การเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการซ่อมและเสริมรากฐานให้มั่นคง ควบคู่ไปกับการสร้างความพร้อมและโอกาสสำหรับอนาคต”
หลักคิดนำทาง
หลักคิดร่วมที่ใช้เป็นกรอบในการกำหนดเสาหลักการพัฒนาการจัดลำดับความสำคัญของประเด็นการพัฒนา ตลอดจนการออกแบบกลยุทธ์ มาตรการ แผนงาน และโครงการของทุกภาคส่วนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ประกอบด้วย 4 ประการ ดังนี้
(1) การมุ่งยกระดับผลิตภาพของประเทศ (Productivity)
(2) การสร้างประโยชน์อย่างทั่วถึงแก่ประชาชน (Inclusiveness)
(3) การเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัว (Adaptability)
(4) สร้างภูมิคุ้มกันและความมั่นคง (Immunity)
แนวทางการจัดทำและขับเคลื่อน
ครอบคลุม 3 มิติ ดังนี้
(1) การสร้างเป้าหมายร่วมที่ชัดเจน (Vision) : มุ่งกำหนดวิสัยทัศน์ ทิศทางและ
เป้าหมายการพัฒนาที่ชัดเจน พร้อมข้อมูลเพียงพอให้ทุกภาคส่วนนำไปใช้เป็นกรอบกำหนดนโยบายและแนวทางดำเนินงานได้อย่างสอดคล้องกัน
(2) การสร้างแนวร่วมและความเข้าใจร่วม (Alignment) : มุ่งสร้างความเข้าใจและแนวร่วมการขับเคลื่อนในทุกระดับ ควบคู่กับการคำนึงถึงแรงจูงใจและข้อจำกัดของภาคีการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง
(3) การขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพ (Execution) : ออกแบบกลไกการขับเคลื่อน
ที่เชื่อมโยงแผนสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมระบบติดตามและประเมินผลที่นำไปสู่การเรียนรู้และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
เสาหลักการพัฒนา
(1) การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ (Transform the Economy)
การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจรายสาขาและยกระดับเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ : มุ่งยกระดับการผลิตเดิมที่มีศักยภาพให้มีผลิตภาพสูงขึ้น ทั้งในภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป และภาคการท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ ทั้งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (High Technology) อุตสาหกรรม ยานยนต์สมัยใหม่และชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมและบริการทางการแพทย์และสุขภาพ และอุตสาหกรรมบริการเพื่อสุขภาพ (Wellness Service) รวมทั้ง ส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม และการสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล
การพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการปรับตัวของแรงงาน ธุรกิจและภาครัฐ : มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อการพัฒนาทักษะแรงงาน การเข้าสู่ตลาดการปรับตัว และการแข่งขันของภาคธุรกิจอย่างเป็นธรรม รวมถึงส่งเสริมการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตจากกิจกรรมที่มีศักยภาพลดลง ไปสู่อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต
การลดสัดส่วนเศรษฐกิจนอกระบบ : มุ่งยกระดับระบบความคุ้มครองทางสังคม และสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการและแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบ
การพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้แข่งขันได้ อย่างเป็นธรรม : มุ่งส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ยกระดับศักยภาพของ SMEs และสนับสนุนการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิต
การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ : มุ่งรักษาเสถียรภาพทางการคลังเพื่อเพิ่มพื้นที่ทางการคลังของประเทศและยกระดับประสิทธิภาพของกลไกภาคการเงิน
(2) การปฏิรูปภาครัฐ (Reform the Public Sector)
การปฏิรูปการบริหารจัดการภาครัฐ : มุ่งทบทวนโครงสร้าง บทบาท และรูปแบบการบริหารจัดการภาครัฐให้มีขนาดเหมาะสม คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งยกระดับการดำเนินงานภาครัฐให้ยึดหลักธรรมาภิบาล มีความยืดหยุ่น เปิดกว้างและมุ่งผลสัมฤทธิ์
การปรับปรุงระเบียบ ขั้นตอน และกฎหมาย : มุ่งปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนการด าเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจ ยุคใหม่ และเอื้อต่อการแข่งขันทางการค้า
การแก้ไขปัญหาทุจริต คอร์รัปชัน : มุ่งเสริมสร้างระบบป้องกัน เฝ้าระวัง ตรวจสอบ กำกับดูแล และปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชันในทุกระดับและทุกรูปแบบอย่างมีประสิทธิภาพ

(3) การยกระดับทุนมนุษย์ (Upgrade Human Capital)
การส่งเสริมการมีจำนวน ประชากรรองรับการพัฒนา : ประเทศมุ่งรักษาอัตราการเกิดไม่ให้ลดลง ดึงศักยภาพของประชากรกลุ่มที่ยังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ บริหารจัดการแรงงานต่างชาติทักษะสูง และพัฒนาระบบบริหารจัดการเมืองให้ รองรับการเคลื่อนย้ายประชากร
การปรับแนวคิดและรูปแบบการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ : มุ่งเสริมสร้างทักษะพื้นฐานที่จำเป็น พัฒนาการศึกษาข้ามศาสตร์เพื่อสร้างบุคลากรที่มีสมรรถนะหลากหลาย ยกระดับบทบาทของมหาวิทยาลัยให้ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ กระจายอำนาจด้านการศึกษาให้แก่สถานศึกษาที่มีความพร้อม และพัฒนาระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ยืดหยุ่น
การปรับกลไกการพัฒนาทักษะแรงงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ : มุ่งยกระดับทักษะแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานทักษะระดับกลางและระดับต่ำพร้อมพัฒนา แพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกลางด้านแรงงาน (Digital Labor Infrastructure)
การวางรากฐานสวัสดิการสังคมที่มั่นคง : มุ่งพัฒนาระบบฐานข้อมูลทางสังคมแบบบูรณาการ ปรับระบบบริการสุขภาพไปสู่ระบบที่มุ่งเน้นคุณค่า ออกแบบสวัสดิการที่เอื้อต่อการเพิ่มผลิตภาพและส่งเสริมระบบสุขภาพเชิงป้องกัน
(4) การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน (Sustain Resources and the Environment)
การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เป็นฐานในการเติบโต ทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน : มุ่งบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ แก้ไขปัญหา PM2.5 จัดการขยะและของเสียอย่างเป็นระบบ รวมถึงส่งเสริมการใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและฟื้นฟูระบบนิเวศ
การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจและสังคมไทย : มุ่งส่งเสริมความสามารถและความพร้อมในการปรับตัวของทุกภาคส่วนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและสังคม พร้อมทั้งพัฒนาระบบข้อมูลและการบริหารจัดการภัยพิบัติแบบบูรณาการ
การมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน : มุ่งส่งเสริมการผลิตและการใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำในทุกภาคส่วน และพัฒนากฎหมาย ระเบียบ และกลไกการกำกับ ดูแลให้เอื้อต่อการขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ
(5) การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม (Transfer and Invest in Research, Technology and Innovation)
การลงทุนพัฒนา เทคโนโลยีและนวัตกรรม : มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีเป้าหมายและเทคโนโลยีเสี่ยงวิกฤติต่อโอกาสภาคการผลิตและบริการ เป้าหมายของประเทศ พร้อมทั้งกำหนดทิศทางและกลยุทธ์การลงทุนอย่างเหมาะสม
การพัฒนาระบบนิเวศ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม : มุ่งสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคส่วนในการวิจัยและพัฒนา ยกระดับการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยในเชิงพาณิชย์ และปรับปรุงระบบทรัพย์สินทางปัญญาให้เอื้อต่อการสร้างการคุ้มครอง และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรม
ทั้งนี้ สศช. ยังคงดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ (
14plan.nesdc.go.th) รวมทั้งดำเนินการหารือเพิ่มเติมกับภาคีการพัฒนาที่มีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 โดยการดำเนินการระยะต่อไป คณะกรรมการยกร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จะนำผลการรับฟังความคิดเห็นไปประกอบการจัดทำรายละเอียดของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ให้แล้วเสร็จตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2561 ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
4. สศช. แจ้งว่า การเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จะทำให้คณะรัฐมนตรีและส่วนราชการได้รับทราบทิศทางและสาระสำคัญของกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 และสามารถ 30 นำไปใช้ประกอบการจัดทำโครงการและคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 รวมทั้งการจัดทำและปรับปรุงแผนระดับที่ 3 ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนให้การขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศเป็นไปในทิศทาง เดียวกันและสอดคล้องกับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ได้ตั้งแต่ต้น
สรุปข่าวรายงาน
การประชุมคณะรัฐมนตรี 15 กันยายน 2569


กรอบระยะเวลาการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571 – 2575)


คาดว่าประกาศใช้ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ตุลาคม 2570Back to top
ข้อมูลนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมแสดงความรู้สึกได้นะครับ
บทความนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมให้คะแนนได้ที่นี่
★★★★★
คลิกที่ดาวเพื่อลงคะแนน
คะแนนเฉลี่ย: ⭐ 5 / 5 (จากผู้โหวต 1 คน)