1. ‘เทศกาลฯ’ ออกแบบประสบการณ์บนพื้นที่ทิ้งร้าง/ไม่ได้ถูกใช้งานด้วยเรื่องราวใหม่


กรุงเทพฯ มีพื้นที่ที่ไม่ได้ถูกใช้งานและถูกปล่อยละเลยหลายพื้นที่ ทั้งส่วนที่เป็นของหน่วยงานรัฐและเอกชน หนึ่งในนั้นคือหอเก็บน้ำประปาแห่งแรกในประเทศไทย บริเวณแยกแม้นศรี ย่านพระนคร ที่ถูกทิ้งร้างมานานกว่า 20 ปี ทว่าพื้นที่แห่งนี้กลับมีคุณค่าน่าสนใจอย่างมากในเชิงประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม โดยกลุ่มผู้ขับเคลื่อนของย่านพระนคร ‘ศูนย์มิตรเมือง’ (Urban Ally) ได้จัดทำโปรเจกต์ ‘ประปาแม้นศรี’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2566 - 2567 เปิดพื้นที่ให้คนในย่านและนอกย่านได้มามีปฏิสัมพันธ์กัน และใช้แนวคิด Festivalisation ในการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่พื้นที่สาธารณะในเมืองที่ตอบโจทย์คนทุกกลุ่ม นอกจากโปรเจกต์นี้จะทำให้พื้นที่ทิ้งร้างได้รับการปลุกชีวิตขึ้นมาใหม่ในช่วงวันงาน ยังทำให้หลายคนเห็นศักยภาพของพื้นที่สาธารณะแห่งนี้ในฐานะหมุดหมายสำหรับการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น กิจกรรมกรุงเทพกลางแปลง ที่นอกจากจะช่วยดึงดูดผู้คนและเปิดความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ให้กับย่านแล้ว ยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างความผูกพันระหว่างคนกับเมืองได้มากขึ้น นอกจากนี้กรุงเทพมหานครยังมีแผนเดินหน้าขับเคลื่อนแก้ปัญหาคนไร้บ้าน ด้วยการใช้พื้นที่ของ ‘ประปาแม้นศรี’ เป็น ‘บ้านอิ่มใจ’ เพื่อรองรับที่อยู่อาศัยของคนไร้บ้านในอนาคต ซึ่งจะเป็นการปรับปรุงพื้นที่ทิ้งร้างให้ถูกใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทางด้านอาคารเก่าสีส้มอายุนับร้อยปีในย่านเจริญกรุง - ตลาดน้อย อย่าง ‘อาคารชัยพัฒนสิน’ คุณสุกฤษฐิ์ ศรหิรัญ และคุณฐิติภา ศรหิรัญ ในฐานะทายาทรุ่นที่ 3 ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของย่านหลังการจัดเทศกาล จึงพัฒนาอาคารเก่าอายุกว่าร้อยปีของคุณตาที่ถูกปิดไว้และไม่ได้ใช้งาน ให้เป็นลานสเกตในร่ม ‘Jump Master Skate Haus’ สำหรับให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มาสัมผัสประสบการณ์ในพื้นที่มากขึ้น พร้อมการเข้าร่วมเป็นหนึ่งในพื้นที่จัดงานหลักของเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2565 และในปี 2567 ‘อาคารชัยพัฒนสิน’ ได้ขยายสู่การเป็น Community Space ในชื่อว่า ‘The Corner House Bangkok’ ซึ่งเป็นพื้นที่พบปะของกลุ่มคนสร้างสรรค์ ที่อัดแน่นไปด้วยงานดนตรี ศิลปะ และงานสร้างสรรค์ ทั้งหมดนี้ตอกย้ำว่าอาคารเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์สามารถปรับเปลี่ยนตามบริบททางสังคม โดยที่ยังคงไว้ซึ่งคุณค่าของอาคาร แต่เพิ่มฟังก์ชันของพื้นที่นั้น ๆ เพื่อรองรับกลุ่มผู้ขับเคลื่อนใหม่ ๆ ให้เข้ามาต่อยอดได้
Back to top
2. ‘เทศกาลฯ’ ออกแบบให้ ‘คน’ เชื่อมต่อกัน เพื่อขับเคลื่อนคุณค่าในย่าน


หัวใจของการจัดเทศกาลคือการเป็นพื้นที่สื่อกลางที่เชื่อมโยงผู้คนหลากหลาย ทั้งนักออกแบบ นักสร้างสรรค์ รวมทั้งผู้คนที่ใช้ชีวิตในย่าน ให้มาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นำไอเดียเหล่านั้นไปใช้แก้ไขปัญหาในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งสร้างคุณค่าให้ย่าน และทำให้ย่านต่าง ๆ เริ่มต้นขับเคลื่อนพื้นที่ของตัวเองในระยะยาว เช่น ย่าน ‘ปากคลองตลาด’ ที่เดิมทีเป็นที่รู้จักในฐานะย่านขายดอกไม้ที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในกรุงเทพฯ อาจารย์หน่อง-ผศ.ดร. สุพิชชา โตวิวิชญ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ใช้พื้นที่นี้เป็นโจทย์สำหรับวิชาอนุรักษ์สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นและพัฒนาชุมชน และมีการก่อตั้งเพจ Humans of Flower Market: มนุษย์ปากคลองฯ ไว้อยู่แล้ว เมื่อมีการจัดเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ จึงนับเป็นโอกาสอันดีในการนำโปรเจกต์ดังกล่าวมาเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลฯ เพื่อต่อยอดการทำงานร่วมกันระหว่างนักออกแบบพัฒนาเมืองกับชุมชน ผลลัพธ์ที่ได้นำมาสู่ ‘ปากคลอง Pop-Up’ ที่มีการจัดแสดงงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ เช่น ศิลปะจัดวาง นิทรรศการภาพถ่าย สื่อผสมจากเทคโนโลยี AR โดยมีจุดประสงค์เพื่อดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาชมงานออกแบบ แล้วแวะซื้อดอกไม้จากร้านค้าในปากคลองตลาดกลับไป นับเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ที่ทำให้ย่านนั้นเชื่อมโยงกับผู้คนได้หลากหลายมิติมากกว่าแค่การเป็นพื้นที่การค้าทั่วไป นอกจากนี้ ตลาดตะลักเกี๊ยะ ในย่าน ‘เจริญกรุง - ตลาดน้อย’ ซึ่งแต่เดิมจัดงานอยู่แล้ว มาเข้าร่วมกับเทศกาลเป็นปีที่ 3 โดยปีล่าสุดได้นำเสนอ ‘Friendly Market x Bangkok Design Week 2024’ ในธีม ‘Taste of New Road - Chinatown’ (รสชาติใหม่นิวโรด - ไชน่าทาวน์) บอกเล่าให้คนภายนอกได้รับรู้ความพิเศษของวัตถุดิบและเครื่องปรุงในย่าน ที่ท้าทายร้านค้าดั้งเดิมให้ออกแบบเมนูใหม่ ๆ ที่พ่อค้าแม่ค้าในชุมชนได้ Upskill ฝีมือและเพิ่มรายได้ระหว่างการจัดงาน นอกจากนี้ยังมีเวิร์กช็อปทำขนมดั้งเดิม เช่น ขนมอิ่วก้วย กุยช่ายไส้ข้าวเหนียวทรงเครื่อง และปั้นซาลาเปาเต่า+เขียนเต่า ที่เชื่อมคนต่างรุ่นให้ใกล้ชิดและส่งต่อวัฒนธรรมร่วมกัน อีกทั้งชุมชนตลาดน้อยยังตั้งใจอยากจัดเวิร์กช็อปนี้ให้ทุกคนได้มารับพรต้อนรับปีใหม่จีนไปด้วยกัน
Back to top
4. ‘เทศกาลฯ’ ฟื้นฟูภูมิปัญญาใกล้สูญหาย ให้กลับมาเข้าถึงง่าย


คุณค่าประการหนึ่งที่แฝงอยู่ในการจัดเทศกาลฯ คือการทำให้มรดกทางวัฒนธรรมภายในชุมชนที่ใกล้สูญหายไปตามกาลเวลากลับมาเป็นที่รู้จักในวงกว้างอีกครั้ง เช่น กิจกรรมของกลุ่ม Sense of Nang Loeng (ปี 2566) ที่นำละครชาตรี ศิลปะการละครอันทรงคุณค่าของชุมชนตลาดนางเลิ้ง ตลาดบกแห่งแรกของไทยที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 มาจัดแสดงในรูปแบบร่วมสมัย เพื่อรื้อฟื้นอัตลักษณ์ของย่านนางเลิ้งที่เป็นบ้านครูดนตรีไทยและคณะละครในอดีตขึ้นมาใหม่ และดึงดูดความสนใจให้คนรุ่นใหม่หันมาทำความรู้จักนางเลิ้งในอีกแง่มุมหนึ่งกันมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงพื้นที่สาธารณะให้กลายเป็นนิทรรศการชั่วคราว และต่อยอดชื่อเสียงในด้านอาหารอร่อยของดีประจำย่าน โดยเชิญนักออกแบบและนักสร้างสรรค์มืออาชีพเข้ามาร่วมคิดร่วมลงมือทำไปพร้อม ๆ กับคนในชุมชน เพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปินท้องถิ่นและบรรดาพ่อค้าแม่ค้าได้มีช่องทางแสดงออก มีโอกาสสร้างรายได้ ทั้งระหว่างการจัดเทศกาลฯ และต่อยอดไปสู่การทำโปรเจกต์พัฒนาชุมชนในระยะยาว เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม
Back to top
เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ จบแล้วไปไหนต่อ?
อาจเป็นคำถามที่หลายคนสงสัยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ว่าผลงานออกแบบที่ถูกจัดแสดงตลอด 9 วันในเทศกาลฯ นั้น จะถูกนำไปต่อยอดกับเมืองอย่างไรได้บ้าง?
เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2567 หรือ Bangkok Design Week 2024 ปีนี้ มาพร้อมโจทย์ที่ท้าทายอย่าง ‘HACK BKK’ ซึ่ง CEA ได้พัฒนาขึ้นร่วมกับกรุงเทพมหานคร เพื่อให้นักออกแบบ/นักสร้างสรรค์ได้ทดลองออกไอเดียแก้ปัญหาเมืองจากโจทย์ที่มีอยู่จริง โดยแนวทางแก้ปัญหาเหล่านี้จะถูกนำไปต่อยอดและพัฒนากับทาง Bangkok City Lab ของกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง พื้นที่สาธารณะ การอยู่ร่วมกันของคนและสัตว์ในเมือง ฯลฯ Back to top
การออกแบบและพัฒนาขนส่งระดับย่าน (Public Transportation) โปรเจกต์ ‘Go Go Bus!’


การออกแบบและพัฒนาขนส่งระดับย่าน (Public Transportation) โปรเจกต์ ‘Go Go Bus!’
บริการเดินรถไฟฟ้าขนาด 20 ที่นั่ง ที่มีการสำรวจเส้นทางใหม่เพื่อเชื่อมย่านเมืองเก่าจากเจริญกรุง - เยาวราช - พระนคร - นางเลิ้ง - ปากคลองตลาด ช่วยลดการใช้รถยนต์ในเขตเมืองเก่าที่มีที่จอดรถจำกัดและช่วยส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด โดยเป็นความร่วมมือของกลุ่มนักออกแบบ MAYDAY!เครือข่ายบัสซิ่งจากขอนแก่น และบริษัท อรุณพลัส จำกัด
Back to top
เกี่ยวกับเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ


เกี่ยวกับเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ
เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ หรือ Bangkok Design Week จัดขึ้นเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 โดยเป็นเทศกาลสำคัญที่ได้รับการบรรจุไว้ในปฏิทินกิจกรรมของกรุงเทพมหานคร และเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมทั้งร่วมผลักดันกรุงเทพมหานครให้เติบโตและโดดเด่นในฐานะเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก (UNESCO Creative City Network: UCCN) สาขาการออกแบบ (Bangkok City of Design) อีกด้วย
เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ ดำเนินการโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับผู้ร่วมจัดเทศกาลฯ ทั้งภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรระหว่างประเทศกว่า 60 หน่วยงาน รวมถึงนักออกแบบและธุรกิจสร้างสรรค์กว่า 2,000 ราย โดยมียอดผู้เข้าชมงานทั้งไทยและต่างประเทศรวมแล้วมากกว่า 400,000 คนในแต่ละปี โดยตลอด 6 ปีของการจัดงาน (พ.ศ. 2561 - 2566) เทศกาลฯ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ไม่น้อยกว่า 1,948 ล้านบาท เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ ไม่เพียงส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย ทั้งในแง่ของการเป็นเวทีแสดงผลงานของนักออกแบบและธุรกิจสร้างสรรค์ การกระตุ้นให้เกิดการแข่งขัน ตลอดจนการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ แต่ยังส่งผลกระทบเชิงบวกที่ขยายผลสู่ธุรกิจแวดล้อมต่าง ๆ เช่น การตลาด การพิมพ์ สื่อออนไลน์ แกลเลอรี ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ธุรกิจของฝาก-ของที่ระลึก โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว ที่พักโรงแรม บริการขนส่งมวลชน ฯลฯ
เกี่ยวกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน)
สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน): สศส. หรือ Creative Economy Agency (Public Organization): CEA เป็นหน่วยงานเฉพาะด้านที่ทำหน้าที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์สาขาต่าง ๆ ให้เติบโต และส่งเสริมให้ภาคการผลิตนำความคิดสร้างสรรค์ไปประยุกต์ใช้ในการเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ นำไปสู่การยกระดับศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจและประเทศในระดับสากล
Back to top