
กรุงเทพมหานครเชิญชวนมาร่วมเฉลิมฉลอง 100 ปี เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า (ในหลวงรัชกาลที่ 6) เนื่องในโอกาสวันสวรรคต ครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2568 และในโอกาสครบ 100 ปี สวนลุมพินี
สัมผัสเสน่ห์และจิตวิญญาณ ของสวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย ในงาน
“Lumpini Century Celebration : กิจกรรมการแสดงดนตรี 100 ปี สวนลุมพินี” การเฉลิมฉลองผ่านเสียงดนตรีที่จะเชื่อมโยงอดีตสู่ปัจจุบันอย่างลงตัว ดื่มด่ำบทเพลงจากศิลปินหลากสไตล์ บน 3 พื้นที่สัญลักษณ์: ลุมพินีสถาน ศาลาภิรมย์ภักดี Hawker Center วันที่ 26 - 30 เมษายน 2569 เริ่ม 17.00 น. เป็นต้นไป
✅ เข้าชมฟรีตลอดงาน!
ตารางการแสดง
26 เมษายน 2569
- ลุมพินีสถาน ROYAL BANGKOK SYMPHONY ORCHESTRA 17.00 น. เป็นต้นไป
- ศาลาภิรมย์ภักดี วงโปงลางมหานคร 17.30 น. เป็นต้นไป
- ศูนย์อาหาร วงดนตรีกรุงเทพมหานคร 17.30-19.00 น.
27 เมษายน 2569
- ลุมพินีสถาน วง บางกอกลีลาศ * (เต้นรํา จังวะบอลรูมและละติน) 17.00 น. เป็นต้นไป
- ศาลาภิรมย์ภักดี วง THE 1st APRIL วง NOTFAKE 17.30 น. เป็นต้นไป
- ศูนย์อาหาร วงดนตรีกรุงเทพมหานคร 17.30-19.00 น.
28 เมษายน 2569
- ลุมพินีสถาน BANGKOK METROPOLITAN ORCHESTRA 18.00 น. เป็นต้นไป
- ศาลาภิรมย์ภักดี วง BLACK SPACE วง EQUINOX 17.30 น. เป็นต้นไป
- ศูนย์อาหาร วงดนตรีกรุงเทพมหานคร 17.30-19.00 น.
29 เมษายน
- ลุมพินีสถาน วง THE BANGKOK (วงดนตรีไทยร่วมสมัย) 18.00 น. เป็นต้นไป
- ศาลาภิรมย์ภักดี วง ZIZTERS วง AGAIN 17.30 น. เป็นต้นไป
- ศูนย์อาหาร วงดนตรีกรุงเทพมหานคร 17.30-19.00 น.
30 เมษายน
- ลุมพินีสถาน NATIONAL SYMPHONY ORCHESTRA OF THAILAND 2569 18.00 น. เป็นต้นไป
- ศาลาภิรมย์ภักดี วง บางกอกลูกทุ่ง 17.30 น. เป็นต้นไป
- ศูนย์อาหาร วงดนตรีกรุงเทพมหานคร 17.30-19.00 น.

ตารางกิจกรรมการแสดงดนตรี 100 ปี สวนลุมพินี 26 - 30 เมษายน 2569
100 ปีแห่งการสืบสานพระราชปณิธาน รัฐบาล–กทม. จัดพิธีบวงสรวงและเปิดตัวกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 6 ณ สวนลุมพินี


19 เม.ย. 2569 เวลา 09.00 น. ณ พระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สวนลุมพินี เขตปทุมวัน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมเป็นเกียรติในพิธีบวงสรวงและแถลงข่าวการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า (รัชกาลที่ 6) เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตครบ 100 ปี วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 และวาระครบรอบ 100 ปี สวนลุมพินี สวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย โดยมี นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้บริหารส่วนราชการ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง
นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสสำคัญ 2 วาระ ได้แก่ ครบรอบ 100 ปี วันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และครบรอบ 100 ปี สวนลุมพินี โดยรัฐบาลได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ดำเนินการจัดกิจกรรมในวันที่ 25 เมษายน 2569 เวลา 18.00 น. ณ สวนลุมพินี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพระราชพิธีสักการะพระบรมราชานุสรณ์ และทอดพระเนตรการแสดงภายในงาน
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันสวนลุมพินีเป็นพื้นที่สาธารณะสำคัญที่รองรับกิจกรรมของประชาชนหลากหลายกลุ่ม ทั้งการออกกำลังกาย การพักผ่อน และกิจกรรมทางวัฒนธรรม โดยได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน และประชาชนในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ภายในงานเฉลิมพระเกียรติครั้งนี้จะมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การแสดงดนตรี การออกกำลังกาย เช่น แอโรบิก โยคะ ไทเก๊ก การแสดงบนเวทีลีลาศ รวมถึงการจัดแสดงมัลติมีเดียบนหอนาฬิกาที่ได้รับการบูรณะใหม่ ซึ่งจะเปิดให้เป็นพื้นที่กิจกรรมสำหรับประชาชนอย่างเต็มรูปแบบ
นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครจะจัดกิจกรรมต่อเนื่องระหว่างวันที่ 26–30 เมษายน 2569 โดยมีการแสดงดนตรี การแสดงแสง สี เสียง และการออกร้านอาหารจากทั้ง 50 เขต เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งมีแผนขยายกิจกรรมไปยังพื้นที่อื่น ๆ ในกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงกิจกรรมได้อย่างเท่าเทียม
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวด้วยว่า สวนลุมพินีถือเป็นพระราชมรดกสำคัญที่ยังคงมีชีวิตและอยู่คู่กับประชาชน เป็นสวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศที่เกิดจากพระราชดำริของรัชกาลที่ 6 ตั้งแต่ พ.ศ. 2462 และเคยมีแนวคิดจัดงาน “สยามรัฐพิพิธภัณฑ์” ในปี พ.ศ. 2468 แม้จะไม่ได้จัดขึ้น แต่ยังคงมีสัญลักษณ์สำคัญคือหอนาฬิกาที่อยู่คู่สวนลุมพินีมาจนถึงปัจจุบัน
กรุงเทพมหานครขอเชิญชวนประชาชนร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในวันที่ 25 เมษายน 2569 เวลา 18.00 น. ณ สวนลุมพินี และร่วมกันน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยสืบไป
สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงวางรากฐานสำคัญต่อการพัฒนาประเทศสู่ความเป็นสมัยใหม่ ตลอดจนเพื่อสืบสานพระราชปณิธานให้มีความหมายร่วมสมัย และส่งต่อคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เมือง และวัฒนธรรมสู่อนาคต ผ่านพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้
ทั้งนี้ กิจกรรมสำคัญประกอบด้วย การแสดงนาฏศิลป์ร่วมสมัยจากบทพระราชนิพนธ์เรื่อง “มัทนะพาธา” ที่ได้รับการรังสรรค์ในรูปแบบร่วมสมัยเพื่อถวายพระเนตร การแสดงลีลาศซึ่งสะท้อนวัฒนธรรมสังคมเมืองและการสืบทอดจากอดีตสู่ปัจจุบัน ตลอดจนการจัดแสดงแสง สี เสียง และมัลติมีเดียแมปปิ้ง ที่นำเสนอวิวัฒนาการของสวนลุมพินีและพระราชกรณียกิจสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้และร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างลึกซึ้ง [กรุงเทพมหานคร]Back to top
ประวัติสวนลุม
สวนลุมพินี หรือที่นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า สวนลุม เป็นสวนสาธารณะระดับย่านใจกลางกรุงเทพมหานคร บนที่ดินขนาดใหญ่จำนวน 360 ไร่ที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า ล้อมรอบด้วยถนนทั้ง 4 ด้าน คือ ถนนพระรามที่ 4 ถนนราชดำริ ถนนวิทยุ และถนนสารสิน ในพื้นที่แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน เปิดให้บริการตั้งแต่ พ.ศ. 2468 ถือเป็นสวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย ปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลโดยกรุงเทพมหานคร
เดิมพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานที่ดินผืนนี้ไว้สำหรับการจัดงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์ เพื่อจัดแสดงสินค้าไทยเป็นครั้งแรก และหลังจากจัดงานเสร็จสิ้นแล้วให้จัดทำเป็นสวนสาธารณะสำหรับประชาชนเข้ามาพักอาศัย พร้อมทั้งพระราชทานนามว่า "สวนลุมพินี" ซึ่งเป็นชื่อสถานที่ประสูติของพระโคตมพุทธเจ้าในประเทศเนปาล แต่เนื่องจากพระองค์เสด็จสวรรคตก่อน งานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์จึงถูกยกเลิก
การเตรียมพื้นที่จัดงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์
สวนลุมพินีเป็นสวนสาธารณะแห่งแรกของกรุงเทพมหานคร เป็นพระราชมรดกที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า (รัชกาลที่ 6) พระราชทานไว้แก่ชาวพระนคร โดยมีจุดเริ่มต้นใน พ.ศ. 2468 ซึ่งเป็นปีที่พระองค์ทรงครองราชสมบัติครบ 15 ปี เสมอด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประกอบกับเศรษฐกิจตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จึงมีพระราชดำริที่จะจัดงานแสดงพิพิธภัณฑ์สรรพสินค้าและทรัพยากรธรรมชาติ ดังเช่นประเทศตะวันตกที่ทำได้ผลมาแล้ว เรียกว่า สยามรัฐพิพิธภัณฑ์ โดยทรงเลือกบริเวณทุ่งศาลาแดง ซึ่งเป็นที่ดินส่วนพระองค์ที่เหลือจากการแบ่งไปให้เป็นพื้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปแล้ว เป็นสถานที่จัดงานเพื่อขยายกรุงเทพมหานครออกสู่ชานเมืองมากยิ่งขึ้น และทรงสละพระราชทรัพย์เป็นทุนประเดิมในการเตรียมสถานที่ พร้อมทั้งหารายได้จากการออกสลาก รายได้จากการจัดงาน และเงินบริจาคจากประชาชน[1] โดยมีพระราชดำริว่าเมื่อเลิกการจัดงานแล้ว สถานที่จัดงานดังกล่าวควรจัดทำเป็นสวนพฤกษชาติ เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาและใช้พักผ่อน ส่วนรายละเอียดงานประกอบด้วยการแสดงหัตถกรรม 11 อย่าง ที่จะมีการประกวดชิงรางวัลทั้งหมด มีกำหนดจัดงานในช่วงฤดูหนาว ประมาณเดือนมกราคมถึงมีนาคม พ.ศ. 2468 (นับศักราชแบบเก่า) และมีกำหนดพิธีเปิดงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์ในวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2468[2] ครั้งนั้นมีการขุดสระกว้าง สร้างเกาะลอยกลางน้ำ ตัดถนน และสร้างถาวรวัตถุ เช่น หอนาฬิกา ตึกแบบกรีก โดยพระองค์พระราชทานชื่อสวนสาธารณะว่า สวนลุมพินี ตามชื่อสถานที่ประสูติแห่งพระโคตมพุทธเจ้า ณ ตำบลลุมพินีวัน ประเทศเนปาล แต่เนื่องด้วยพระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ก่อนกำหนดเปิดงานประมาณ 2 เดือน งานดังกล่าวจึงถูกยกเลิกไปเนื่องจากอยู่ในช่วงไว้ทุกข์แด่พระองค์
Back to top
- พื้นที่ทิ้งขยะในจังหวัดพระนคร
เมื่อสิ่งก่อสร้างสำหรับงานถูกรื้อถอนออกไป สวนลุมพินีจึงถูกปล่อยเป็นพงรก[4] สองปีต่อมา (พ.ศ. 2470) กรมนคราทร กระทรวงมหาดไทย (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นกรมโยธาเทศบาล กรมโยธาธิการ และปัจจุบันถูกรวมเป็นกรมโยธาธิการและผังเมือง) เริ่มขนกองขยะจากตอนกลางของจังหวัดพระนคร ไปเทที่สระใหญ่ทางตอนเหนือฟากตะวันออกของสวนลุมพินี ทำให้น้ำในสระดังกล่าวเน่าเหม็นลง มีลูกน้ำเป็นจำนวนมาก และขยะดังกล่าวยังปิดทางทำให้น้ำไม่สามารถไหลลงคลองได้เหมือนในอดีต ทำให้เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต (แย้ม ณ นคร) และชาวตะวันตกที่อาศัยอยู่โดยรอบได้รับความเดือดร้อน จึงร่วมกันลงชื่อร้องเรียนต่อกรมนคราทร แต่กรมนคราทรก็ยังคงขนขยะไปเทลงสระนี้เช่นเดิมจนสระเต็มเมื่อ พ.ศ. 2472 กลุ่มผู้ร้องเรียนจึงทยอยย้ายออกจากพื้นที่ในช่วงดังกล่าว หลังจากนั้นเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิตสอบถามไปยังกรมนคราทร ได้รับคำตอบว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทในการสร้างสนามโปโล แต่เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิตสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเพราะเป็นวิธีทิ้งขยะทดแทนการถมในพื้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในอดีตที่ติดปัญหารถขนขยะไม่สามารถเข้าพื้นที่ดังกล่าวได้ในฤดูฝน ต่อมา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ชี้แจงว่าการเทขยะลงสระในสวนลุมพินีเป็นเพราะพระองค์พิจารณาสถานที่เป็นอย่างดีแล้ว และผู้ที่ได้รับกลิ่นเหม็นจากขยะดังกล่าว "ถือว่าเป็นจมูกส่วนน้อย แต่บังเอิญเป็นจมูกเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต และฝรั่ง"
วนาเริงรมย์
ปีถัดมา (พ.ศ. 2471) สวนลุมพินีได้ถูกรื้อฟื้นอีกครั้ง โดยนายพลตำรวจตรี พระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมือง (เทียบ อัศวรักษ์) อดีตจเรตำรวจ ข้าราชบริพารใกล้ชิดรัชกาลที่ 6 ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) เพื่อเช่าพื้นที่ด้านทิศใต้ของสวนลุมพินี จำนวน 90 ไร่ จัดทำเป็น วนาเริงรมย์ ในชื่อ สวนสนุก (ในลุมพินี) (อังกฤษ: SUAN S’ NUK (in Lumpini)) ประกอบด้วยการแสดงมหรสพ การขายอาหาร การละเล่น แข่งว่าว วิ่งวัว ชิงช้า ม้าหมุน ที่ให้ความเพลิดเพลินและความสนุกสนานแก่ประชาชน และนำค่าเช่าและค่าเข้าสวนสนุก ซึ่งคิดเป็นคนละ 10 ถึง 25 สตางค์ มาปรับปรุงที่ดิน โดยรัชกาลที่ 7 พระราชทานพระบรมราชานุญาตตามความประสงค์ของผู้เช่า เนื่องจากตรงกับพระราชปรารภของพระองค์ที่เห็นพื้นที่ถูกทิ้งร้างไม่สวยงาม เป็นปัญหา ควรนำมาใช้ประโยชน์ ให้ประชาชนใช้เที่ยวเล่น และพระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดสวนสนุก (ในลุมพินี) ด้วยพระองค์เองเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2472 โดยมีข้อตกลงในสัญญาว่า หากต้องการจัดงานประจำปี ต้องทำหนังสือขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเป็นคราว ๆ ไป ส่วนพื้นที่ที่เหลืออีก 270 ไร่ พระองค์พระราชทานให้กรมนคราทรดูแลตามเดิม และมีพระราชกระแสรับสั่งให้ใช้เป็นสวนสาธารณะเท่านั้นตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช ห้ามนำไปใช้ในกิจกรรมอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพระองค์ และ/หรือ กุลทายาท (คือพระมหากษัตริย์ไทยในราชวงศ์จักรีทุกพระองค์)
อย่างไรก็ตาม หลังการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 พระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมืองได้ทำหนังสือขออนุญาตรัฐบาลคณะราษฎรในขณะนั้นเพื่อจัดการเล่นพนันจับสลาก ซึ่งเคยได้รับอนุญาตในสมัยการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เนื่องจากถือเป็นรายได้หลักอย่างหนึ่งของสวนสนุก (ในลุมพินี) แต่คณะราษฎรไม่อนุญาตด้วยเห็นว่าขัดกับนโยบายกำจัดการเล่นพนันในขณะนั้น และคณะกรรมการสวนลุมพินีของกระทรวงมหาดไทยยังลงความเห็นให้คืนพื้นที่สวนลุมพินีทั้งหมดกลับมาเพื่อสร้างเป็นสวนสาธารณะ ดังนั้น เมื่อพระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมืองหมดสัญญาเช่าที่ดินสวนลุมพินีในเดือนเมษายน พ.ศ. 2477 จึงต้องเลิกกิจการสวนสนุก (ในลุมพินี) รวมระยะเวลาดำเนินกิจการประมาณ 4 ปี 6 เดือน[8] หลังจากนั้นสวนลุมพินีก็ถูกทิ้งเป็นที่รกร้างอีกครั้ง และเป็นสถานที่ที่เกิดเหตุฆาตกรรมขึ้นอยู่บ่อยครั้งBack to top
- โครงการปรับปรุงเป็นสวนสาธารณะและช่วงสงคราม
ใน พ.ศ. 2476 รัฐบาลคณะราษฎรได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นจำนวน 7 คน เพื่อดูแลโครงการจัดสร้างสวนลุมพินีให้เป็นสวนสาธารณะ แต่มีความล่าช้า จนปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ถูกหลวงวรนิติปรีชา (วรดี พรหมสาขา ณ สกลนคร) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร ตั้งกระทู้ถามในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2477 (นับศักราชแบบเก่า) อย่างไรก็ตาม ปีเดียวกันนี้หลังจากปิดสวนสนุก (ในลุมพินี) แล้ว พระสารสาสน์ประพันธ์ (ชื้น จารุวัสตร์) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการในขณะนั้น ได้เสนอความเห็นให้จัดสร้างสนามกีฬาในสวนลุมพินี แต่คณะกรรมการสวนลุมพินีคัดค้าน เนื่องจากเห็นว่าเป็นการละเมิดพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 6 และเห็นว่าในจังหวัดพระนครยังไม่มีสวนสาธารณะแบบเมืองอื่น ๆ หากจัดสร้างสนามกีฬา ความสงบจะหมดไป จะเต็มไปด้วยบุคคล ยวดยาน และเสียงเอิกเกริกแทน[9] ปีถัดมา (พ.ศ. 2478) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ 8) คณะกรรมการฯ จึงได้มอบหมายให้ หม่อมหลวงกรี เดชาติวงศ์ นายช่างชั้น 1 กองช่างนคราธร เข้ามาเป็นผู้ควบคุมดูแลการปรับปรุงพื้นที่สวนลุมพินี โดยหม่อมหลวงกรีได้ติดต่อนายโอวบุ้นโฮ้ว เศรษฐีชาวสิงคโปร์ ผู้ก่อตั้งยาหม่องตราเสือ ให้เข้ามาช่วยสร้างสนามกีฬาสำหรับเด็กขึ้น และจัดตั้งสวนเพาะชำขยายพันธุ์ไม้สำหรับตกแต่ง
ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2481 คณะกรรมการสวนลุมพินีได้เสนอให้รัฐบาลที่นำโดย พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) ในขณะนั้น อนุมัติให้กระทรวงมหาดไทยโอนกิจการสวนลุมพินีให้แก่เทศบาลนครกรุงเทพ (ปัจจุบันคือกรุงเทพมหานคร) ไปดูแลต่อ เพื่อให้การปรับปรุงสวนสาธารณะสำหรับประชาชนเป็นไปด้วยความรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลอนุมัติ โดยมีข้อกำหนดว่าจะต้องดำเนินการตามแผนผังเดิม และใช้เฉพาะในกิจการสวนสาธารณะเท่านั้น
ปีถัดมา (พ.ศ. 2482) รัฐบาลจอมพล แปลก พิบูลสงคราม อนุมัติให้จัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า ขึ้นที่ด้านหน้าทางเข้าหลัก ซึ่งอยู่บริเวณหัวมุมด้านตะวันตกเฉียงใต้ของสวนลุมพินี (ประตู 4 ในปัจจุบัน) ตามที่สมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์เสนอ และเป็นองค์แรกในโครงการจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหาวีรราชเจ้าของไทยในโบราณ ในจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศไทย รวม 7 พระองค์ ที่รัฐบาลจัดทำขึ้น[10] เนื่องจากพระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ 6 เกี่ยวกับการปลุกชาติ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐนิยมของรัฐบาล การก่อสร้างแล้วเสร็จและพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระปรมาภิไธยรัชกาลที่ 8 เสด็จมาทรงเปิดเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2485[11] ทำให้พระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 องค์ดังกล่าวเป็นภูมิสัญลักษณ์จุดใหม่ของสวนลุมพินี
อย่างไรก็ตาม แม้สวนลุมพินีจะถูกโอนไปอยู่ภายใต้การดูแลของเทศบาลนครกรุงเทพ และมีการก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 เป็นภูมิสัญลักษณ์จุดใหม่แล้ว แต่โครงการปรับปรุงสวนลุมพินีเป็นสวนสาธารณะก็ถูกระงับลง เนื่องจากในช่วงนั้นอยู่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งทหารญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นฝั่งประเทศไทย สวนลุมพินีจึงถูกลดบทบาทกลายเป็นที่ตั้งของค่ายทหารญี่ปุ่น ร่วมกับพื้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงเรียนช่างกลปทุมวัน โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งทั้งหมดตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์บัญชาการกองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่นประจำประเทศไทยที่ถนนสาทร
Back to top


ภาพโดย Peter Williams-Hunt - flickr.com/photos, สาธารณสมบัติ, ลิงก์
การเป็นสวนสาธารณะเต็มรูปแบบ
สวนลุมพินี พ.ศ. 2489 หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) รัฐบาลจอมพลแปลกได้ย้ายสถานที่จัดงานฉลองรัฐธรรมนูญจากเดิมที่เคยจัดที่สวนสราญรมย์ มาจัดที่สวนลุมพินี ในช่วง พ.ศ. 2495–2499 ซึ่งทำให้สวนลุมพินีเริ่มถูกเปลี่ยนสถานะเป็นพื้นที่สาธารณะมากขึ้น โดยมีการจัดแสดงสินค้า และการจัดงานลีลาศแบบตะวันตกขึ้น ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในกลุ่มวัยรุ่นในขณะนั้น ภายหลังจึงมีการสร้างอาคารลุมพินีสถานขึ้นสำหรับเป็นเวทีลีลาศโดยเฉพาะ โดยแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2496
สวนลุมพินีเคยมีภัตตาคารที่มีชื่อเสียงคือ Peninsula หรือชื่อภาษาไทย คือ กินรีนาวา ดำเนินกิจการโดย บริษัท ประสิทธิ์สิน จำกัด เจ้าของโรงแรมคิงส์โฮเต็ล ภายใต้สัญญาเช่าจากเทศบาลนครกรุงเทพเป็นเวลา 20 ปี โดยคิดค่าเช่าเดือนละ 6,000 บาท เปิดให้บริการเมื่อ พ.ศ. 2504 กินรีนาวาเป็นภัตตาคารขนาดใหญ่ที่จำหน่ายอาหารจีน สร้างเป็นรูปเรืออยู่กลางน้ำใกล้เกาะลอย แต่ถูกวิจารณ์จากการทำประติมากรรมส่วนหัวเรือเป็นรูปนางกินรีครึ่งตัวเชิดหน้าพร้อมทั้งยื่นถันเปลือยเปล่าทั้ง 2 เต้า ทำให้ถูกมองว่าเป็นทัศนะอุจาด และมีการตั้งกระทู้ถามในสภาผู้แทนราษฎร ทำให้ บจก.ประสิทธิ์สิน ต้องนำผ้ามาคลุมอกกินรี แต่เป็นผ้าบางซึ่งทำให้ยังสามารถมองทะลุปรุโปร่งได้ถึงถันอยู่ดี นอกจากนี้ยังถูกวิจารณ์ว่ามีคนครัวเทเศษอาหารจากห้องครัวลงน้ำ ทำให้น้ำในสระดังกล่าวเน่าเหม็นลง และส่งกลิ่นเหม็นไปจนถึงโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์[4] ทำให้สวนลุมพินีต้องออกมาตรการรักษาคุณภาพน้ำ แต่ บจก.ประสิทธิ์สิน ปฏิเสธ อย่างไรก็ตาม กินรีนาวาก็เกิดเหตุเพลิงไหม้ทั้งอาคารในวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2514 จากเหตุไฟฟ้าลัดวงจรในห้องครัว ทำให้ต้องปิดกิจการ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงพุทธทศวรรษ 2500 ถึงพุทธทศวรรษ 2510 พื้นที่อื่น ๆ ภายในสวนลุมพินีอีกหลายส่วนยังไม่ถูกใช้งานในเชิงสวนสาธารณะอย่างเต็มที่ตามพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 6 เนื่องจากเทศบาลนครกรุงเทพในขณะนั้นได้ปล่อยเช่าพื้นที่หลายส่วนให้เอกชนเช่าประกอบกิจการหลายอย่าง เช่น โรงผลิตไฟฟ้า โรงเรียนไทย โรงเรียนจีน เป็นต้น พร้อมทั้งมีคนไร้บ้านที่อาศัยสวนลุมพินีเป็นที่พักอาศัย และมีการตั้งตลาดกลางคืนเพื่อขายสินค้าภายในสวน[9] รวมถึงบริเวณตอนเหนือของสวนลุมพินีติดริมคลองไผ่สิงโต (ปัจจุบันถูกถมและทำเป็นถนนสารสินแทน) ยังถูกรุกล้ำเข้ามาตั้งบ้านเรือนหลายหลังคาเรือน ต่อมารัฐบาลและกรุงเทพมหานคร (กทม.) จึงเริ่มดำเนินการปรับปรุงสวนลุมพินีให้เป็นสวนสาธารณะอย่างแท้จริง โดย กทม. เริ่มว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาช่วยวางแผนในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2503–2510 พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการอีกหลายคณะระหว่าง พ.ศ. 2514–2517 โดยมีการออกแบบการวางผังหลายแบบ แต่ทุกแบบเน้นการรักษาโครงสร้างใหญ่ของแผนผังสวนเดิมตั้งแต่เมื่อแรกสร้างเอาไว้ โดยเฉพาะแนวถนนเดิม ในแผนผังสุดท้ายมีการแบ่งโซนกิจกรรมภายในสวนลุมพินีออกเป็น 2 โซนหลักอย่างชัดเจน โดยใช้ถนนแกนกลาง (จากประตู 1 ถนนวิทยุ ไปยังทิศตะวันตกเฉียงใต้ ผ่านเกาะกลาง ไปจนถึงลานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 บริเวณประตู 4) เป็นตัวแบ่ง โดยทิศเหนือเป็น "แดนร่มรื่น" (passive zone) ส่วนทิศใต้เป็น "แดนหรรษา" (active zone) ตลอดจนวางแผนจัดการชุมชนที่บุกรุกพื้นที่ตอนเหนือของสวนลุมพินีออกไปทั้งหมด
จากนั้นหลายปีถัดมาจึงมีการพัฒนาสวนลุมพินีตามแนวทางดังกล่าว โดยมีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงในเชิงรายละเอียดปลีกย่อยเป็นคราว ๆ ไป จนกระทั่งสวนลุมพินีกลายเป็นสวนสาธารณะเต็มรูปแบบในปัจจุบัน และมีงานระดับชาติหลายงานที่มาจัดขึ้นที่สวนลุมพินี เช่น การประกวดนางสาวไทย วันลอยกระทง วันเด็กแห่งชาติ และรายการโชว์จากต่างประเทศต่าง ๆ โดยมีการวางรางรถไฟเล็กเพื่อพาผู้โดยสารเยี่ยมชมโดยรอบบริเวณงานรวมถึงใช้จัดงานกาชาดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2561
100 ปี สวนลุมพินี
ใน พ.ศ. 2568 สวนลุมพินีจะมีอายุครบ 100 ปี กรุงเทพมหานครจึงจัดทำโครงการปรับภูมิทัศน์และปรับปรุงทัศนียภาพต่าง ๆ ภายในสวนให้ทันวาระครบรอบ โดยเริ่มมีการดำเนินการตั้งแต่ในสมัยที่หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ พ.ศ. 2558 หรือเป็นเวลา 10 ปีก่อนถึงวาระดังกล่าว [wikipedia]
Back to top
ภายในสวนลุมพินี
ภายในสวนลุมพินีมีองค์ประกอบดังนี้
- พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2485 เพื่อระลึกถึงมหากรุณาธิคุณขององค์ผู้ให้กำเนิดสวนลุมพินี
- ลานตะวันยิ้ม ลานเพื่อกิจกรรมนันทนาการที่ออกแบบเพื่อคนพิการโดยเฉพาะ เช่น มีทางลาดแทนขั้นบันได สนามเด็กเล่นชนิดพิเศษ ที่จอดรถคนพิการ และสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อคนด้อยโอกาสครบครัน
- อาคารลุมพินีสถาน เป็นที่พบปะสังสรรค์ พักผ่อนออกกำลังกายและฝึกอาชีพของผู้สูงอายุ เปิดบริการเวลา 08:00–18:00 น. ทุกวัน และในอาคารยังมีเวทีลีลาศหมุนได้ใช้เป็นที่จัดกิจกรรมลีลาศและฝึกสอนในวันเสาร์ – อาทิตย์ รวมถึงเป็นที่ตั้งของสโมสรพลเมืองอาวุโสแห่งเมืองกรุงเทพมหานคร
- ศูนย์สร้างโอกาสเด็กสวนลุมพินี ให้บริการแนะนำ ปรึกษา ช่วยเหลือ สอนหนังสือแก่เด็กเร่ร่อน เปิดบริการ 10:00–19:00 น. ทุกวัน
- ห้องสมุดประชาชนสวนลุมพินี เสนอบริการในรูปแหล่งค้นคว้าความรู้จากหนังสือและวิดีทัศน์ เปิดบริการเวลา 08:00–20:00 น. วันอังคาร–อาทิตย์
- ศูนย์เยาวชนลุมพินี นำเสนอกิจกรรมกีฬา และฝึกสอนแก่เด็กและเยาวชน จัดสถานที่และอุปกรณ์กีฬาไว้ให้บริการสมาชิก เช่น ฟุตบอล ว่ายน้ำ บาสเก็ตบอล ฝึกสอนลีลาศ เปิดบริการ วันจันทร์–ศุกร์ เวลา 10:00–20:00 น. และวันเสาร์–อาทิตย์ เวลา 10:00–18.00 น.
- ฮอว์กเกอร์เซ็นเตอร์ (Hawker Center) ศูนย์อาหารที่รวบรวมร้านอาหารข้างถนนจากผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ซึ่งเคยตั้งกระจัดกระจายรอบพื้นที่สวนลุมพินีมารวมไว้ในจุดเดียว โดยความร่วมมือกับไลน์แมนวงใน
- จักรยานน้ำ เป็นจุดบริการของกรุงเทพมหานคร โดยสำนักวัฒนธรรมกีฬาและการท่องเที่ยว
- ธรรมะในสวน กิจกรรมทางพุทธศาสนา เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยมีการทำบุญตักบาตร และแสดงธรรมะโดยพระสงฆ์ ทุกวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน เวลา 06:00–08:00 น.
- ดนตรีในสวน มีการจัดแสดงดนตรีไทยและสากล เช่น การบรรเลงเพลงจากวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ
Back to top
ข้อมูลนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมแสดงความรู้สึกได้นะครับ
บทความนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมให้คะแนนได้ที่นี่
★★★★★
คลิกที่ดาวเพื่อลงคะแนน
คะแนนเฉลี่ย: ⭐ 5 / 5 (จากผู้โหวต 1 คน)