สูตรคำนวน CARE สำหรับประกันสังคมมาตรา 33 และมาตรา 39 เป็นการปรับสูตรคำนวณค่าจ้างเฉลี่ยสำหรับการคำนวณเงินบำนาญชราภาพ โดยนำค่าจ้างเฉลี่ยตลอดช่วงเวลาที่ผู้ประกันตนส่งเงินสมทบ มาปรับเป็นมูลค่าปัจจุบัน ก่อนเฉลี่ย และปรับค่าตามคะแนนบำนาญชราภาพ (Pension Point) เพื่อให้สอดคล้องกับรายได้ที่แท้จริงของผู้ประกันตน
สูตรคำนวน CARE ผ่านมติคณะกรรมการประกันสังคม เมื่อ 29 กรกฎาคม 2568 สำนักงานประกันสังคม จัดให้มีการรับฟังความเห็นจากผู้ประกันตนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านทางออนไลน์ระบบกลางทางกฎหมาย www.law.go.th ตั้งแต่วันที่ 1 – 17 ตุลาคม 2568 และจะเปิดรับฟังความคิดเห็น 10 ตุลาคม 2568 และคาดว่าสูตรใหม่จะเริ่มใช้ 1 มกราคม 2569

สูตร CARE คำนวนบำนาญชราภาพแบบใหม่
หลักการของการปรับสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39
1. ปรับวิธีการ "คำนวณเงินบำเหน็จชราภาพ" สำหรับผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบ "ต่ำกว่า 12 เดือน"
ปัจจุบัน : จ่ายเท่ากับจำนวนเงินสมทบของผู้ประกันตน
ข้อเสนอใหม่ : จ่ายเท่ากับจำนวนเงินสมทบของผู้ประกันตนและของนายจ้างพร้อมผลประโยชน์ตอบแทนซึ่งคำนวณเหมือนกับผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบ 12 เดือนขึ้นไป
2. ปรับวิธีการ "คำนวณอัตราบำนาญ" สำหรับการคำนวณบำนาญชราภาพในกรณีผู้ประกันตน "จ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือน"
ปัจจุบัน : มีการปรับเพิ่มอัตราบำนาญในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อระยะเวลาที่จ่ายเงินสมทบครบทุก 12 เดือน ยกตัวอย่าง เช่น ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้ว 200 เดือน จะได้รับอัตราบำนาญพื้นฐานร้อยละ 20 สำหรับ 180 เดือนแรก ส่วนอีก 20 เดือนที่เหลือ ในทุก ๆ 12 เดือน จะได้รับอัตราบำนาญเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ดังนั้น จะเหลือเศษของเดือน (20-12) อีก 8 เดือน ซึ่งจะไม่นำมาคำนวณเป็นอัตราบำนาญที่เพิ่มให้ ดังนั้น ผู้ประกันตนรายนี้จึงได้รับอัตราบำนาญเท่ากับ (20 + 1.5) ร้อยละ 21.5
ข้อเสนอใหม่ : ปรับเพิ่มอัตราบำนาญตามเดือนที่ส่งเงินสมทบเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 0.125 ต่อเดือน (ไม่ตัดเศษเดือนทิ้ง) ยกตัวอย่าง เช่น ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้ว 200 เดือน จะได้รับอัตราบำนาญพื้นฐานร้อยละ 20 สำหรับ 180 เดือนแรก ส่วนอีก 20 เดือนที่เหลือ ให้คำนวณอัตราบำนาญโดยนำ 20 (เดือน) x 0.125 (1 ใน 12 เดือน ของ 1.5) จะได้เท่ากับร้อยละ 2.5 ดังนั้น ผู้ประกันตนรายนี้จะได้รับอัตราบำนาญเท่ากับ (20 + 2.5) ร้อยละ 22.5
3. ปรับวิธี "คำนวณฐานค่าจ้าง" สำหรับ "คำนวณเงินบำนาญ"
ปัจจุบัน : คำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายที่นำส่งเงินสมทบ
ข้อเสนอใหม่ : คำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ยทุกเดือนที่ส่งเงินสมทบ โดยปรับค่าจ้างในอดีตทุกเดือนเป็นค่าเงินปัจจุบันก่อนมาเฉลี่ย (Career Average Revalue Earnings: CARE)
4. การชดเชย
4.1 สำหรับผู้ที่กำลังจะเริ่มรับบำนาญและพบว่าได้รับบำนาญลดลง กำหนดช่วงเปลี่ยนผ่านระยะ 5 ปี โดย
- ผู้ที่เกษียณภายในปีแรกหลังปรับสูตรบำนาญ หากสูตรใหม่ได้น้อยกว่าสูตรเก่า ให้ชดเชยส่วนต่าง 100%
- ผู้ที่เกษียณปีที่ 2 ชดเชย 80%
- ผู้ที่เกษียณปีที่ 3 ชดเชย 60%
- ผู้ที่เกษียณปีที่ 4 ชดเชย 40%
- ผู้ที่เกษียณปีที่ 5 ชดเชย 20%
เช่น ผู้ที่เกษียณปีที่ 2 หลังออกกฎหมาย หากคำนวณสูตรเดิมได้ 5,000 บาท แต่สูตรใหม่ได้ 4,000 บาท (ลดลง 1,000 บาท) จะได้ชดเชย 800 บาท รวมได้บำนาญ 4,800 บาท
4.2 สำหรับผู้รับบำนาญอยู่ เมื่อคำนวณบำนาญใหม่ให้ผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้ว หากคำนวณใหม่แล้วเพิ่มขึ้นให้ปรับเพิ่มบำนาญตามสูตรใหม่ในเดือนถัดไป ไม่มีการชดเชยย้อนหลังในเดือนที่ได้รับบำนาญไปแล้ว
***ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมได้จัดทำ***
(1) โปรแกรมทดสอบคำนวณบำนาญ
https://sso.thaith.ai/care/
(2) ตัวอย่างการคำนวณบำนาญสูตร CARE และคำถามที่พบบ่อย CARE FAQ เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้เข้าไปศึกษาด้วยแล้วตามไฟล์ที่แนบ
ผู้เกี่ยวข้อง
- ผู้ประกันตนมาตรา 33
- ผู้ประกันตนมาตรา 39
- ผู้มีสิทธิรับเงินบำนาญชราภาพ
- ผู้รับเงินบำนาญชราภาพ
ปัจจุบันมีกว่า 570,000 คน ได้รับบำนาญไม่เป็นธรรมจากสูตรบำนาญแบบเดิม
รศ.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคม ฝ่ายผู้ประกันตน เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้รับบำนาญอยู่ประมาณ 800,000 คน โดยแต่ละปีจ่ายเงินบำนาญกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งกว่า 570,000 คน ได้รับบำนาญไม่เป็นธรรมจากสูตรบำนาญแบบเดิม เพราะคนกลุ่มนี้จ่ายเงินสมทบมากกว่าเงินบำนาญที่ควรจะได้รับ และมีเพียงกว่า 200,000 คนที่ได้รับบำนาญที่เหมาะสมอยู่แล้ว จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ต้องทบทวนปรับสูตรบำนาญชราภาพBack to top
Related news
ประเด็นข่าวเกี่ยวข้อง จากการประชุมรับฟังความคิดเห็น “การปรับปรุงสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39” วันที่ 10 ตุลาคม 2568 ที่ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก
สำหรับการรับฟังความเห็นจากประชาชน จะมีไปจนถึงวันที่ 17 ต.ค.นี้ หลังจากนั้น คณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพฯ จะนำความเห็นประเมิน ก่อนเสนอคณะกรรมการประกันสังคม ภายในเดือน ธ.ค.นี้ และเสนอรมว.แรงงาน เพื่อเสนอที่ประชุม ครม.ให้เห็นชอบ ก่อนออกประกาศเป็นกฎกระทรวงต่อไป โดยคาดว่าสามารถเริ่มใช้ปี 2569
ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมได้จัดทำโปรแกรมทดสอบคำนวณบำนาญ https://sso.thaith.ai/care/ นอกจากนี้ สำนักงานประกันสังคมได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนและประชาชนทั่วไป ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านระบบกลางทางกฎหมาย ได้ที่ www.law.go.th หรือผ่านแอปพลิเคชัน Line Official Account ของสำนักงานประกันสังคม
Back to top
ตัวอย่าง การคำนวณบำนาญสูตร CARE


ตัวอย่าง การคำนวณบำนาญสูตร CARE
หมายเหตุ: ผู้ที่สนใจสามารถทดลองคำนวณบำนาญโดยการกรอกข้อมูลเองได้ที่ https://sso.thaith.ai/care/
ตัวอย่างการคำนวณรวมสมมติฐานดังต่อไปนี้
1. กฎหมายเริ่มใช้มกราคม 2569 และกำหนดช่วงเปลี่ยนผ่าน มีการชดเชยหากบำนาญสูตร CARE น้อย กว่าสูตรเก่าเป็นระยะเวลา 5 ปีถึงธันวาคม 2573
2. เพดานค่าจ้างปรับเพิ่มเป็น 17,500 บาทตั้งแต่ มกราคม 2569 และปรับเป็น 20,000 บาท ตั้งแต่ มกราคม 2572 และปรับเป็น 23,000 บาท ตั้งแต่ มกราคม 2575
ตัวอย่างที่ 1 – ผู้รับบำนาญอยู่ และได้ปรับเพิ่ม
ประวัติผู้ประกันตน: ผู้ประกันมาตรา 33 ส่งเงินสมทบต่อเนื่องตั้งแต่ ธันวาคม 2451 ค่าจ้างเริ่มต้น 5,000 บาท และปรับเพิ่มเดือนละ 0.3% จนถึงธันวาคม 2563 หลังจากนั้นเปลี่ยนมาส่งมาตรา 39 จนถึง เดือนกันยายน 2568 รวมส่งเงินสมทบ 321 งวด รับบำนาญอยู่เดือนละ 1,902 บาท
แนวทางการคำนวณ: เป็นผู้ที่รับบำนาญอยู่จึงต้องคำนวณบำนาญสูตร CARE เปรียบเทียบให้
บำนาญสูตรใหม่ CARE: อัตราบำนาญ 37.625% ฐานค่าจ้าง 9,544 บาท ได้บำนาญเดือนละ 3,591 บาท
บำนาญที่ได้รับ: ปรับเพิ่มบำนาญตั้งแต่เดือนถัดไป เป็นเดือนละ 3,591 บาท
.....
ตัวอย่างที่ 2 - ผู้รับบำนาญอยู่ และได้เท่าเดิม
ประวัติผู้ประกันตน: ผู้ประกันมาตรา 33 ส่งเงินสมทบต่อเนื่องตั้งแต่ ธันวาคม 2451 ค่าจ้างเริ่มต้น 4,000 บาท และปรับเพิ่มเดือนละ 0.3% จนถึงธันวาคม 2561 ค่าจ้าง 8,209 บาท หลังจากนั้นตั้งแต่มกราคม 2562 – ธันวาคม 2566 ค่าจ้างเพิ่มเป็น 15,000 บาทในช่วง 60 เดือนสุดท้าย ส่งเงินสมทบรวม 301 งวด รับบำนาญ อยู่เดือนละ 5,250 บาท
แนวทางการคำนวณ: เป็นผู้ที่รับบำนาญอยู่จึงต้องคำนวณบำนาญสูตร CARE เปรียบเทียบให้
บำนาญสูตรใหม่ CARE: อัตราบำนาญ 35.125% ฐานค่าจ้าง 9,549 บาท ได้บำนาญเดือนละ 3,354 บาท
บำนาญที่ได้รับ: เนื่องจากเป็นผู้รับบำนาญอยู่ จึงจ่ายบำนาญตามเดิมที่มากกว่า เดือนละ 5,250 บาท
.....
ตัวอย่างที่ 3 – ผู้เกิดสิทธิในช่วงเปลี่ยนผ่าน และสูตร CARE จ่ายสูงขึ้น
ประวัติผู้ประกันตน: ผู้ประกันมาตรา 33 ส่งเงินสมทบต่อเนื่องตั้งแต่ ธันวาคม 2451 ค่าจ้างสมทบสูงสุดติด เพดานค่าจ้างทุกเดือนจนถึงกรกฎาคม 2569 รวมส่งเงินสมทบ 331 งวด
แนวทางการคำนวณ: เป็นผู้ที่จะรับบำนาญในช่วงเปลี่ยนผ่าน ต้องคำนวณบำนาญทั้งสูตร CARE และสูตรเก่า เทียบกัน
บำนาญสูตรเดิม: อัตราบำนาญ 38% ฐานค่าจ้าง 15,250 บาท ได้บำนาญเดือนละ 5,795 บาท
บำนาญสูตรใหม่ CARE: อัตราบำนาญ 38.875% ฐานค่าจ้าง 15,250 บาท ได้บำนาญเดือนละ 5,928 บาท
บำนาญที่ได้รับ: สูตรใหม่ได้สูงกว่า จึงได้รับบำนาญเดือนละ 5,928 บาท
.....
ตัวอย่างที่ 4 – ผู้เกิดสิทธิในช่วงเปลี่ยนผ่าน และได้รับการชดเชย
ประวัติผู้ประกันตน: ผู้ประกันมาตรา 33 ส่งเงินสมทบต่อเนื่องตั้งแต่ ธันวาคม 2451 ค่าจ้างเริ่มต้น 6,500 บาท และปรับเพิ่มเดือนละ 0.3% โดยจะเกษียณอายุ ธันวาคม 2570 รวมส่งเงินสมทบ 348 งวด
แนวทางการคำนวณ: เป็นผู้ที่จะรับบำนาญในช่วงเปลี่ยนผ่าน ต้องคำนวณบำนาญทั้งสูตร CARE และสูตรเก่า เทียบกัน
บำนาญสูตรเดิม: อัตราบำนาญ 41% ฐานค่าจ้าง 15,942 บาท ได้บำนาญเดือนละ 6,536 บาท
บำนาญสูตรใหม่ CARE: อัตราบำนาญ 41% ฐานค่าจ้าง 14,974 บาท ได้บำนาญเดือนละ 6,139 บาท
บำนาญที่ได้รับ: ได้รับการชดเชย 80% ของบำนาญที่ลดลง รวมได้บำนาญ 6,139 + 80% x (6,536 – 6,139) = 6,457 บาทต่อเดือน
.....
ตัวอย่างที่ 5 – ผู้เกิดสิทธิหลังช่วงเปลี่ยนผ่าน
ประวัติผู้ประกันตน: ผู้ประกันมาตรา 33 ส่งเงินสมทบต่อเนื่องตั้งแต่ ธันวาคม 2451 ค่าจ้างเริ่มต้น 6,500 บาท และปรับเพิ่มเดือนละ 0.3% โดยจะเกษียณอายุ มกราคม 2574 รวมส่งเงินสมทบ 385 งวด
แนวทางการคำนวณ: พ้นช่วงเปลี่ยนผ่าน คำนวณบำนาญตามสูตร CARE เพียงวิธีเดียว
บำนาญที่ได้รับ: อัตราบำนาญ 45.625% ฐานค่าจ้าง 17,354 บาท ได้บำนาญเดือนละ 7,918 บาท
ที่มาจาก Law.go.thBack to top
FAQ คำถามที่พบบ่อย: สูตรบำนาญ CARE
คำถาม: สูตรบำนาญใหม่ (CARE) ต่างจากสูตรเดิมอย่างไร
คำตอบ: บำนาญยังคงคิดจาก อัตราบำนาญ x ฐานค่าจ้าง แต่วิธีคิดทั้งสองส่วนเปลี่ยนไป
- สูตรเดิมอัตราบำนาญ 20% + 1.5% ต่อปีที่สมทบมากกว่า 15 ปี (ไม่คิดเศษเดือน) แต่สูตร CARE ปรับเพิ่ม อัตราบำนาญให้ทุกเดือนที่สมทบเพิ่ม เดือนละ 0.125%
- สูตรเดิมคำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ในขณะที่ สูตร CARE คำนวณฐานค่าจ้างเฉลี่ยตลอดการ ส่งเงินสมทบ (โดยปรับเป็นค่าเงินปัจจุบัน)
คำถาม: การปรับฐานค่าจ้างที่นำส่งในอดีตให้เป็นค่าเงินปัจจุบันทำอย่างไร
คำตอบ: ใช้แต้มบำนาญ (Pension Points) โดยมี 3 ชั้นตอน ดังนี้
- ในแต่ละเดือนที่ผู้ประกันตนส่งเงินสมทบ จะได้แต้มเท่ากับ ค่าจ้างที่นำส่งเงินสมทบ หารด้วย ค่าจ้างเฉลี่ย ของระบบในเดือนนั้น (เช่น ค่าจ้างสมทบ 11,000 บาท ค่าจ้างเฉลี่ยระบบ 10,000 บาท จะได้ 1.1 คะแนน)
- คำนวณแต้มทุกเดือนที่ส่งเงินสมทบ บวกกัน แล้วหารด้วยจำนวนเดือนทั้งหมด
- ปรับแต้มเฉลี่ยกลับเป็นฐานค่าจ้าง โดยคูณด้วย ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายของระบบ คำนวณ ณ วันที่ เกิดสิทธิรับบำนาญ ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้ต้องไม่เกินเพดานค่าจ้างตามกฎหมายเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย
คำถาม: ค่าจ้างเฉลี่ยของระบบคืออะไร
คำตอบ: ในแต่ละเดือน สำนักงานประกันสังคมจะประกาศค่าจ้างเฉลี่ย คำนวณจากสถิติค่าจ้างของ ผู้ประกันตนมาตรา 33 ทุกคนที่นำส่งเงินสมทบในเดือนนั้น
คำถาม: ผู้รับบำนาญอยู่แล้ว จะได้รับผลกระทบอย่างไร
คำตอบ: เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ สำนักงานประกันสังคมจะคำนวณบำนาญให้ใหม่
- หากคำนวณได้เพิ่มขึ้น สำนักงานจะปรับเพิ่มบำนาญให้อัตโนมัติในเดือนถัดไป
- หากคำนวณได้เท่าเดิมหรือลดลง ผู้รับบำนาญจะได้รับบำนาญเท่าเดิม
คำถาม: สูตร CARE เมื่อเทียบกับสูตรเดิมแล้วจะทำให้บำนาญเพิ่มขึ้นหรือลดลง
คำตอบ: ขึ้นอยู่กับแนวโน้มการเติบโตของค่าจ้างของผู้ประกันตนแต่ละคน เช่น
- ผู้ประกันตนส่วนใหญ่ ที่ค่าจ้างค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทุกปี จะได้รับบำนาญใกล้เคียงกับสูตรเดิม
- ผู้ประกันตนที่ค่าจ้างสมทบเต็มเพดาน 15,000 บาทมาตลอด จะได้รับบำนาญเท่ากับสูตรเดิม
- ผู้ประกันตนที่ค่าจ้างสูงเป็นระยะเวลานาน แล้วเปลี่ยนมาเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 (หรือเป็นมาตรา 33 ที่ค่าจ้างลดลง) ในช่วงท้าย จะได้บำนาญเพิ่มขึ้น
- ผู้ประกันตนที่ค่าจ้างต่ำเป็นระยะเวลานาน แล้วค่าจ้างสูงอย่างก้าวกระโดดในช่วง 5 ปีสุดท้าย จะได้ บำนาญลดลงจากสูตรเดิม
คำถาม: หากคำนวณบำนาญแล้วได้ลดลง จะมีการชดเชยให้หรือไม่
คำตอบ: สำนักงานประกันสังคมกำหนดช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีหลังมีการแก้ไขกฎหมายสูตรบำนาญ โดยผู้ที่เกิด สิทธิรับบำนาญในช่วงนี้ มีสิทธิได้รับการชดเชยเมื่อคำนวณแล้วสูตรบำนาญใหม่น้อยกว่าสูตรบำนาญเดิม เช่น สูตรเดิมได้บำนาญ 5,000 บาท แต่สูตรใหม่ได้บำนาญเพียง 4,000 บาท จะมีสิทธิได้รับการชดเชย ดังนี้
- ผู้ที่เกษียณในปีแรกหลังแก้ไขกฎหมาย จะได้รับการชดเชยส่วนต่าง 100% -> ได้รับบำนาญ 5,000 บาท
- ผู้ที่เกษียณในปีที่ 2 จะได้รับการชดเชยส่วนต่าง 80% -> ได้รับบำนาญ 4,800 บาท
- ผู้ที่เกษียณในปีที่ 3 จะได้รับการชดเชยส่วนต่าง 60% -> ได้รับบำนาญ 4,600 บาท -ผู้ที่เกษียณในปีที่ 4 จะได้รับการชดเชยส่วนต่าง 40% -> ได้รับบำนาญ 4,400 บาท
- ผู้ที่เกษียณในปีที่ 5 จะได้รับการชดเชยส่วนต่าง 20% -> ได้รับบำนาญ 4,200 บาท
คำถาม: การปรับสูตรบำนาญมีผลกับความยั่งยืนของกองทุนหรือไม่
คำตอบ: การปรับสูตรบำนาญทำให้กองทุนมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นในระยะกลาง โดยเฉพาะจากกติกาการช่วยเหลือ ผู้รับบำนาญอยู่และการชดเชยให้ผู้ที่จะเริ่มรับบำนาญภายใน 5 ปีในช่วงเปลี่ยนผ่าน
เพื่อให้ระบบบำนาญมีความยั่งยืนในการจ่ายสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตนในระยะยาว สำหรับทั้งผู้ที่รับบำนาญ อยู่และผู้ที่จะเกษียณในอนาคต คณะกรรมการประกันสังคมมีแนวทาง ดังนี้
- ปรับเพิ่มเพดานค่าจ้างในการคำนวณสิทธิประโยชน์และเงินสมทบอย่างต่อเนื่อง ตามค่าเงินที่เปลี่ยนไป (จากเดิม 15,000 บาทคงที่ ตั้งแต่พ.ศ. 2533 ถึงปัจจุบัน) โดยเริ่มต้นที่ 17,500 บาท ในปี 2569 ต่อด้วย 20,000 บาทในปี 2572 และ 23,000 บาทในปี 2575
- ปรับยุทธศาสตร์การลงทุน โดยปรับเพิ่มความเสี่ยงและความผันผวนในระยะสั้น เพื่อให้มีโอกาสได้ ผลตอบแทนการลงทุนในระยะยาวที่สูงขึ้น
- เพิ่มอัตราเงินสมทบกรณีชราภาพและสงเคราะห์บุตรอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากปัจจุบันผู้ประกันตนส่ง 3% นายจ้าง 3% รัฐบาล 1% เป็นอัตราที่สูงขึ้น (อยู่ระหว่างศึกษา ยังไม่มีการกำหนดอัตราเงินสมทบใหม่)
- ทบทวนอายุเกิดสิทธิรับบำนาญ จากปัจจุบันผู้ประกันตนที่เกษียณอายุสามารถเริ่มรับบำนาญได้ตั้งแต่อายุ 55 ปีเป็นอายุที่สูงขึ้น (อยู่ระหว่างศึกษา ยังไม่มีการกำหนดอายุเกิดสิทธิรับบำนาญใหม่)
ที่มาจาก Law.go.thBack to top
ข้อมูลนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมแสดงความรู้สึกได้นะครับ
บทความนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมให้คะแนนได้ที่นี่
★★★★★
คลิกที่ดาวเพื่อลงคะแนน
คะแนนเฉลี่ย: ⭐ 5 / 5 (จากผู้โหวต 1 คน)