Longevity Tourism หรือ "การท่องเที่ยวยืดอายุ" มีความหมายตรงตัว โดยหมายถึงการท่องเที่ยวที่จะดีไปถึงสุขภาพแบบองค์รวมของนักท่องเที่ยว จนเรียกได้ว่าเป็นการท่องเที่ยวที่จะทำให้นักท่องเที่ยวอายุยืนยาวขึ้นเลยทีเดียว แต่ Longevity ไม่ใช่แค่การพักผ่อนหย่อนใจเพื่อฟื้นฟูสุขภาพเพียงชั่วครั้งชั่วคราว หรือเน้นไปที่เรื่องของสุขภาพแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงการห้อมล้อมไปด้วยสภาพแวดล้อมที่ดี ปราศจากมลพิษ ช่วยชะลอการแก่ตัวไปถึงระดับเซลล์ ทำให้ผู้คนมีอายุยืนยาวอย่างยั่งยืน
Blue Zones สถานที่ซึ่งเอื้อให้ผู้อยู่อาศัยมีอายุที่ยืนยาว จึงเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายหนึ่งของการท่องเที่ยวและการเรียนรู้การทำธุรกิจแบบ Longevity Tourism โดยการที่จะเป็น Blue Zones ได้นั้น วัดจากอัตราการป่วยเป็นโรคเรื้อรังและอายุขัยเฉลี่ยที่มากกว่าที่อื่น ซึ่งในปัจจุบันมีเพียงแค่ 5 เมืองในโลกเท่านั้น จะมีเมืองอะไรบ้าง และเพราะอะไรจึงได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งอายุที่ยืนยาว ร่วมสำรวจแนวคิดของเมืองเหล่านี้ไปพร้อมกันเลย!
ท่องโลกสำรวจ Blue Zones 5 เมือง แห่งชีวิตอันยืนยาว
1. โอกินาวะ, ญี่ปุ่น จังหวัดโอกินาวะเป็นเกาะที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น ขึ้นชื่อเรื่องประชากรอายุยืนยาวมาช้านาน ถึงขั้นเคยถูกขนานนามว่าเป็นดินแดนแห่งความเป็นอมตะเลยทีเดียว เคล็ดลับอายุยืนยาวของชาวโอกินาวะอยู่ที่อาหารการกินและการใช้ชีวิตด้วยหลัก “อิคิไก” หมายถึง “การใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย” ชาวโอกินาวะที่อายุร้อยปีเกือบทุกคนยังมีสวนเป็นของตนเอง การทำสวนช่วยลดความเครียดได้เป็นอย่างดี และยังเป็นการออกกำลังกายไปในตัว และแน่นอนว่าพวกเขาได้ใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากมลภาวะ
2. ซาร์ดิเนีย, อิตาลี แคว้นซาร์ดิเนีย ประเทศอิตาลี เป็นเกาะที่เต็มไปด้วยป่าไม้และชายหาดที่สวยงาม ปัจจัยที่ทำให้ประชากรชาวซาร์ดีเนียหลายคนอายุยืนยาวกว่าร้อยปี ได้แก่ อาหารแบบ Mediterranean ซึ่งประกอบด้วยพืชผัก ถั่ว ธัญพืชเต็มเมล็ด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าวบาร์เล่ย์ ส่วนเนื้อสัตว์นั้นไม่นิยมบริโภคเท่าไรนัก ชาวซาร์ดิเนียยังดื่มไวน์ “Cannonau” ไวน์แดงพื้นเมืองที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจอีกด้วย
3. อิคาเรีย, กรีซ อิคาเรีย เป็นเกาะเล็กๆ ในทะเลอีเจียนของประเทศกรีซ มีประชากรที่มีอายุเกิน 90 ปี ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยของโลกถึง 2-3 เท่า เคล็ดลับอายุยืนของชาวอิคาเรียนคือ การรับประทานอาหารแบบ Mediterranean คล้ายคลึงกับ ชาวซาร์ดิเนีย พวกเขานิยมรับประทาน มันฝรั่ง น้ำผึ้ง สมุนไพรพื้นเมือง และชาไอคาเรียนที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ชาวอิคาเรียยังนอนกลางวันเป็นเรื่องปกติ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและความเครียดนั่นเอง
4. โลมาลินดา, สหรัฐอเมริกา โลมาลินดาเป็นชุมชนของ Seventh-day Adventists (คริสตจักรเซเว่นธ์เดย์ แอดเวนทิสต์) ซึ่งมีไลฟ์สไตล์ที่เคร่งครัดด้านสุขภาพ ส่งผลให้พวกเขามีอายุขัยเฉลี่ยมากกว่าชาวอเมริกันทั่วไปถึง 7-10 ปี โดยผู้คนส่วนใหญ่เป็นมังสวิรัติ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ และไม่สูบบุหรี่ เน้นบริโภคอาหารประเภทโปรตีนจากพืชแทนเนื้อสัตว์ เช่น เต้าหู้ และถั่วเหลือง นิยมรับประทานถั่วแทนขนม ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังนิยมดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลอีกด้วย
5. นิโคยา, คอสตาริกา อีกหนึ่งพื้นที่ซึ่งมีชาวบ้านที่อายุเกิน 100 ปีจำนวนมาก ชาวนิโคยารับประทานอาหารที่เรียบง่ายและอุดมไปด้วยสารอาหาร ได้แก่ "The Three Sisters" (สามพี่น้องแห่งอเมริกากลาง) : ข้าวโพด ถั่ว และฟักทอง ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจและช่วยย่อยอาหาร พวกเขาบริโภคเนื้อสัตว์ในปริมาณน้อย อาจมีไก่ ปลา และไข่ในบางมื้อ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยในเรื่องของน้ำในธรรมชาติ เพราะน้ำในนิโคยายังอุดมไปด้วยแคลเซียมและแมกนีเซียม ซึ่งช่วยให้กระดูกแข็งแรง ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน
แน่นอนว่าเมืองเหล่านี้ย่อมเป็นหมุดหมายยอดฮิตของนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสวิถีชีวิตที่จะทำให้อายุยืนยาว ดังนั้นผู้ประกอบการท่องเที่ยวสามารถนำเอาแนวคิดต่าง ๆ ของแต่ละเมืองไปปรับใช้กับธุรกิจท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริม Longevity Tourism และดึงดูดนักท่องเที่ยวสายสุขภาพเข้ามาท่องเที่ยว ใช้สินค้าและบริการของเรานั่นเอง - สาระความรู้ใหม่ๆ ด้านการท่องเที่ยว โดย
TAT Academy
ข้อมูลนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมแสดงความรู้สึกได้นะครับ
👍 ถูกใจ 0 ❤️ อุ่นใจ 0 🙏 ขอบคุณ 0 😢 ห่วงใย 0
บทความนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมให้คะแนนได้ที่นี่ ★ ★ ★ ★ ★
คลิกที่ดาวเพื่อลงคะแนน
คะแนนเฉลี่ย: ⭐ 5 / 5 (จากผู้โหวต 1 คน)