July 2024: Thailand Economic Monitor - Unlocking the Growth Potential of Secondary Cities Highlights | Executive Summary [Report ]
บทสรุปผู้บริหาร (Executive Summary)
การพัฒนาของเศรษฐกิจในระยะที่ผ่านมา
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงจากภาวะเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ภายในประเทศ โดยเศรษฐกิจไทย ในไตรมาสที่ 1 ของปีพ.ศ. 2567 เติบโตเพียงร้อยละ 1.5 เมื่อเทียบกับในระยะเดียวกันของปีก่อนหน้า (แผนภาพ ที่ ES 1). การส่งออกและภาคอุตสาหกรรมหดตัวลงร้อยละ 2 และ 3 ตามลำดับ
1 ท่ามกลางอุปสงค์ภายนอกที่อ่อนแอ สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ความล่าช้าของงบประมาณส่งผลให้การลงทุนภาครัฐและการบริโภคภาครัฐหดตัวร้อยละ 27.7 และ 2.1 ตามลำดับ ในขณะที่มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ การบริโภคภาคเอกชน และการท่องเที่ยว มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการค้าภาคบริการทั่วโลกใกล้จะฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์จำนวน นักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทยเริ่มส่งสัญญาณการชะลอตัว โดยจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทยในเดือนมีนาคมอยู่ที่ร้อยละ 86 ของระดับก่อนการระบาดของโควิด-19 จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนการระบาดอย่างมีนัยสำคัญ (ร้อยละ 58.2)
ทั้งนี้ ความล่าช้าของงบประมาณประกอบกับการพึ่งพาการท่องเที่ยว และการค้าส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยล่าช้าและแตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ มาเลเซียและ ฟิลิปปินส์ (แผนภาพที่ ES 2)
บัญชีเดินสะพัดในไตรมาสแรกของปีพ.ศ. 2567 ยังคงเกินดุลที่ร้อยละ 2.2 ของ GDP แต่ยังคงมีความเปราะบางที่แฝงอยู่ แม้ว่าดุลการค้าจะเกินดุล แต่การส่งออกสินค้าหดตัวร้อยละ 9.5 เมื่อเทียบกับในระยะเดียวกันของปีก่อน หน้า ซึ่งสอดคล้องกับภาคอุตสาหกรรมที่หดตัว ดุลบัญชีการเงินมีการขาดดุลในช่วงครึ่งแรกของปี พ.ศ. 2567 ท่ามกลางการอ่อนค่าของอัตราแลกเปลี่ยน การไหลออกสุทธิของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และการไหลออกสุทธิของการลงทุนในหลักทรัพย์จากต่างประเทศ ในขณะเดียวกัน อัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริง (REER) อ่อนค่าลงร้อยละ 2.5 ซึ่งเป็นหนึ่งในการอ่อนค่าที่มากที่สุดของภูมิภาค โดยมีปัจจัยหลักมาจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ความกังวลเกี่ยวกับตลาดภายในประเทศจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับมาตรการทางการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหม่ และความเปราะบางของดุลบัญชีเดินสะพัด
อัตราเงินเฟ้อกลับมาเป็นบวกแต่ยังคงต่ำที่สุดในบรรดาตลาดเกิดใหม่ เนื่องจากมาตรการอุดหนุนพลังงานและ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับมาเป็นบวกหลังจากที่ติดลบเป็นระยะเวลา 7 เดือน จากการยกเลิกมาตรการอุดหนุนด้านพลังงานบางส่วนและการเพิ่มขึ้นของราคาอาหาร (แผนภาพที่ ES 3) โดยในเดือนเมษายน รัฐบาลได้เพิ่มเพดานราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล ในขณะที่ยังคงมาตรการอุดหนุนอัตราไฟฟ้า ได้แก่ การลดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับครัวเรือนที่มีรายได้น้อย ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมพลังงานและอาหารสด) ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยอยู่ที่ร้อยละ 0.4 ซึ่งต่ำกว่าระดับเฉลี่ยก่อนเกิดการระบาดในช่วงปี พ.ศ. 2559-2562 ที่ร้อยละ 0.7 เนื่องจากราคาอาหารสำเร็จรูปที่ต่ำกว่าการคาดการณ์และช่องว่างผลผลิตที่ยังคงเหลืออยู่ ทั้งนี้ ปัจจัยกดดันด้านราคา อาจเพิ่มขึ้นหากการอุดหนุนอัตราไฟฟ้าลดลงอย่างต่อเนื่องและราคาพลังงานทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ธนาคาร แห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม แต่การดำเนินนโยบายการเงินในช่วงต่อไปอาจมี ความซับซ้อนจากความเสี่ยงของแรงกดดันด้านราคาที่ซ่อนอยู่จากการควบคุมราคา ประกอบกับผลกระทบเชิงบวกที่อาจเกิดขึ้นจากการให้เงินอุดหนุนถ้วนหน้าภายใต้โครงการดิจิทัลวอลเล็ต ต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ
ระบบการเงินยังคงมีเสถียรภาพ แม้ว่าความสามารถในการทำกำไรจะพัฒนาขึ้นแต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงจะยังคงอยู่ก็ตาม เงินทุนและสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ยังคงสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดอย่างมาก โดยมีความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้น เครื่องชี้คุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ร้อยละ 2.8 ณ ไตรมาสที่ 2 ของปี พ.ศ. 2567 แม้ว่าความสามารถในการทำกำไรจะอยู่ระดับต่ำกว่าก่อนการระบาดของโควิด-19 โดยมีผลตอบแทนจากสินทรัพย์ อยู่ที่ร้อยละ 1.2 และผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ร้อยละ 8.9 แต่ยังคงปรับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว (ร้อยละ 91.6 ของ GDP ณ ไตรมาสที่ 4 ปี พ.ศ. 2566) และสูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ทั้งนี้ องค์ประกอบของหนี้ครัวเรือนในประเทศไทยเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม เนื่องจากมี สัดส่วนของสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันสูงถึงร้อยละ 44 ของ GDP โดยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอาจทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนลดลง
ภาวะการคลังมีการขยายตัวลดลงเนื่องจากความล่าช้าของงบประมาณ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท (ร้อยละ 18.9 ของ GDP, ระบบกระแสเงินสด) มีผลใช้บังคับในช่วงปลายเดือนเมษายนหลังจากมีความล่าช้าเจ็ดเดือน โดยในช่วงหกเดือนแรกของปีงบประมาณ (เดือนตุลาคม พ.ศ. 2566 - เดือน มีนาคม พ.ศ. 2567) ดุลการคลังของรัฐบาลส่วนกลาง (ตามระบบ GFS) มีการขาดดุลลดลง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.5 ของ GDP ซึ่งถือว่าลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับสัดส่วนร้อยละ 7.1 ในระยะเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยดุลการคลังที่ปรับด้วยวัฏจักรเศรษฐกิจในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 – 2567 มีการขาดดุลลดลงเนื่องจากการลดลงของการดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัว (expansionary policies) ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มของประเทศกลุ่มอาเซียนที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปรับภาวะการคลังให้เข้าสู่สมดุล (fiscal consolidation) เมื่อการระบาดของ โควิด-19 บรรเทาลง
อย่างไรก็ตาม การขาดดุลการคลังของประเทศไทยลดลงเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน เนื่องจากความล่าช้าของการอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2567 ซึ่งส่งผลให้รายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลางมีการเบิกจ่ายน้อยมาก (ร้อยละ 0.04 ของ GDP) ในขณะที่การเบิกจ่ายรายจ่ายประจำอยู่ในระดับปานกลาง
ความยากจนลดลงจากการฟื้นตัวของตลาดแรงงานในปี พ.ศ. 2565 การบริโภคต่อครัวเรือนระหว่างปี พ.ศ. 2564 ถึง 2565 ขยายตัวร้อยละ 8.1 เนื่องจากอัตราการว่างงานที่ลดลง ค่าจ้างเฉลี่ยเพิ่มขึ้น โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจบางโครงการ เช่น โครงการคนละครึ่ง และโครงการช่วยเหลือทางสังคม เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐและเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุ ซึ่งช่วยสนับสนุนครัวเรือนที่มีรายได้น้อย ทั้งนี้ จากการที่ครัวเรือนมีรายได้และการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ อัตราความยากจนของประเทศลดลงจากร้อยละ 6.3 ในปีพ.ศ. 2564 เหลือร้อยละ 5.4 ในปี พ.ศ. 2565 ทั้งนี้ ความยากจนที่ลดลงนั้นเด่นชัดกว่าเล็กน้อยในเขตเมืองเมื่อเทียบกับในชนบท โดยระหว่างปี พ.ศ. 2564 ถึง 2565 ความยากจนในเขตเมืองลดลงจากร้อยละ 5.2 สู่ร้อยละ 4.2 ในขณะที่ความยากจนในชนบทลดลงจากร้อยละ 7.8 สู่ ร้อยละ 7.1
แนวโน้มเศรษฐกิจและปัจจัยเสี่ยง
ในปีพ.ศ. 2567 คาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชน การท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้า เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.9 ในปีพ.ศ. 2566 เป็นร้อยละ 2.4 ในปีพ.ศ. 2567 (ตารางที่ ES 1) โดยมีการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อนหลักอย่างค่อยเป็นค่อยไป การส่งออกสินค้าคาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นท่ามกลางการค้าโลกที่ปรับตัวดีขึ้น (แผนภาพที่ ES 4) การท่องเที่ยวคาดว่าจะกลับสู่ระดับก่อนเกิดการระบาดในช่วงกลางปี พ.ศ. 2568 จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ทั้งนี้การประมาณการกรณีฐานยังไม่รวมโครงการดิจิทัลวอลเล็ต2 แต่หากมีการดำเนินการจริง โครงการอาจช่วยเร่งการเติบโตในระยะสั้น
ทั้งนี้ ศักยภาพการเติบโตในช่วงปี พ.ศ. 2566 - 2573 คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 2.7 ซึ่งลดลงจุด ร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากประชากรสูงวัยที่มากขึ้นและการเติบโตของผลิตภาพที่ลดลง การชะลอตัวนี้ยังพบเห็นได้ในกลุ่มประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เนื่องจากศักยภาพการเติบโตโดยเฉลี่ยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (EAP) คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 4.8 ในช่วงที่เหลือของทศวรรษนี้ ซึ่งลดลงจากร้อยละ 6.2 จาก ต้นทศวรรษถึงปี พ.ศ. 25643
ดุลบัญชีเดินสะพัดในปี พ.ศ. 2567 คาดว่าจะอยู่ในระดับปานกลางและสนับสนุนเสถียรภาพด้านต่างประเทศ แต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าก่อนเกิดการระบาด ดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าจะเกินดุลในระดับปานกลาง จากประมาณร้อยละ 1.4 ของ GDP ในปี พ.ศ. 2566 เป็นร้อยละ 1.0 ของ GDP ในปี พ.ศ. 2567 เนื่องจากการส่งออกที่ต่ำกว่าคาดการณ์ในไตรมาสที่ 1 และการขาดดุลสุทธิของดุลบริการเนื่องจากหยุดชะงักของอุปทาน (supply disruption) ในทะเลแดง แม้ว่ารายได้ของภาคการท่องเที่ยวจะฟื้นตัว
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะชะลอตัวลงสู่ระดับต่ำสุดในภูมิภาคที่ร้อยละ 0.7 ในปี พ.ศ. 2567 ซึ่งต่ำกว่าช่วง เป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย เนื่องจากราคาอาหารและพลังงานอยู่ในระดับปานกลางและช่องว่าง ผลผลิตเป็นลบ การลดลงนี้มีสาเหตุมาจากราคาอาหาร ราคาพลังงาน และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ต่ำกว่าคาดการณ์แม้ว่าจะมีการลดมาตรการสนับสนุนด้านพลังงานในบางส่วน ขณะที่ราคาอาหารและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะเพิ่มขึ้น หนี้สาธารณะคาดว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ร้อยละ 64.6 ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยคาดว่ารัฐบาลจะมีการขาดดุลเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 3.6 ของ GDP เนื่องจากการลงทุนภาครัฐกลับมาเป็นปกติประกอบกับการดำเนินมาตรการกระตุ้น ทางการคลังเพื่อส่งเสริมการบริโภคซึ่งสอดคล้องกับแผนการคลังระยะปานกลาง แม้หนี้สาธารณะคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับเสถียรภาพ (แผนภาพที่ ES 5) แต่ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับแรงกดดันที่สูงขึ้นในการใช้จ่ายด้านสังคมและการลงทุนภาครัฐในด้านทุนมนุษย์เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุ ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยยังมีช่องทาง ในการเพิ่มรายได้จากภาษีและรักษาเสถียรภาพทางการคลัง ในขณะที่สามารถตอบสนองทั้งแรงกดดันด้านการใช้จ่าย และความต้องการด้านการลงทุน (รายงานการประเมินรายได้และรายจ่ายภาครัฐของประเทศไทย พ.ศ. 2566)
ประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นในการรักษาความยั่งยืนทางการคลังขณะดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น รัฐบาลคาดการณ์ว่าหนี้สาธารณะจะเพิ่มสู่ร้อยละ 68.6 ต่อ GDP ภายในปี พ.ศ. 2571 จากความต้องการด้านการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น4 โดยมาตรการกระตุ้นการเติบโตโดยการกระตุ้นการบริโภค เช่น โครงการดิจิทัลวอลแล็ต ได้เพิ่มแรงกดดันนี้ ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มเสถียรภาพทางการคลังท่ามกลางความต้องการด้านการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ประเทศไทยสามารถเริ่มต้นด้วยการมุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือทางสังคมและการให้เงินช่วยเหลือแบบเจาะกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนกลุ่มเปราะบางและบรรเทาความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ประเทศไทยมีพื้นที่ในการเพิ่มรายได้ภาษีส่งเสริมความเสมอภาค สร้างช่องว่างทางการคลังและกระตุ้นการลงทุนได้ โดยในระยะยาว การเติบโตตามศักยภาพสามารถยกระดับได้ด้วยการปฏิรูปทางการคลังเพื่อปลดปล่อยศักยภาพการเติบโตในหลากหลายด้านทั่วประเทศ ซึ่งการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของรัฐสามารถเชื่อมโยงและเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ให้กับภูมิภาคที่การพัฒนายังไม่คืบหน้า ช่วยดึงดูดการลงทุนของภาคเอกชนและสนับสนุนการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง (แผนภาพที่ ES 6; ดูบทที่ 2 ปลดล็อคศักยภาพการเติบโตของเมืองรอง)
สร้างวันพรุ่งนี้: ปลดล็อคศักยภาพการเติบโตของเมืองรอง การพัฒนาเมืองในประเทศไทยที่ผ่านมาได้มุ่งเน้นไปที่กรุงเทพฯ กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในเมืองโตเดี่ยว (primate city)5 มากที่สุดเมืองหนึ่งของโลก เนื่องจากตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ทางภูมิศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายการคมนาคมที่ได้รับการพัฒนาเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ได้ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและกิจกรรมต่างๆ ภายในกรุงเทพฯ และพื้นที่โดยรอบ แต่ในขณะเดียวกัน กรุงเทพฯ นั้นก็มีความแออัดมากขึ้นเรื่อย ๆ ความไร้ประสิทธิภาพ รวมถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความแออัดนี้มีราคาสูงขึ้นและยากที่จะเอาชนะได้ เหตุการณ์น้ำท่วมในปี พ.ศ. 2554 แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเนื่องจากการกระจุก ตัวของอุตสาหกรรมสำคัญต่างๆ ในกรุงเทพฯ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้โครงสร้างพื้นฐานของกรุงเทพฯ และเศรษฐกิจของประเทศตึงเครียดมากขึ้น ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีฐานเศรษฐกิจที่กระจายตัว มากขึ้น
การรวบรวมข้อมูลเชิงพื้นที่ (Portfilio of places) มีความจำเป็นสำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจ รายงานการพัฒนา โลก (WDR) ประจำปี พ.ศ. 2552 ของธนาคารโลกแนะนำให้ผู้กำหนดนโยบายพิจารณาบทบาทของตนในฐานะ "ผู้จัดการที่รอบคอบของพื้นที่ (prudent managers of portfolio of places)" เนื่องจากเมืองเดียวไม่สามารถทำและแก้ปัญหาทุกอย่างได้ ในขณะเดียวกัน เมืองประเภทต่างๆ นั้นสามารถทำหน้าที่ได้ต่างกัน โดยเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่ให้บริการระดับโลกสำหรับธุรกิจและภาครัฐ ในขณะที่เมืองขนาดกลางอาจเหมาะสม สำหรับการผลิตทางอุตสาหกรรมมากกว่า
เมืองรองของประเทศไทยหลายแห่งได้มีบทบาทเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคอยู่แล้ว โดยมีอุตสาหกรรมและภาคส่วนที่หลากหลาย เมืองเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในภูมิภาคของตนและมีศักยภาพที่จะเป็นส่วนสนับสนุนที่แข็งแกร่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจที่สมดุลของประเทศ
การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัวในเมืองรองของประเทศไทยล่าสุดสูงมากกว่ากรุงเทพฯ เกือบ 15 เท่า ในขณะที่เศรษฐกิจของกรุงเทพฯ ดูเหมือนจะเติบโตเต็มที่และถึงจุดอิ่มตัว เมืองรองเหล่านี้กลับมีความสามารถในการเพิ่มผลผลิต เพิ่มขึ้นเร็วกว่าจำนวนประชากร ด้วยการลงทุนที่เหมาะสมในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทุนมนุษย์ และความสามารถของสถาบัน และด้วยการปรับเปลี่ยนกรอบการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และระหว่างรัฐบาลส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น เมืองเหล่านี้มีศักยภาพในการเพิ่มผลผลิตของประเทศไทย กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันระดับโลก โดยเมืองศูนย์กลางเหล่านี้มีศักยภาพในการเพิ่มโอกาสให้กับบุคคลและธุรกิจภายในภูมิภาค และในขณะเดียวกันสามารถช่วยบรรเทาความยากจนในพื้นที่ชนบท
เมืองรองของประเทศไทยมีการพึ่งพารายได้จากส่วนกลางเป็นอย่างมาก เนื่องจากเมืองรองเหล่านี้สามารถควบคุม การวางแผนเชิงพื้นที่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายทางการคลังของตนเองได้เพียงเล็กน้อย ทำให้เมืองรอง ต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนจัดสรรจากจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นอย่างมากในการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และสิ่งนี้ทำให้เมืองรองไม่สามารถบรรลุศักยภาพทางเศรษฐกิจของตน แม้ว่าจะต้องมีการลงทุนจำนวนมากในการบรรลุศักยภาพทางเศรษฐกิจดังกล่าว แต่เงินทุนไม่จำเป็นต้องมาจากงบประมาณของประเทศ หากมีการให้อำนาจแก่รัฐบาลท้องถิ่นมากขึ้นในการวางผังเมือง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเข้าถึงกลไกทางการเงินระยะยาว ควบคู่ไปกับการมีเครื่องมือทางการคลังที่จำเป็น เช่น การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การเก็บภาษีเงินได้แบบ piggy back6 และค่าธรรมเนียมผู้ใช้ เมืองเหล่านี้ก็จะสามารถกำหนดทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพBack to top
เมืองต่าง ๆ ต้องการเครื่องมือด้านรายได้ที่แข็งแกร่งเพื่อการเติบโต เครื่องมือเหล่านี้อาจรวมถึงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่รัฐบาลท้องถิ่นสามารถควบคุมได้มากขึ้นหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมสำหรับภาษีเงินได้ของประเทศ นอกจากนี้ จำเป็นต้องมีการประเมินค่าธรรมเนียมและค่าบริการสำหรับการให้บริการในเมืองอีกครั้ง เนื่องจากปัจจุบันยังขาดการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ เมืองต่าง ๆ ในประเทศไทยไม่มีอำนาจ ในการกำหนดอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างหรือฐานภาษีของตนเอง การขาดอำนาจดังกล่าวบั่นทอนความเพียงพอและความน่าเชื่อถือของภาษีท้องถิ่น ส่งผลให้เมืองต่างๆ ขาดรายได้ที่จำเป็นสำหรับการดำเนินงานและการลงทุน
หากข้อเสนอแนะด้านการเพิ่มความเป็นอิสระและความน่าเชื่อถือในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสามารถดำเนินการได้ยากในบริบทของประเทศไทย ทางเลือกอื่นอาจเป็นภาษีท้องถิ่นแบบ "piggyback" ซึ่งอาศัยระบบการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของประเทศ การให้อำนาจแก่หน่วยงานท้องถิ่นในการดำเนินการทางภาษีที่ยุติธรรมและสมเหตุสมผล ผ่านการปรึกษาหารือกับชุมชน จะเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างความยั่งยืนทางการคลัง
เมืองที่มีรายได้เพียงพอและน่าเชื่อถือสามารถเข้าถึงเงินทุนสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้ การกู้ยืมเงิน ของเทศบาลและการเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) เป็นวิธีที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในการเข้าถึงเงินทุน สำหรับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเมืองต่างๆ ช่วยให้ประชาชนและบริษัทต่าง ๆ ได้รับประโยชน์จากบริการที่ทันสมัยและเหมาะสมกับการใช้จ่ายบริการ เมืองที่มีแหล่งรายได้ที่เชื่อถือได้และเพียงพอก็จะสามารถใช้ ประโยชน์จากเครื่องมือเหล่านี้เพื่อลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและจ่ายเงินเมื่อเวลาผ่านไป เมืองต่าง ๆ ทั่วโลกใช้ เครื่องมือเหล่านี้และสามารถดึงดูดเงินทุนจำนวนมากเพื่อใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น
การเพิ่มขีดความสามารถให้กับเมืองรองของประเทศไทยจะเป็นการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ครั้งสำคัญ ความเป็นไปได้ที่แนะนำในบทนี้ไม่สามารถเป็นจริงได้ด้วยการปรับเปลี่ยนนโยบายที่มีอยู่เพียงเล็กน้อย นโยบายการคลัง ระหว่างรัฐบาลที่กำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบมากขึ้นให้แก่รัฐบาลและส่วนบริหารท้องถิ่น และช่วยให้ชุมชนมีอิสระในการวางแผนอนาคตของตนเอง จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ โดยอำนาจในการวางแผนเครื่องมือทางการเงิน และอำนาจทางการเงินในระยะยาวของรัฐบาลท้องถิ่น และส่วนบริหารทั้งหมดจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับข้อกำหนดด้านบความโปร่งใส การปรึกษาหารือ การมีส่วนร่วม และความสามารถ ในการรับความรับผิดชอบของรัฐบาลท้องถิ่นต่อประชาชนในพื้นที่ รูปแบบการบริหารนี้เป็นสิ่งที่สหภาพยุโรปเรียกว่า หลักการของการอุดหนุน: การตัดสินใจด้านการกำกับดูแลควรดำเนินการในระดับปฏิบัติการขั้นพื้นฐานของรัฐบาลและใกล้เคียงกับพลเมืองมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยหากว่ารัฐบาลท้องถิ่นสามารถจัดการเรื่องใดๆ ได้ ก็ควรให้จัดการ
การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ขนาดใหญ่นี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน หากมีการตัดสินใจเพิ่มขีดความสามารถให้กับรัฐบาลท้องถิ่น ในหลักการแล้ว ยังคงต้องใช้เวลาหลายปีในการเสริมสร้างขีดความสามารถและการเรียนรู้จากประสบการณ์ โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะต้องได้รับการพัฒนาความเชี่ยวชาญในการประเมินความต้องการของชุมชนอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนการออกแบบโครงการเพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านี้และการจัดหาเงินทุนสำหรับการดำเนินการ การเปลี่ยนแปลงนี้จำเป็นต้องมีการปฏิรูปกฎหมายและสถาบันเพื่อให้อำนาจ แก่ อปท. เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันก็สร้างกลไกด้านความรับผิดชอบที่มากขึ้น โดยจะต้องมีกระบวนการวางแผนของ ท้องถิ่นที่ตอบสนองและปรับให้เข้ากับความต้องการของตลาดในด้านที่ดิน ที่อยู่อาศัย แรงงาน และการขนส่ง ทั้งนี้ ความท้าทายไม่อยู่ที่การวางแผนเพียงเท่านั้น แต่ยังอยู่ในกระบวนการดำเนินงานที่จะตามมา ซึ่งมีความซับซ้อนและมี หลากหลายแง่มุมBack to top
1 อัตราการเติบโตเป็นการเปรียบเทียบปีต่อปี เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น
2 รัฐบาลอยู่ระหว่างรอประมาณการต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ก่อนขออนุมัติจากคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับการใช้แหล่งเงินจาก ธ.ก.ส. ซึ่งเป็นธนาคารของรัฐ เมื่อมีความชัดเจนเกี่ยวกับวิธีการดำเนินการตามโครงการแล้ว โครงการดังกล่าวจะรวมอยู่ในการคาดการณ์พื้นฐานของธนาคารโลก
3 รายงาน Global Economic Prospects ของธนาคารโลก ฉบับเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2566
4 แผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2568 - 2571) ฉบับทบทวน ครั้งที่ 2, สศค., 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2567
5 เมืองหลัก (primary cities) และเมืองโตเดี่ยว (primate cities) เป็นแนวคิดที่เกี่ยวข้องกันในภูมิศาสตร์เมือง โดยกรุงเทพฯ เป็นทั้งเมืองหลัก และเมืองโตเดี่ยว เมืองหลักคือเมืองที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดในประเทศหรือภูมิภาค ในขณะที่เมืองโตเดี่ยวนั้นมีขนาดใหญ่กว่ามากเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ในประเทศ และเหนือกว่าเมืองอื่นๆ ทั้งในทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมือง ดูการอภิปรายความเป็นความเป็นเมืองโตเดี่ยวของกรุงเทพฯ ในกล่องที่ 4 ของส่วนที่ 2 ของรายงาน
6 การเก็บภาษีเงินได้แบบ piggy back (Income tax piggybacking) คือการเก็บภาษีส่วนเพิ่มในระดับท้องถิ่นจากภาษีเงินได้ที่จ่ายให้กับรัฐบาลกลาง โดยรัฐบาลท้องถิ่นมีอิสระในการกำหนดอัตราภาษีส่วนเพิ่ม Back to top
การพัฒนาในระยะที่ผ่านมา และแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะปานกลาง
Back to top
Back to top
ข้อมูลนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมแสดงความรู้สึกได้นะครับ
👍 ถูกใจ 0 ❤️ อุ่นใจ 0 🙏 ขอบคุณ 0 😢 ห่วงใย 0
บทความนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมให้คะแนนได้ที่นี่ ★ ★ ★ ★ ★
คลิกที่ดาวเพื่อลงคะแนน
คะแนนเฉลี่ย: ⭐ 5 / 5 (จากผู้โหวต 1 คน)