จับตานโยบายเปิดราคายา ศุภจี รมว.พาณิชย์ ภายหลังจากเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ นางศุภจี สุธรรมพันธ์ ได้แถลงนโยบายภายใต้รัฐบาลใหม่ต่อสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 โดยจะดำเนินนโยบาย ภาพใหญ่มุ่งไปที่การจัดการปัญหาจากนโยบายภาษีของสหรัฐ และการปรับตัวในมิติต่างๆ ในกรอบการดำเนินการของ กระทรวงพาณิชย์ รวมถึง มาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การดูแลแก้ไขปัญหาให้กับกลุ่มต่างๆ ได้แก่ ประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการ SMEs ผู้ส่งออกนำเข้า ภายใต้กรอบ "กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว" พร้อมกับการวางรากฐานเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ส่วนหนึ่งของคำแถลงนโยบายในด้านการมุ่งลดค่าครองชีพกับประชาชน นางศุภจีกล่าวถึง มาตรการควบคุมราคายา เวชภัณฑ์ของ โรงพยาบาลเอกชน การเปิดเผยค่ายาอย่างโปร่งใส ให้ประชาชนมีทางเลือก และจะเป็นมาตรการ Quick Big Win ที่สามารถจะดำเนินการได้ทันที
“การลดค่าครองชีพประชาชน ด้านสุขภาพ เป็นเรื่องที่จำเป็น ค่าใช้จ่ายในเรื่องสุขภาพ มันมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ และประชาชนก็จะมีทางเลือกน้อยลงเรื่อยๆ เพราะค่ายาก็ต้องซื้อ สิ่งที่เรามุ่งเน้นก็คือ ช่วยในเรื่องความเดือดร้อน ในเรื่องของความแออัดในโรงพยาบาลภาครัฐ พอประชาชนมีรายได้น้อยหน่อย และต้องการจะลดค่าใช้จ่าย ก็ต้องไปที่โรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลรัฐก็จะแออัดมากขึ้น ดังนั้นสิ่งที่เราทำ ก็คือ ทำข้อตกลง กับโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งปัจจุบันนี้มีโรงพยาบาลเอกชนที่เข้ามาร่วมอยู่พอสมควรแล้ว และเชื่อว่าจะมีเข้ามาร่วมอีกมาก”
ต้องทำ 2 เรื่องใหญ่
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงว่าจะทำ 2 เรื่องใหญ่ คือ
เรื่องที่ 1. ให้โอกาส เพิ่มทางเลือกให้ประชาชน โดย ทราบราคายา ก่อนชำระเงิน “ไม่จำเป็นต้องยอมรับค่าใช้จ่ายนั้นทันที สามารถทราบได้ว่า ค่ายาเป็นเท่าไหร่ ต้องชำระเท่าไหร่ และจะมีทางเลือกในการไปซื้อยา นอกโรงพยาบาลเอกชนได้”
มาตรการนี้ กระทรวงพาณิชย์ประเมินร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขแล้วว่า จะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 32,400 ล้านบาทต่อปี ถือเป็น Quick Big Win ในการลดค่าครองชีพให้กับประชาชนได้ส่วนหนึ่ง
เรื่องที่ 2. เวชภัณฑ์จำเป็น ต้องมีการควบคุมต้นทุนราคา ไม่ให้เกินเหตุเกินการ คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนในหมวดเวชภัณฑ์ได้ถึง 1,100 ล้านบาทต่อปี
เปิดเผยราคายา เป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชน
นางศุภจี ย้ำถึงนโยบายการเปิดเผยราคายาอีกครั้ง ในโอกาสการแถลงนโยบายกระทรวงพาณิชย์ เมื่อ
วันแรกเข้ากระทรวง 1 ตุลาคม 2568 โดยกล่าวว่า ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่ค่อนข้างสูง ทำให้ประชาชนไม่สามารถไปใช้บริการในโรงพยาบาลเอกชนได้ สิ่งที่เราทำได้ คือทำให้ประชาชนมีทางเลือก ในส่วนของการรักษาพยาบาล มีปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนทำให้ค่าใช้จ่ายสูง ให้กับคนที่มาใช้บริการ ก็คือ เรื่องของค่ายา สิ่งที่เราพยายามทำก็คือ เพิ่มทางเลือก โดยทำ MOU ร่วมกันว่า ให้เปิดเผยราคายา ในใบเสร็จ ก่อนชำระเงิน เพราะมีนัยยะสำคัญ และประชาชนสามารถเลือกที่จะขอไม่ซื้อยาของโรงพยาบาลได้
“เขาสามารถไปซื้อกับร้านยาที่ถูกต้อง ข้างนอก ได้” ทำให้เขามีทางเลือก
โรงพยาบาลที่เข้าร่วม MOU กับกระทรวงพาณิชย์ แล้ว อาทิ เครือโรงพยาบาลวิภาวดี เครือโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ และ อีก 3 เครือ จากทั้งหมด 11 เครือโรงพยาบาล รวมแล้ว 110 แห่ง (ทั้งหมด 330 แห่ง -
ฐานเศรษฐกิจ) และจะมีการประชุมอีกครั้งในวันที่ 7 ตุลาคม 2568 คาดว่าจะมีโรงพยาบาลตอบรับเพิ่มเติมอีก
นางศุภจี กล่าวว่า การดำเนินการเช่นนี้ ทำเพื่อช่วยทั้งสองฝ่าย เพราะโรงพยาบาลเอกชนก็ต้องการให้บริการประชาชนคนไข้ แต่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงบริการได้ เพราะราคาแพง ต่อไปประชาชนก็จะมีโอกาสเข้าถึงบริการของโรงพยาบาลเอกชน เข้าถึงหมอ ได้รับบริการสะดวกสบายและตรงมากขึ้น ตามพื้นที่ใกล้เคียงที่เหมาะสม ส่วนในเรื่องของยา ก็สามารถไปเลือกซื้อได้จากข้างนอก เมื่อโรงพยาบาลเอกชนมีโอกาสได้รับคนไข้มากขึ้น โรงพยาบาลรัฐก็ลดความแออัดลง เป็นการช่วยทั้งระบบ ประชาชนมีทางเลือก ได้ลดค่ายา เป็นการลดค่าครองชีพได้ส่วนหนึ่ง
จากการประเมินมูลค่าค่าใช้จ่ายที่ลดได้ จากการทำ MOU ร่วมกับ 5 กลุ่มเครือโรงพยาบาล ตัวเลขอยู่ที่ 32,400 ล้านบาท โดยไม่ต้องใช้งบประมาณรัฐ แต่อยู่บนการประสานความร่วมมือของกลุ่มต่างๆ ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
เวชภัณฑ์จำเป็นต้องควบคุม
นางศุภจี กล่าวถึงอีกนโยบายด้านสุขภาพเพื่อลดค่าครองชีพคือ การควบคุมราคาเวชภัณฑ์จำเป็น อาทิ ถุงมือยาง สำลี แผ่นแปะแผล ชุดตรวจ ATK ฯลฯ การควบคุมราคา คาดว่าจะช่วยลดได้ราว 1,100 ล้านบาท
แง่มุมความเห็นต่อนโยบาย
ภายหลังจากการแถลงนโยบาย มีความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในสาธารณสุข สุขภาพ ธุรกิจและอื่นๆ น่าสนใจ Back to top
คลี่ปมยา-เวชภัณฑ์ รพ.เอกชน ทำไมแพง ?


2 ต.ค. 68 ข่าวค่ำ Thai PBS นำเสนอกรณียาในโรงพยาบาลเอกชนแพง เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอีกครั้ง หลัง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน แต่นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ ภาคประชาชนสู้กันมานาน แต่ไม่เคยแก้ไขได้ จึงเป็นโจทย์สำคัญของรัฐบาลชุดนี้Back to top
ธนูนัดเดียว ถูกหลายเป้า - นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา


นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขคนสำคัญ โพสต์แสดงความเห็นผ่านเพจ Veerapun Suvannamai ดังนี้
รมต.พาณิชย์ เริ่มต้นด้วยการลดค่าครองชีพคนไทย !
ด้วยการคุมราคายาและเวชภัณฑ์ของ รพ.เอกชน ประชาชนตัองรู้ราคาและสามารถนำไปซื้อนอก รพ.ได้ ทำให้ประชาชนมีทางเลือกเพิ่มขึ้น
สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ รพ.เอกชน ต่างๆ จะเกิดการแข่งขันลดราคายาและเวชภัณฑ์ลงแน่นอน เพื่อให้คนไข้ยังคงรับยาต่อที่ รพ.
ด้านหนึ่ง รพ.เอกชนอาจจะกำไรลดลงจากการขายยา แต่! อีกด้าน รพ.เอกชนจะเป็นทางเลือกให้คนเข้าใช้บริการมากขึ้นเนื่องจากค่าบริการยาและเวชภัณฑ์ถูกลง
คนชั้นกลางอาจเลือกไปรักษา รพ.เอกชนเพิ่ม เพราะราคายาและเวชภัณฑ์ถูกคิดอย่างเป็นธรรม ไม่แพงเหมือนในอดีตอีกแล้ว
เป็นโอกาสให้ รพ.ภาครัฐ ลดความแออัดลงได้
ธนูนัดเดียว ถูกหลายเป้า
สุดยอดครับท่านรัฐมนตรี
นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย
สมาชิกวุฒิสภา
ก่อนหน้านั้น ท่านได้โพสต์ไว้ว่า
"มาตรฐานใหม่ของรัฐมนตรี ได้คุยกับพี่แต๋ม ศุภจี พี่สาวที่น่ารักไม่กี่ประโยค รู้สึกได้เลยว่าประเทศไทยมีความหวัง พี่ตั้งใจจริง รับรู้ถึงปัญหา และเตรียมหนทางแก้ไข ขอให้พี่ทำได้สำเร็จนะครับ"Back to top
การควบคุมราคายา รพ.เอกชน ไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยทำมาก่อนแต่ไม่เคยสำเร็จ โจทย์หินรัฐบาล4เดือน - ชมรมเภสัชชนบท


เพจชมรมเภสัชชนบท กล่าวถึงความท้าทายของนโยบายควบคุมราคายาเวชภัณฑ์ของรัฐมนตรีคนใหม่ ว่า เป็น "4เดือนกับโจทย์หินของรัฐบาลการควบคุมราคายา รพ.เอกชน" ระบุว่า
“คุมราคายา-เวชภัณฑ์” ไม่น่าใช่ first priority ของฝ่ายการเมืองในเชิงเศรษฐกิจมหภาค ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของไทย (รวมทั้งรัฐ-เอกชน) ประมาณ 4–5% ของ GDP ในนี้ “ค่ายาและเวชภัณฑ์ใน รพ.เอกชนเป็นเพียงเศษเสี้ยวหลักไม่กี่หมื่นล้านบาท/ปี เมื่อเทียบกับมูลค่าเศรษฐกิจรวมหลายสิบล้านล้านบาท เป็นไปได้ว่าอาจจะตอบโจทย์ Good politics - Low economic impact ของฝ่ายการเมืองที่(คาดว่า)จะมีอายุ 4 เดือน
แต่อย่างไรก็ตาม การควบคุมราคายา รพ.เอกชน ไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยทำมาก่อนแต่ไม่เคยสำเร็จ ดังนั้นอาจจะเป็นความท้าทายที่ จะทำให้สำเร็จ ในรัฐบาลชุดนี้เพื่อความหวังสมัยหน้าของรัฐบาล
ความจริงตลอด 10–20 ปีที่ผ่านมา ยา เป็นสินค้าควบคุม ตาม พ.ร.บ.ควบคุมราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 การรับเป็นเจ้าภาพดำเนินการระหว่างกรมการค้าภายใน กับ อย. ยังมี GAP เช่น กรมการค้าภายในมองว่าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านยา ขณะที่ ภารกิจ อย.ดูเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัยไม่ใช่ราคา
ความเป็นจริงเรื่องราคายา
ตลาดยามีโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่าสินค้าทั่วไป เทียบกับรายการสินค้าในพรบ. ควบคุมสินค้าและบริการ โดยราคาหน้าโรงงาน ไม่ได้เท่ากับราคาที่รพ.ขาย เพราะมี margin อีกหลายชั้น (ผู้นำเข้า, distributor, โรงพยาบาล)
เมื่อมี margin หลายชั้นแล้วจะคุมตรงไหน ถ้าคุมจากที่ต้นทางรพ.ก็ยังบวก margin ได้ ถ้าคุมปลายทางเอกชนจะอ้างต้นทุนแฝงทั้ง stock, cold chain, R&D ไปจนถึงค่าบริการแพทย์
จะเกิดอะไรขึ้น
โรงพยาบาลเอกชนระดับ top 5 คือบริษัทจดทะเบียน มีกำไรจากค่ายาเวชภัณฑ์เป็นอีกรายได้หลัก เมื่อรัฐบังคับคุมราคาจริง จะกระทบโดยตรง และเกิดการ lobby อย่างหนักมาก ซึ่งภาพลักษณะนี้เป็นปกติ ฝ่ายการเมืองรู้ถึง Scenario นี้อยู่แล้ว
ถ้าจะคุมจริงต้องทำยังไง
ชมรมเภสัชชนบทถอดบทเรียนและจัดทำข้อเสนอต่อรัฐบาล
1. เสนอให้รัฐบาลโดยกรมการค้าภายในและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ( อย.) ใช้กลไกราคากลาง (Reference Pricing)
1.1 อย. จัดทำ list ยาที่จำเป็น Essential Medicines
1.2 กรมการค้าภายใน กำหนด ราคากลางและเพดานกำไร เช่น กำหนดรายการยา generic จำนวน 100 รายการที่แพทย์สั่งใช้กับคนไข้จำนวนมาก ต้องขายไม่เกิน xxxxx % ของราคากลาง reference price
2. รัฐบาลโดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข บังคับใช้ข้อกำหนดอย่างจริงจัง ที่รพ.เอกชนต้องออกทางเลือกให้ใบสั่งยาและให้ผู้ป่วยเลือกซื้อจากร้านยาได้ ส่วนนี้จะทำให้เกิดการแข่งขันในตลาด โดยไม่ต้องไปคุมราคา
3. ราคาที่ฉลาก โดยที่ประชาชนตรวจสอบได้ว่า ยาตัวนี้มีเพดานราคาเท่าไหร่ ถ้า รพ.ขายแพงกว่ามาก ต้องมีเหตุผลชี้แจง Price Transparency ต้องดำเนินการโดยมีฐานข้อมูลกลาง รวบรวมข้อมูลและให้ผู้ป่วยเข้าถึงเพื่อตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง
4. บังคับใช้เป็น Phase โดย
ระยะที่ 1: ยาที่ใช้บ่อยที่สุด 100 รายการ
ระยะที่ 2: เวชภัณฑ์พื้นฐาน เช่น น้ำเกลือ เข็ม ผ้าก๊อซ ฯลฯ
ระยะที่ 3 ยากลุ่มโรคเรื้อรังที่มียา generic แล้ว โดยเฉพาะเบาหวาน ความดัน ไขมัน ข้อนี้จะสะท้อนความรอบคอบและไม่ภาระกระทบกับ supply chain
แนวคิดรัฐบาลโดย รมต.ศุภจี น่าสนใจ ถูกทิศทางและสอดคล้องกับแนวโน้มสากล แต่ต้องทำแบบรอบคอบและค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้กระทบ supply chain หรือทำให้โรงพยาบาลเอกชนปรับราคาอย่างอื่นแทน ไม่เช่นนั้นผู้ป่วยอาจไม่เห็นประโยชน์จริงเท่าที่คาดหวัง ความท้าทายคือ 4 เดือนกับการควบคุมราคา อย่างน้อยระยะที่ 1 เกิดขึ้นก็น่าจะพอทำให้เป็นแรงดีด มีแรงสนับสนุนในการทำงานครั้งหน้าต่อไปBack to top
ราชกิจจาฯ เรื่องกำหนดราคากลางยา 18 กันยายน 2568


ราชกิจจาฯ 18 กันยายน 2568 ประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ เรื่องกำหนดราคากลางยา เป็นการปรับปรุงรายการยาให้ถูกต้องและทันสมัย (ยกเลิกประกาศกำหนดราคากลางยาลงวันที่ 30 สิงหาคม 2567) รายการยาดูในบัญชีแนบท้าย ราคายาใหม่นี้ เป็นราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 ไว้แล้ว ประกาศ วันที่ 25 สิงหาคม 2568 -- ดูประกาศทั้งฉบับและบัญชียาแนบท้ายBack to top
โรงพยาบาลเอกชน เปิดปม ค่ายาแพง จี้พาณิชย์แก้จากต้นทาง-ต้นทุนจริง - ฐานเศรษฐกิจ


5 ตุลาคม 2568 ฐานเศรษฐกิจ นำเสนอ "โรงพยาบาลเอกชน เปิดปม ค่ายาแพง จี้พาณิชย์แก้จากต้นทาง-ต้นทุนจริง" KEY POINTS สะท้อนข้อมูลจากฝั่งโรงพยาบาลเอกชน ถึงสาเหตุของยาแพง
- โรงพยาบาลเอกชนชี้แจงว่าค่ายาแพงมีสาเหตุจากโครงสร้างต้นทุนที่สูงกว่าโรงพยาบาลรัฐ ทั้งค่าอาคาร บุคลากร และเครื่องมือแพทย์ที่ต้องลงทุนเองโดยไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุน
- บริษัทผู้ผลิตยาขายยาให้โรงพยาบาลรัฐในราคาที่ถูกกว่าเอกชนมาก (อาจต่างกันถึง 50%) เนื่องจากรัฐบาลมีอำนาจต่อรองสูงจากการสั่งซื้อในปริมาณมหาศาล
- เสนอให้กระทรวงพาณิชย์แก้ปัญหาที่ต้นทาง โดยควบคุมราคายาจากบริษัทผู้ผลิตโดยตรง แทนการควบคุมราคาที่โรงพยาบาลซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
อ่านข่าวทั้งหมด
Back to top
เทียบราคายาพาราเซ็ตตามอล - วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์ LINK


วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์ เผยแพร่ภาพเปรียบเทียบราคาขายยาพาราเซ็ตตามอล (ข้อมูลจากกรมการค้าภายใน)
- ตัวแรก Tempra 500mg ข้างนอกขายที่เม็ดละประมาณ 10 บาทบวกลบ ในโรงพยาบาลเอกชนใน กทม. ขายเม็ดละ 55 บาท - ตัวที่สอง Paramed 325mg ข้างนอกขายที่เม็ดละประมาณ 7 บาทบวกลบ ในโรงพยาบาลเอกชนใน กทม. ชายเม็ดละ 13.50 - 15 บาท
- ตัวที่สาม Ceemol 325mg ข้างนอกขายที่เม็ดละประมาณ 1 บาท ในโรงพยาบาลเอกชนใน กทม. ขายเม็ดละ 7-8 บาท
- ตัวที่สี่ Sara 500mg ข้างนอกขายที่เม็ดละประมาณ 1.50 บาท บวกลบ ในโรงพยาบาลเอกชนใน กทม. ขายเม็ดละ 4.50- 5.50 บาท อ่านโพสต์เต็มและร่วมแสดงความเห็นBack to top
ข้อมูลนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมแสดงความรู้สึกได้นะครับ
บทความนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมให้คะแนนได้ที่นี่
★★★★★
คลิกที่ดาวเพื่อลงคะแนน
คะแนนเฉลี่ย: ⭐ 5 / 5 (จากผู้โหวต 1 คน)