
ถือเป็นข่าวดีของผู้ป่วยมะเร็งในประเทศไทย เมื่อไทยสามารถผลิต "อิมครานิบ 100" (IMCRANIB 100) ยารักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้า (Targeted Therapy) ตำรับแรกที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ ณ โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จ.ชลบุรี โดยได้รับการขึ้นทะเบียนจาก อย. เมื่อช่วงกลางปี 2568 ที่ผ่านมา
ยารักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้า คืออะไร
นวัตกรรมการรักษาทางเลือกใหม่ที่ใช้วิธีการส่งยาเข้าไป "โจมตี" เฉพาะเจาะจงที่โปรตีนหรือยีนที่มีความผิดปกติภายในเซลล์มะเร็งเท่านั้น โดยไม่ทำอันตรายต่อเซลล์ปกติที่แข็งแรงรอบข้าง
สถาบันจุฬาภรณ์ นิยามยารักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้า ไว้ว่า "ยารักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้า” หรือ Targeted Therapy ซึ่งเป็นการใช้ยาที่มีความจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็งสามารถทำลาย หรือยับยั้งเซลล์มะเร็งเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดการทำลายเซลล์ปกติในร่างกาย เป็นการลดผลข้างเคียงจากการรักษาแบบดั้งเดิม เช่น เคมีบำบัด นอกจากนี้ยังสามารถสามารถปรับแผนการรักษาได้อย่างรวดเร็วตามลักษณะการดำเนินโรคของผู้ป่วยแต่ละราย" [
cra.ac.th]
เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนระหว่าง เคมีบำบัด กับ ยามุ่งเป้า
- เคมีบำบัด (Chemotherapy) เปรียบเสมือนการ "ปูพรมระเบิด" ซึ่งทำลายทั้งเซลล์มะเร็งและเซลล์ดีที่แบ่งตัวเร็ว (เช่น รากผม หรือเยื่อบุทางเดินอาหาร)
- ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) เปรียบเสมือน "ขีปนาวุธนำวิถี" ที่ถูกตั้งโปรแกรมมาให้ค้นหาและทำลายเฉพาะเป้าหมายที่เป็นเซลล์มะเร็งโดยเฉพาะ
| หัวข้อเปรียบเทียบ |
ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) |
เคมีบำบัด (Chemotherapy) |
| กลไกการทำงาน |
เน้นโจมตี "โปรตีนหรือยีน" เฉพาะจุดที่ผิดปกติของเซลล์มะเร็ง เปรียบเสมือนขีปนาวุธนำวิถี |
ทำลายเซลล์ที่มีการแบ่งตัวเร็ว "แบบเหมารวม" ทั้งเซลล์มะเร็งและเซลล์ปกติ เปรียบเสมือนการปูพรมระเบิด |
| ความแม่นยำ |
มีความแม่นยำสูง ส่งผลกระทบต่อเซลล์ข้างเคียงน้อย |
ความแม่นยำต่ำกว่า ส่งผลกระทบต่อเซลล์ปกติที่แบ่งตัวเร็วทั่วร่างกาย |
| ผลข้างเคียง |
มักมีอาการผื่นผิวหนัง, ท้องเสีย หรือความดันสูง (มักไม่มีอาการผมร่วงรุนแรง) |
ผมร่วง, คลื่นไส้อาเจียน, ปากอักเสบ และระดับเม็ดเลือดขาวต่ำลงอย่างชัดเจน |
| รูปแบบการให้ยา |
มีทั้งชนิด รับประทาน (Oral) เช่น อิมครานิบ 100 และชนิดฉีด |
ส่วนใหญ่เป็น ยาฉีดเข้าเส้นเลือด (IV) ซึ่งต้องทำเป็นรอบ (Cycles) |
| เงื่อนไขการใช้ |
ต้องตรวจหา ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker) ก่อนเพื่อดูว่ามะเร็งมีเป้าหมายที่ยาจะจับหรือไม่ |
สามารถใช้ได้กับมะเร็งหลายชนิดโดยไม่ต้องตรวจยีนเฉพาะเจาะจง |
กลไกการทำงานของยามุ่งเป้า
ยาเหล่านี้จะเข้าไปขัดขวางกระบวนการเติบโตของมะเร็งในด้านต่างๆ ดังนี้
- ขัดขวางสัญญาณการแบ่งตัว เข้าไป "ปิดสวิตช์" ตัวรับสัญญาณที่กระตุ้นให้เซลล์มะเร็งแบ่งตัวและแพร่กระจาย
- ยับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่ (Angiogenesis) ตัดวงจรการลำเลียงสารอาหาร โดยการยับยั้งไม่ให้เซลล์มะเร็งสร้างหลอดเลือดใหม่มาหล่อเลี้ยงตัวเอง
- นำส่งยาพิษเข้าสู่เซลล์มะเร็งโดยตรง ใช้สารที่มีความจำเพาะเจาะจงพายาไปปล่อยไว้ที่ตัวเซลล์มะเร็งเท่านั้น
- เปลี่ยนวงจรชีวิตเซลล์ กระตุ้นให้เซลล์มะเร็งเกิดกระบวนการตายตามธรรมชาติ (Apoptosis) เร็วขึ้น
ข้อดีเด่นของยามุ่งเป้า
- ผลข้างเคียงต่ำกว่า เนื่องจากไม่ทำลายเซลล์ดีทั่วไป ผู้ป่วยจึงมักไม่มีอาการผมร่วงรุนแรง หรือคลื่นไส้อาเจียนหนักเท่าเคมีบำบัด
- ประสิทธิภาพแม่นยำ ให้ผลการรักษาที่ดีกว่าในมะเร็งบางชนิดที่ตอบสนองต่อยาได้ดี
- ความสะดวก ยามุ่งเป้าหลายชนิด (เช่น อิมครานิบ 100) อยู่ในรูปแบบยาเม็ดสำหรับรับประทาน ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาลเพื่อฉีดยาบ่อยๆ
ข้อควรรู้ก่อนการรักษาด้วยยาพุ่งเป้า
สิ่งสำคัญประการแรกที่ต้องตระหนักคือ "การใช้ยามุ่งเป้า
ไม่สามารถใช้ได้กับผู้ป่วยทุกคน" แม้จะเป็นมะเร็งชนิดเดียวกันก็ตาม แพทย์จำเป็นต้องทำการ
"ตรวจยีน" (Biomarker Testing) จากชิ้นเนื้อเพื่อดูว่าเซลล์มะเร็งนั้นมี "เป้าหมาย" (Target) ที่ตรงกับยาหรือไม่ หากตรวจไม่พบเป้าหมาย ยามุ่งเป้าก็จะไม่สามารถออกฤทธิ์ได้ผล
ยารักษามะเร็งชนิดมุ่งเป้าคือความหวังใหม่ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วย ให้สามารถรักษามะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยได้รับผลกระทบต่อร่างกายน้อยลง

ทำความรู้จัก "อิมครานิบ 100"
ยาตัวนี้มีตัวยาสำคัญคือ อิมาทินิบ (Imatinib) 100 มิลลิกรัม จัดอยู่ในกลุ่มยาที่เรียกว่า Tyrosine Kinase Inhibitors (TKIs) ซึ่งมีกลไกการทำงานที่ชาญฉลาด
- เจาะจงเซลล์ร้าย ยาจะเข้าไปขัดขวางสัญญาณการเติบโตของเซลล์มะเร็งโดยตรง
- ถนอมเซลล์ดี ต่างจากเคมีบำบัดแบบเดิม (Chemo) ทำให้ผลข้างเคียงต่อร่างกายน้อยกว่า
- ประสิทธิภาพสูง ช่วยควบคุมการแพร่กระจายของมะเร็งได้อย่างแม่นยำ
คุณสมบัติยาอิมครานิบ
ยาอิมครานิบ มีคุณสมบัติยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ไทโรซีนไคเนสอย่างจำเพาะเจาะจง เป็นการทำลายเซลล์มะเร็งอย่างแม่นยำช่วยให้การควบคุมการแพร่กระจายของเซลล์ มะเร็งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถใช้รักษาโรคมะเร็งได้หลายชนิด เช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดซีเอ็มแอล มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดฟิลาเดลเฟียบวก มะเร็งเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหาร (GIST) มะเร็งผิวหนังชนิดหายาก (DFSP)
อิมครานิบ 100 รักษามะเร็งอะไรได้บ้าง?
- มะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรัง ชนิดซีเอ็มแอล (CML)
- มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน ชนิดฟิลาเดลเฟียบวก (Ph+ ALL)
- มะเร็งเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหาร หรือมะเร็งจิสต์ (GIST)
- มะเร็งผิวหนังชนิดหายาก (DFSP)
กลไกการออกฤทธิ์ (Mechanism of Action)
อิมครานิบ จัดอยู่ในกลุ่มยา Tyrosine Kinase Inhibitors (TKIs) โดยมีกลไกที่เฉพาะเจาะจงมาก
- การปิดสวิตช์สัญญาณ ยาจะเข้าไปจับกับโปรตีนผิดปกติ (เช่น BCR-ABL ในมะเร็งเม็ดเลือดขาว) เพื่อปิดสัญญาณการสั่งการที่ทำให้เซลล์มะเร็งแบ่งตัวแบบไม่หยุดยั้ง
- การยับยั้งการเจริญเติบโต เมื่อสัญญาณถูกบล็อก เซลล์มะเร็งจะไม่สามารถขยายตัวได้และค่อยๆ ตายไปในที่สุด โดยไม่ส่งผลกระทบต่อเซลล์ปกติที่ไม่มีโปรตีนผิดปกตินี้
รูปแบบยาและการดูดซึม
- รูปแบบ เป็นยาเม็ดชนิดรับประทาน (Oral Tablet) ขนาด 100 มิลลิกรัม
- การดูดซึม ร่างกายสามารถดูดซึมยาได้ดีมากจากทางเดินอาหาร (เกือบ 100%) โดยแนะนำให้รับประทานพร้อมอาหารและดื่มน้ำตามมากๆ เพื่อลดการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร
ข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ (Indications)
ยาตัวนี้มีคุณสมบัติในการรักษาโรคที่เกิดจากความผิดปกติของยีนและโปรตีนเฉพาะกลุ่ม ได้แก่
- มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง (CML) โดยเฉพาะระยะที่มีโครโมโซมฟิลาเดลเฟีย (Ph+)
- มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน (ALL) ในกลุ่มที่มีความผิดปกติของยีน Ph+ เช่นกัน
- มะเร็งทางเดินอาหาร (GIST) มะเร็งที่เกิดจากเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในระบบทางเดินอาหารที่ผ่าตัดไม่ได้ หรือมีการแพร่กระจาย
- กลุ่มโรคเลือดและเนื้อเยื่ออื่นๆ เช่น โรคมะเร็งผิวหนังชนิดหายาก (DFSP) หรือโรคที่มีการสะสมของเซลล์ผิดปกติในไขกระดูก
คุณสมบัติเด่นในแง่ของ "ยาไทย"
- นวัตกรรมไทย เป็นยามุ่งเป้าตำรับแรกที่ผลิตโดยโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ซึ่งได้มาตรฐานสากล (GMP)
- ความคุ้มค่า: มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับยาต้นแบบจากต่างประเทศ แต่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและทำให้ระบบสาธารณสุขไทยเข้าถึงยาระดับสูงได้มากขึ้น
ข้อควรระวังในการใช้
แม้จะมีผลข้างเคียงน้อยกว่าเคมีบำบัด แต่คุณสมบัติของยาอาจทำให้เกิดอาการบางอย่างได้ เช่น
- อาการบวม โดยเฉพาะรอบดวงตาหรือข้อเท้า (Fluid Retention)
- อาการทางเดินอาหาร คลื่นไส้ หรือท้องเสียเล็กน้อย
- ค่าเลือด อาจทำให้เม็ดเลือดขาวหรือเกล็ดเลือดต่ำลงชั่วคราว จึงต้องมีการเจาะเลือดติดตามผลสม่ำเสมอ
โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โดยศูนย์มะเร็งวิทยา ได้พิจารณานำยา “อิมครานิบ 100” จากโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ มาใช้ในฐานะโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านโรคมะเร็งเป็นแห่งแรก และได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่สำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และศักยภาพของการผลิตยาคุณภาพสูงในประเทศไปสู่การนำไปใช้จริงกับผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ
ทั้งนี้ ผู้ที่จะรับยาอิมครานิบ 100 ในระยะแรกจึงต้องเป็นผู้ป่วยมะเร็งของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งทั้ง 4 ชนิดดังกล่าว และได้รับการสั่งจ่ายยาโดยแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยาเท่านั้น (ผู้ป่วยไม่สามารถขอรับยาเองได้)
ทำไมการผลิตได้เองถึงสำคัญต่อคนไทย?
การผลิตยาที่สำคัญได้เองเช่นนี้ คือตัวเปลี่ยนเกมที่สำคัญของไทย เป็นคุณูปโยชน์ต่อประเทศในทุกมิติ ตั้งแต่
- ลดภาระค่าใช้จ่าย: ช่วยลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศที่มีราคาสูง
- เพิ่มการเข้าถึง: ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาระดับสากลได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นผ่านสิทธิสวัสดิการรัฐ
- ความมั่นคงทางยา: สร้างรากฐานให้ไทยสามารถวิจัยและผลิตยารักษามะเร็งชนิดอื่นๆ ได้เองในอนาคต
สำเร็จในการผลิตยาฆ่ามะเร็ง "อิมครานิบ 100" ได้ในประเทศ ไม่ใช่แค่ยารักษาโรค แต่คือการสร้างรากฐานที่สำคัญ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งให้ดียิ่งขึ้นอย่างยั่งยืน เป็นความสำเร็จที่แสดงถึงพระอัจฉริยภาพและความสามารถของนักวิจัยไทยในเวทีโลก
ถามตอบเรื่องยามะเร็งพุ่งเป้าอิมครานิบ 100
ถาม : ถ้าได้รับการสั่งจ่ายยาอิมครานิบ 100 เบิกกองทุนสุขภาพได้หรือไม่ ?
ตอบ : เบิกได้
เนื่องจากยาเม็ดรักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้าตำรับแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทยภายใต้ชื่อ “อิมครานิบ 100 / IMCRANIB 100″ ประกอบด้วยตัวยาสำคัญอิมาทินิบ (IMATINIB) 100 มิลลิกรัม ซึ่งยาอิมมาทินิบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน สามารถเบิกได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดของแต่ละกองทุน ทั้งสิทธิข้าราชการเบิกจ่ายตรงกรมบัญชีกลาง สิทธิบัตรทอง สิทธิประกันสังคม
อย่างไรก็ตาม แต่ละกองทุนสุขภาพซึ่งมีข้อจำกัดในบางโรคและบางระยะของโรคที่ยังไม่สามารถเบิกจ่ายจากกองทุนสุขภาพในปัจจุบัน
ดังนั้น การผลิตยาได้เองในประเทศจะช่วยแก้ปัญหาข้อจำกัดนี้ได้ในอนาคต โดยจะช่วยขยายขอบเขตการใช้ยาให้ครอบคลุมทุกข้อบ่งชี้ของการรักษา ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการควบคุมโรค ลดความทุกข์ทรมาน และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ไขข้อสงสัยเพิ่มเติมระหว่างความแตกต่างของมะเร็งจิสต์ (GIST) หรือมะเร็งเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหาร กับ มะเร็งลำไส้ใหญ่
ถาม : ถ้า GIST อยู่ในลำไส้ ก็คือมะเร็งลำไส้ใหญ่ใช่ไหม?
ตอบ : ไม่ใช่ เพราะเป็นคนละชนิดกัน ทั้งด้านเซลล์ต้นกำเนิดและวิธีการรักษา ดังนั้น มะเร็ง GIST ที่ลำไส้ ≠ มะเร็งลำไส้ใหญ่
ความแตกต่าง
มะเร็งจิสต์ GIST (Gastrointestinal Stromal Tumor)
- เป็นมะเร็งของเซลล์เนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่อยู่ในผนังของทางเดินอาหาร
- อาจเกิดได้ตั้งแต่หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก จนถึงลำไส้ใหญ่
- ถึงแม้จะเจอในลำไส้ แต่ไม่ได้เรียกว่า “มะเร็งลำไส้ใหญ่”
- รักษาด้วย “ยามุ่งเป้า” เช่น IMATINIB ซึ่งยา“อิมครานิบ 100” ประกอบด้วยตัวยาสำคัญอิมาทินิบ (IMATINIB) จึงใช้รักษามะเร็งชนิดดังกล่าว (เคมีบำบัดทั่วไปใช้ไม่ได้ผล)
มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colorectal Cancer)
- เป็นมะเร็งของเซลล์เยื่อบุผิวด้านในของลำไส้
- เกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงสะสม เช่น รับประทานอาหารแปรรูป พันธุกรรม
- เกิดได้ในหลายตำแหน่งของลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
- การรักษาหลัก คือ การผ่าตัด เคมีบำบัด และในบางกรณีอาจใช้ภูมิคุ้มกันบำบัด
โดยสรุป แม้ว่ามะเร็ง GIST จะเกิดใน “ลำไส้” ได้ แต่เป็นมะเร็งคนละชนิดกับมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยสิ้นเชิง รู้ให้ชัด เพื่อการวินิจฉัยและวางแผนรักษาที่ถูกต้องที่สุด
เอกสารเผยแพร่ รพ.จุฬาภรณ์ Back to top
ก่อกำเนิดด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์กว้างไกล


ด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์กว้างไกลของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงมีพระปณิธานอันแน่วแน่ในการพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศไทย ด้วยทรงตระหนักถึงความยากลำบากของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ขาดโอกาสเข้าถึงเภสัชภัณฑ์ประสิทธิภาพสูง ทรงจัดตั้งโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดําริ ณ พระตําหนักพิมานมาศ อําเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ในปี พ.ศ. ๒๕๖๓ เพื่อให้เป็นโรงงานต้นแบบผลิตเภสัชภัณฑ์ที่จะเข้ามาเพิ่มขีดความสามารถการวิจัยและการพัฒนาเภสัชภัณฑ์สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งให้ต่อเนื่องสมบูรณ์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย Back to top


โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็งแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานวิธีการที่ดีในการผลิตยาและการกระจายยา GMDP PIC/s ตามมาตรฐานสากลและมีศักยภาพด้านการวิจัยทางเภสัชกรรมซึ่งมีความสามารถนำองค์ความรู้จากการวิจัยมาต่อยอดเป็นการผลิตระดับอุตสาหกรรม เพื่อให้มียารักษาโรคมะเร็งเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศไทยซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการนำเข้ายาจากต่างประเทศ และเสริมสร้างองค์ความรู้แก่บุคลากรในด้านการผลิตเภสัชภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงให้แก่ประเทศไทย
ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงวางพระนโยบายการวิจัย และผลิตยารักษาโรคมะเร็งอย่างรอบคอบ ทรงให้ความสำคัญต่อการดูแลผู้ป่วยในทุกมิติ ด้วยแนวพระนโยบายที่กว้างขวางนี้จึงเกิดการวิจัยที่หลากหลาย และครอบคลุมการรักษาโรคมะเร็งในทุกรูปแบบโดยยารักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้าที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซีนไคเนส (Tyrosine Kinase Inhibitors) เป็นหนึ่งในยาที่ทรงสนพระทัยเนื่องจากเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้รักษาโรคมะเร็งได้หลากหลายชนิด ให้ผลการรักษาดี มีอาการข้างเคียงต่ำ เป็นที่ยอมรับจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา
Back to top


ตลอดการดำเนินโครงการทรงมีพระวิริยะอุสาหะ และใส่พระทัยติดตามความก้าวหน้าของโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ด้วยพระองค์เอง โดยทรงร่วมในกระบวนการตรวจสอบความสมบูรณ์ของเครื่องมือ เครื่องจักรต่าง ๆ และทรงร่วมปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ณ ห้องปฏิบัติการควบคุมคุณภาพของโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ทรงใช้พระสติปัญญาและพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลนำคณะทำงานของโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริเพื่อการพัฒนามาตรฐานเภสัชกรรมอย่างยั่งยืนเพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากโรงงานแห่งนี้มีคุณภาพเป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐานสากล โดยทรงปฏฺิบัติการพิสูจน์เอกลักษณ์ และทรงวิเคราะห์หาปริมาณสารปนเปื้อน ความชื้นในวัตถุดิบด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ทางเคมีฟิสิกส์ชั้นสูง
นอกจากนี้ ยังทรงปฏิบัติการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ยาสำเร็จรูป เช่น พฤติกรรมการปลดปล่อยตัวยาสำคัญ มิติความแข็ง ความกร่อนของเม็ดยาเม็ด เป็นต้น
ผลจากการทรงงานด้านเภสัชกรรมด้วยพระวิริยะอุตสาหะ และพระปณิธานอันแน่วแน่ตลอดหลายปี เกิดเป็นคุณูปการสำคัญต่อวงการสาธารณสุข คือ ยาเม็ดรักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้าตำรับแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย “อิมครานิบ 100 / IMCRANIB 100″ โดยประกอบด้วยตัวยาสำคัญอิมาทินิบ (IMATINIB) ๑๐๐ มิลลิกรัม โดยได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ และพร้อมสำหรับการนำไปใช้เพื่อรักษาผู้ป่วยมะเร็ง Back to top


ความสำเร็จนี้นับเป็นพระกรุณาธิคุณที่ไม่เพียงช่วยเหลือประชาชนคนไทยให้พ้นจากทุกข์ภัยของโรคมะเร็งเท่านั้น แต่ยังเป็นการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะความชำนาญด้านการพัฒนาตำรับ การผลิต การควบคุมคุณภาพ การประกันคุณภาพ การทดสอบทางเภสัชวิทยา และการขึ้นทะเบียนยารักษาโรคมะเร็งให้แก่บุคลากรและองค์กรที่เกี่ยวข้อง เป็นการยกระดับความสามารถด้านเภสัชอุตสาหการและเทคโนโลยีเภสัชกรรมและบุคลากรทางด้านนี้ของประเทศไทยให้พร้อมรองรับการผลิตและการวิจัยยารักษาโรคมะเร็งตำรับอื่นที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป สร้างความมั่นคงทางยาให้กับประเทศในระยะยาวเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน
อนึ่ง สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์โดยภายใต้โครงการ “ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ” ได้มีความสำเร็จภายใต้การนำของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ในการพัฒนาเซลล์ต้นแบบ พัฒนากระบวนการผลิต และผลิตยารักษามะเร็งแบบมุ่งเป้ากลุ่มชีววัตถุตัวแรกของประเทศไทยคือยา “ทราสทูซูแมบ” (Trastuzumab) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ในวันเดียวกันเมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ ในชื่อ “HERDARA” ด้วย โดยการพัฒนายาชีววัตถุตัวดังกล่าวเกิดขึ้นโดยนักวิจัยไทยทั้งหมดตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยไม่อาศัยการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศเลย ความสำเร็จนี้จะเป็นพื้นฐานในการพัฒนายาชีววัตถุตัวใหม่ ๆ ต่อไปในอนาคต
ชมคลิป Back to top
ข้อมูลนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมแสดงความรู้สึกได้นะครับ
บทความนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมให้คะแนนได้ที่นี่
★★★★★
คลิกที่ดาวเพื่อลงคะแนน
คะแนนเฉลี่ย: ⭐ 5 / 5 (จากผู้โหวต 1 คน)