
ใช้ชีวิตขัดกับ “นาฬิกาชีวภาพ” เสี่ยงกรดไหลย้อนและโรคกระเพาะโดยไม่รู้ตัว
ระบบทางเดินอาหารของเรามี "นาฬิกาชีวภาพ" (biological clock) ที่ควบคุมการหลั่งกรด การย่อยอาหาร และการบีบตัวของกระเพาะอาหาร แต่พฤติกรรมของคนวัยทำงานในปัจจุบัน เช่น ทำงานเป็นกะ นอนดึก อดอาหาร กินอาหารไม่เป็นเวลา หรือกินมื้อดึก อาจรบกวนการทำงานของระบบทางเดินอาหาร ทำให้อาหารค้างในกระเพาะนานขึ้น เกิดอาการแน่นท้อง ท้องอืด และเพิ่มโอกาสเกิดกรดไหลย้อน โดยเฉพาะการนอนทันทีหลังรับประทานอาหาร ซึ่งทำให้กรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาระคายเคืองหลอดอาหารได้ง่าย หากเกิดขึ้นต่อเนื่อง อาจทำให้หลอดอาหารอักเสบเรื้อรัง ขณะที่การกินอาหารไม่ตรงเวลาและพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็อาจกระตุ้นให้เยื่อบุกระเพาะอาหารระคายเคืองหรืออักเสบ จนเกิดโรคกระเพาะได้” พญ.สาวินี จิริยะสิน แพทย์อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
[1] ได้ให้คำอธิบาย
พฤติกรรมที่รบกวนการทํางานของระบบทางเดินอาหาร อดอาหาร ทํางานเป็นกะ กินมื้อดึก กินอาหาร ไม่ตรงเวลา นอนทันที หลังอาหาร
กรดไหลย้อน-โรคกระเพาะ โรคใกล้กัน แต่อาการและสาเหตุต่างกัน
แม้กรดไหลย้อนและโรคกระเพาะจะเป็นโรคที่เกิดในระบบทางเดินอาหารส่วนบนเหมือนกัน แต่ทั้งสองโรคมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยกรดไหลย้อนเกิดจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว หรือรู้สึกขมในคอ ซึ่งอาจถูกกระตุ้นได้จากพฤติกรรมของคนวัยทำงาน เช่น กินอาหารมื้อดึก นอนทันทีหลังรับประทานอาหาร น้ำหนักตัวเกิน หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
ขณะที่โรคกระเพาะเกิดจากการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs รวมถึงพฤติกรรมบางอย่าง เช่น กินอาหารไม่ตรงเวลา หรือความเครียดสะสมที่อาจกระตุ้นให้อาการรุนแรงขึ้น ส่งผลให้มีอาการปวดหรือจุกบริเวณลิ้นปี่ แน่นท้อง คลื่นไส้ หรืออิ่มเร็ว แม้อาการบางอย่างจะคล้ายกัน แต่ทั้งสองโรคมีสาเหตุและแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน จึงควรได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมจากแพทย์อย่างละเอียด

อย่าชะล่าใจ “กรดไหลย้อน-โรคกระเพาะ” อาจเสี่ยงโรครุนแรงในอนาคต
ผลกระทบที่ตามมา ท้องอืด แน่นท้อง แสบร้อนกลางอก กลุ่มเสี่ยง อายุ 50 ปีขึ้นไป มีประวัติครอบครัว เป็นมะเร็งทางเดินอาหาร
กรดไหลย้อนและโรคกระเพาะเป็นโรคที่พบได้บ่อยในวัยทำงาน และมักสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น กินอาหารไม่เป็นเวลา กินมื้อดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีความเครียดสะสม ซึ่งอาจกระตุ้นให้อาการรุนแรงขึ้น โดยกรดไหลย้อนเกิดจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาระคายเคืองหลอดอาหาร หากเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้หลอดอาหารอักเสบเรื้อรัง และในบางรายอาจพัฒนาเป็นภาวะ Barrett’s esophagus ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งหลอดอาหารได้ ขณะที่โรคกระเพาะหรือแผลในกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาในระยะยาว ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหารได้เช่นกัน
6 สัญญาณอันตราย ต้องรีบพบแพทย์ น้ําหนักลด ผิดปกติ ปวดท้อง ต่อเนื่อง โด อาเจียน เป็นเลือด กลืนลําบาก ถ่ายนํา หรือ ถ่ายเป็นเลือด ซีด อ่อนเพลีย เรื้อรัง
"โรคในระบบทางเดินอาหารส่วนบนหลายชนิดมักเริ่มต้นด้วยอาการทั่วไป เช่น แสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว จุกแน่นลิ้นปี่ หรือปวดท้อง ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากคิดว่าเป็นเพียงอาการชั่วคราวและมาพบแพทย์ล่าช้า แต่หากมีอาการรุนแรงหรือผิดปกติร่วมด้วย เช่น อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ กลืนลำบาก น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ซีด อ่อนเพลีย หรือปวดท้องต่อเนื่อง ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรครุนแรง โดยเฉพาะโรคมะเร็งทางเดินอาหารส่วนบน โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งทางเดินอาหาร" พญ.สาวินี กล่าว

ส่องกล้องกระเพาะอาหาร ตัวช่วยสำคัญในการวินิจฉัยโรคทางเดินอาหารส่วนบน
การตรวจโรคระบบทางเดินอาหารส่วนบนสามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับอาการและความเสี่ยงของผู้ป่วย โดยวิธีที่ใช้บ่อยคือการส่องกล้องกระเพาะอาหาร (Gastroscopy) ซึ่งช่วยตรวจความผิดปกติของหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้นได้อย่างละเอียด เช่น กรดไหลย้อน หลอดอาหารอักเสบ โรคกระเพาะ และแผลในกระเพาะอาหาร รวมถึงสามารถเก็บชิ้นเนื้อเพื่อตรวจหาเชื้อ H. pylori ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของแผลและมะเร็งกระเพาะอาหารได้
นอกจากนี้ ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น การเอกซเรย์กลืนแป้งเพื่อประเมินการกลืนและความผิดปกติของหลอดอาหาร การตรวจวัดกรดไหลย้อน 24 ชั่วโมงในผู้ที่มีอาการเรื้อรัง หรือการตรวจการบีบตัวของหลอดอาหารในผู้ที่มีปัญหาการกลืน เพื่อช่วยวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น
"โรคระบบทางเดินอาหารส่วนบนกำลังเข้าใกล้คนวัยทำงานมากขึ้นทุกปี ดังนั้นอยากให้ทุกคนหันมาดูแลตัวเอง เริ่มลด ละ เลิก พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำร้ายระบบทางเดินอาหาร ควบคู่กับการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ และหากมีอาการที่เข้าข่าย ไม่ต้องรอให้เป็นหนัก สามารถเข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองได้ทันที เพราะการตรวจพบเร็วจะช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาได้เหมาะสม และเพิ่มโอกาสในการรักษาได้"
[1] พญ.สาวินี จิริยะสิน แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิมุต
ข้อมูลนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมแสดงความรู้สึกได้นะครับ
บทความนี้มีประโยชน์กับคุณอย่างไร? ร่วมให้คะแนนได้ที่นี่
★★★★★
คลิกที่ดาวเพื่อลงคะแนน
คะแนนเฉลี่ย: ⭐ 5 / 5 (จากผู้โหวต 1 คน)