ฝีดาษวานร ยังไม่ควรตื่นตระหนกมาก - ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
1. เชื้อไวรัสนี้จะแพร่ต่อเมื่อคนติดเชื้อเริ่มมีอาการแล้ว ได้แก่ ไข้ปวดหัว ปวดเมื่อย มีต่อมน้ำเหลืองโต และที่สำคัญก็คือ จะมีผื่นที่ปรากฏเห็นได้ชัด ที่หน้าที่แขนและที่มือหลังจากเริ่มอาการป่วยไม่นาน
2. ความสามารถในการติดจากคนสู่คน ต่ำกว่า small pox หรือโรคฝีดาษซึ่งเป็นเชื้อสายพันธุ์ต้นตระกูลมากมาย
3. หากติดเชื้อ ความรุนแรงจนกระทั่งเสียชีวิต โดยทั่วไปจะถือว่าน้อยกว่า 10% แต่ในความเป็นจริงแล้ว อัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ต่ำมาก ประมาณ 1% หรือมากกว่า1% นั้นเล็กน้อย
4. ไวรัสตัวนี้เป็นชนิด DNA ดังนั้นความสามารถที่จะมีการแปรผันรหัสพันธุกรรมเกิดเป็นสายพันธุ์ใหม่แบบโควิดนั้น แทบเป็นไปไม่ได้เลย
5. การติดเชื้ออยู่ที่การสัมผัสใกล้ชิด ฝอยละออง จากการไอ จาม น้ำลาย จากคนติดเชื้อ ที่มีอาการแล้ว
และกรณีที่ติดจากสัตว์ จะเป็นจากการสัมผัสใกล้ชิด หรือ กับสัมผัสเนื้อ หรือสิ่งคัดหลั่งเลือด เวลาที่ทำอาหาร เช่นในแอฟริกา
อย่ากลัวสัตว์มาก เพราะในกรณีนี้ในประเทศต่างๆ คนติดจากคนด้วยกัน (ในการเกิดโรคเป็นกระจุก หลาย 10 ปีที่ผ่านมาในแอฟริกา เป็นจากสัตว์มาคน และคนสู่คน)
6. การติดเชื้อเป็นกระจุกเล็กๆมีมาในอดีตหลาย 10 ปีที่แล้วเช่นในสหรัฐเป็นต้น ไม่ใช่เรื่องใหม่
7. วัคซีนฝีดาษที่พวกเราสมัยก่อนเคยได้รับเมื่อ 50-60 ปีที่แล้ว จะได้ผลกับ monkey poxนี้ แต่ เป็นวัคซีนที่มีผลข้างเคียงพอสมควร โดยเฉพาะการเกิดสมองอักเสบจากภูมิคุ้มกันแปรปรวนและมีความรุนแรงของผลข้างเคียงถึงเสียชีวิตได้ถึง 50%
และขณะนี้วัคซีนรุ่นใหม่ถึงมีการพัฒนาแล้ว แต่ก็ไม่ได้ใช้แพร่หลาย เนื่องจากตัวโรคเองนั้นยังไม่เป็นโรคระบาด ไม่ได้มีความน่ากลัวรุนแรงแพร่กระจายในวงกว้างแบบฝีดาษ
8. การรักษายังคงเป็นการประคับประคองตามอาการแม้ว่าจะมียาที่ใช้ในยุโรป แต่เป็นการป้องกันไม่ให้มีการแพร่จากคนที่ติดเชื้อออกไปมากกว่า
สรุปสั้นๆก็คือ
การป้องกันตัวที่เราปฏิบัติขณะนี้สำหรับป้องกันโควิด ก็เหมาะกับเชื้อนี้เช่นเดียวกันคือการใส่หน้ากาก ล้างมือ รักษาสุขอนามัย เมื่อตนเองไม่สบายมีไข้ปวดเมื่อย อย่าอยู่ใกล้ชิดกับคนอื่นและถ้ามีอาการหนักขึ้นปรึกษาแพทย์
ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ของเราเตรียมพร้อมในการวินิจฉัยฝีดาษวานรเรียบร้อยแล้ว
หมอดื้อ 20/05/2565Back to top