ข่าวสุขภาพ
ค้นหา รพ.-คลินิก-ร้านยาทั่วไทย ร้านยาคุณภาพ บริการสุขภาพ คลินิกเอกชน งาน รพ.
บริการวัคซีนโควิดบริการตรวจโควิด
ตำแหน่งงาน
ข่าวสุขภาพทั่วไป ข่าวธุรกิจสุขภาพไทย ข่าว/กิจกรรม/สาระ รพ.ต่างๆ ข้อมูลบริการ รพ.ต่างๆ สิทธิสุขภาพชาวไทย สาระความรู้สุขภาพ ท่องเที่ยวสุขภาพ กิจกรรม ESG CSR กิจกรรม Event Health Economy ข่าวธุรกิจสุขภาพรอบโลก บริจาค
น่าสนใจไทยแลนด์
English
About us เผยแพร่เนื้อหา สถิติเว็บไซต์ สำรวจความเห็นสุขภาพ โฆษณา
healthserv.net@gmail.com

ต้อกระจก โรคตาที่มาตามวัยที่มากขึ้น

ต้อกระจก คือเลนส์ตาซึ่งอยู่ในตามีความขุ่นเกิดขึ้น เลนส์ตาคนเราปกติแล้วจะใสแต่เมื่อ อายุมากขึ้น ความใสจะลดลง โดยเฉพาะอายุ 50 ปีขึ้นไป ทำให้ตามองเห็นได้ลดลงเรื่อยๆ โดยจะไม่มีอาการปวดตา ยังไม่มียาที่ทำให้ต้อกระจกหายได้ ต้องรักษาโดยการผ่าตัดเอาต้อกระจกออกแล้วใส่เลนส์แก้วตาเทียมแทน

 
ต้อกระจกเป็นโรคที่เราคุ้นเคยกับชื่อดีว่าทำให้ตามัวแต่น้อยคนจะรู้จักว่าคืออะไร เกิดจากสาเหตุอะไร ต้องรักษาหรือเปล่า
 
ต้อกระจกก็คือเลนส์แก้วตาหรือเลนส์ตาซึ่งอยู่ในตามีความขุ่นเกิดขึ้น เลนส์ตาคนเราปกติแล้วจะใสแต่เมื่ออายมากขึ้นความใสจะลดลงโดยเฉพาะอายุ 50 ปีขึ้นไป แรกๆ เลนส์ตาจะเริ่มเป็นสีเหลืองใส เหลืองทึบมากขึ้น จนเป็นสีน้ำตาล แล้วเป็นสีขาวขุ่นทึบ เมื่อเลนส์ตใสน้อยลง แสงก็เข้าตาได้น้อยลงไปด้วยตามส่วน ทำให้ตามองเห็นได้ลดลงเรื่อยๆ จนถึงเหลือแค่มองเห็นแต่แสงโดยจะไม่มีอาการปวดตา นอกจากว่าถ้ามีต้อหินแทรกซ้อนในคนที่เป็นต้อกระจกมากจึงจะมีอาการปวดตาได้
 
ต้อกระจกที่พบส่วนมากแล้วเกิดจากภาวะเสื่อมตามธรรมชาติตามอายุที่มากขึ้น ไม่ได้เป็นโรคติดต่อหรือเป็นกรรมพันธุ์ มักเริ่มพบประมาณอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยมนุษย์ทุกคนที่อายุยืนพอ จะต้องเป็นต้อกระจกทุกคน เพราะเป็นการเสื่อมของเลนส์ตาตามธรรมชาติ แล้วแต่ใครเป็นเร็วเป็นช้าไม่เท่ากัน โดยในคนเป็นเบาหวานอาจทำให้เป็นโรคต้อกระจกเร็วขึ้น
 
มีบางคนเคยสงสัยว่าการใส่คอนแทคลนส์ทำให้เป็นต้อกระจกหรือเปล่าซึ่งคำตอบก็คือไม่เป็น นอกจากความเสื่อมตามธรรมชาติแล้ว สาเหตุอื่นๆของต้อกระจกได้แก่
โรคเบาหวาน
- ได้รับยาสเตียรอยด์
- อุบัติเหตุมีการกระแทกตาหรือมีสิ่งแปลกปลอมทะลุเข้าตา
- ได้รับรังสีอุลตร้าไว้โอเลตจากแสงแดด หรือรังสีเอกชเรย์
- สารเคมีจำพวกด่างเข้าตา
- ไฟฟ้าช็อตผ่านบริเวณศีรษะรวมถึงฟ้าผ่าด้วย
- การสูบบุหรี่
- มีการอักเสบในลูกตา
- ต้อกระจกแต่กำเนิดคือเป็นตั้งแต่ช่วงอายุไม่เกิน 3 เดือน อาจเป็นเองโดยไม่มีสาเหตุหรือเป็นต้อกระจกแบบถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือเด็กเป็นโรคทางพันธุกรรมบางชนิด เช่น กลุ่มอาการดาวน์ (Down syndrome) นอกจากนี้อาจเป็นได้จากมารดาขณะตั้งครรภ์ได้รับรังสีเอกชเรย์, ได้รับยาสเตียรอยด์. ยาซัลฟา, มารดาเป็นเบาหวาน หรือมารดาติดเชื้อหัดเยอรมันระหว่างตั้งครรภ์
 
 

ผู้ที่มีปัญหาตามัว จะทราบได้อย่างไรว่ามีสาเหตุจากโรคต้อกระจก

ตามัวอาจเกิดจากสาเหตุได้หลายโรค ซึ่งจากการถามประวัติตามัว อาจแยกสาเหตุของตามัวได้ดังนี้ คือ
 
1. ตามัวเหมือนถ่ายรูปไม่ชัด มักเกิดจากภาวะสายตาผิดปกติ เช่น สายตาสั้น สายตายาวหรือสายตาเอียง
2. ตามัวเหมือนมีหมอก หรือฝ้าบัง มักเกิดจากโรคต้อกระจก
3. ตามัวเป็นภาพซ้อน มักเกิดจากภาวะเห็นภาพช้อน จากโรคระบบประสาทหรือกล้ามเนื้อตาทำงานผิดปกติ
4. ตามัวเหมือนมีม่านดำบัง อาจเกิดจากโรคจอประสาทตาลอกหรือเสื่อม หรือโรคต้อหินชนิดเรื้อรังได้
 

ต้อกระจกรักษาได้อย่างไร

เนื่องจากว่าในปัจจุบันยังไม่มียารักษาให้หายได้ การรักษาจึงต้องใช้การผ่าตัด หรือบางครั้งอาจใช้คำว่าลอกต้อกระจก ซึ่งก็คือการทำแบบเดียวกันแต่เรียกเพื่อให้ฟังไม่น่ากลัว สำหรับการผ่าตัดนั้นเป็นการเอาเลนส์ตาที่ขุ่นนี้ออกไป แล้วใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทน เลนส์แก้วตาเทียมจะมีลักษณะใสกลมแบน มีขา 2 ข้าง วิธีการผ่าตัดจะมี 2 วิธีหลัก คือ
 
1. การผ่าตัดโดยไม่ใช้เครื่องสลายต้อกระจก ซึ่งแผลผ่าตัดจะกว้างประมาณ 9 มิลลิเมตรการฟื้นตัวหลังผ่าจะนานกว่า แต่ผลการผ่าตัดไม่ต่างกับวิธีใช้เครื่องสลายต้อกระจก
 
2. การผ่าตัดโดยใช้เครื่องสลายต้อกระจก แผลผ่าตัดจะเล็ก ใช้เครื่องมือที่มีคลื่นเสียงความถี่สูงเข้าไปสลายเลนส์ตาและดูดออกมาทางแผลผ่าตัดที่เล็กนี้ได้ แล้วใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทน แผลผ่าตัดไม่ต้องเย็บ
ปล่อยให้หายเองได้ การฟื้นตัวของตาจะเร็ว
 
จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่สุดของการผ่าตัดหรืออาจเรียกว่าการลอกต้อกระจก คือการใช้คลื่นความถี่สูง (อัลตร้าชาวด์) ไม่ใช่การใช้เลเซอร์ตามที่ประชาชนบางส่วนเข้าใจผิด การใช้เลเซอร์จะใช้ในการรักษาโรคตาอื่น เช่น ต้อหิน หรือภาวะถุงหุ้มเลนส์ขุ่นหลังการผ่าตัดต้อกระจกไปแล้ว เป็นต้น
 
นอกจากวิธีผ่าตัดข้างต้นแล้วยังมีวิธีการที่ผู้ป่วยจะได้รับจากหมอเถื่อนที่ไมใช่แพทย์ เรียกว่า การเดาะเลนส์ (couching) เป็นการใช้เข็มดันเลนส์ตาให้หลุดเข้าไปในลูกตาโดยหมอเถื่อน แล้วให้ใส่แว่นหนาๆ ทำให้สามารถมองเห็นได้ แต่ต่อมามักเกิดโรคต้อหิน หรือจอประสาทตาลอกแทรกซ้อน
 
ตาข้างที่ทำต้อกระจกแล้ว จะไม่มีการเป็นต้อกระจกช้ำอีก แต่ถ้าหลังการผ่าตัดตาข้างนั้นมีอาการตามัวอีก อาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น ถุงหุ้มเลนส์ตาขุ่น โรคจอประสาทตาเสื่อม หรือโรคต้อหินเป็นต้น
 
 

เมื่อไหร่จึงต้องลอกต้อกระจก

เมื่อทราบว่าเป็นต้อกระจกแล้ว ยังไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทันที ควรพิจารณาผ่าตัดเมื่อได้ประโยชน์ที่คุ้มค่าได้แก่กรณีต่อไปนี้
1. เมื่อมีสายตามัวมากจากต้อกระจกจนดำเนินชีวิตประจำวันได้ไม่สะดวก และต้องการเห็นชัดขึ้น
2.เมื่อต้อกระจกขุ่นมากจนบังการตรวจจอประสาทตาเพื่อประเมิน โรคของตาโดยจักษุแพทย์ เช่น คนเป็นต้อกระจกที่มีเบาหวานร่วมด้วยหรือมีต้อหินร่วมด้วย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจจอประสาทตาเป็นประจำ
3. เมื่อต้อกระจกสุก เพราะอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเป็นต้อหินหรือมีการอักเสบของลูกตาตามมา
 
การผ่าตัดต้อกระจกไม่ต้องดมยาสลบ ใช้เพียงหยอดยาชา หรืออาจฉีดยาชาร่วมด้วย มีความรู้สึกเจ็บน้อยมากโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล ผ่าตัดเสร็จแล้วสามารถกลับบ้านได้เลย วันรุ่งขึ้นสามารถเปิดตาได้
 
 

เลนส์แก้วตาเทียมใช้ได้นานกี่ปีและต้องดูแลรักษาอย่างไร

เลนส์แก้วตาเทียมมีหลายชนิด ทั้งชนิดแข็ง และชนิดพับได้ ซึ่งจะมีราคาสูงกว่าสำหรับใช้ในกรณีการผ่าตัดที่แผลผ่าตัดขนาดเล็ก) แต่การพิจารณาเลือกการใช้เลนส์ชนิดใด จักษุแพทย์จะเลือกให้ตามความเหมาะสม
ในผู้ป่วยแต่ละราย ปัจจุบันเทคโนโลยีในการผลิตเลนส์แก้วตาเทียมมีความก้าวหน้า มีภาวะแทรกซ้อนน้อย ใส่แล้วคล้ายธรรมชาติ ไม่ต้องการการดูแลรักษาใดๆ จากผู้ป่วย และสามารถใช้เลนส์แก้วตาเทียมนั้นได้ตลอดอายุของผู้ป่วย ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียมอีก
 
 
 
 

ค่าใช้จ่ายในการทำแพงหรือไม่ใช้สิทธิเบิกราชการได้เท่าใด

ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดต้อกระจกและใส่เลนส์แก้วตาเทียมขึ้นกับสถานพยาบาลที่รับการรักษา ราคาประมาณ 18,000-40,000 บาท ในกรณีเป็น สถานพยาบาลของราชการ สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้หมดรวมทั้งค่า
เลนส์เทียม กรณีบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) สามารถใช้สิทธิผ่าตัดต้อกระจกและเลนส์แก้วตาเทียมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

 

การดูแลหลังการผ่าตัดต้อกระจกต้องทำอย่างไร

1. ห้ามน้ำเข้าตาที่ผ่าตัดประมาณ 4 สัปดาห์ เพื่อรอให้แผลติดสนิทควรใช้วิธีการเช็ดหน้าแทนการล้างหน้า และนอนหงายสระผม
2. ห้ามขยี้ตาที่ผ่าตัดประมาณ 4 สัปดาห์ ดังนั้นหลังผ่าตัด วันรุ่งขึ้นให้เปิดตาได้ และใช้สำลีชุบน้ำสะอาด (หรือน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว) บีบสำลีให้แห้งเช็ดรอบบริเวณขอบตา เพื่อเช็ดยาและขี้ตาออก เริ่มหยอดยาที่ได้รับประมาณวันละ 5-6 ครั้ง ตอนกลางวันหากไม่ต้องการครอบพลาสติกปิดตา อาจใส่แว่นเพื่อป้องกันการเผลอขยี้ตา ตอนนอนให้ครอบพลาสติกเพื่อป้องกันการเผลอขยี้ตาขณะหลับ
3. หลังผ่าตัด หมอก ฝ้าขาวๆ จะหายไป แต่อาจยังเห็นภาพไม่ชัดคล้ายถ่ายรูปไม่ชัด การมองเห็นภาพจะชัดขึ้นทุกๆวัน จนผ่านไปประมาณ 1-2 เดือน แพทย์จะวัดสายตา เพื่อให้ผู้ป่วยพิจารณาว่าต้องการใส่แว่นเพิ่ม
เพื่อให้ภาพคมชัดขึ้นหรือไม่
4. ยาแก้อักเสบที่ได้กลับไป ให้เริ่มทานได้ตั้งแต่วันผ่าตัดจนยาหมด ส่วนยาแก้ปวดให้ทานเฉพาะเมื่อปวดตา ยาประจำตัวที่เคยทานอยู่เดิมให้ทานตามปกติ
5. เย็นวันผ่าตัด ควรนอนพักผ่อน ลุกขึ้นเดินได้เท่าที่จำเป็น เช่น ทานอาหาร เข้าห้องน้ำ วันหลังจากนั้น ควรหลีกเลี่ยงงานหนัก การไอหรือจามอย่างรุนแรง หรือกระเทือนมากหรือการยกของหนักประมาณ 2-3 สัปดาห์
6. อาหารทานได้ปกติเหมือนก่อนผ่าตัด และให้ไปพบแพทย์ตรวจหลังการผ่าตัดตามนัด กรณีมีอาการผิดปกติ เช่น ตาแดงมากขึ้นหลังจากเปิดตา ปวดตามาก หรือตาที่เคยชัดกลับมัวลงอีก หรือ เผลอขยี้ตา ให้ไปพบ
แพทย์ทันที
 
หลังทำผ่าตัดแล้วจำเป็นต้องใส่แว่นอีกหรือไม่
โดยทั่วไปหลังการผ่าตัดต้อกระจกยังต้องตรวจระดับสายตาว่ายังจำเป็นต้องใส่แว่นเพื่อเห็นภาพคมชัดขึ้นอีกหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้สายตาเพื่ออ่านหนังสือ มักต้องใช้แว่นอ่านหนังสือเช่นเดียวกับผู้ที่มีอายุเกิน 40 ปีที่ยังไม่ได้ผ่าต้อกระจก เพราะเลนส์แก้วตาในผู้ที่อายุมากขึ้นและเลนส์แก้วตาเทียมจะไม่มีความยืดหยุ่น ทำให้ไม่สามารถเพ่ง (accommodation) ได้เอง ต้องใช้แว่นอ่านหนังสือช่วย แต่โดยทั่วไปต้องรอระยะเวลาหลังผ่าตัดแล้ว 1-2 เดือน เพื่อรอให้สายตาหลังผ่าตัดเริ่มเข้าที่ จักษแพทย์จึงจะวัดระดับสายตาให้


ศูนย์เลสิคธรรมศาสตร์ (หน่วยตรวจตา)
http://www.tec.in.th/
ข่าว/บทความล่าสุด
เนื้อหาอ่านล่าสุด