พล.อ.ท.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา ได้โพสต์สรุปภาพเหตุการ ไว้อย่างชัดเจน ดังนี้
"หลายหน่วยเข้าชื่อร้อง สปสช." . ถ้าคลินิกชุมชนอบอุ่น บริการแล้วไม่จ่ายเงิน ให้ครบจำนวน ถูกหักเปอร์เซ็นต์ จนอยู่ไม่ได้ . ระบบส่งต่อไปยัง โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย บริการแล้ว มีปัญหา ค้างชำระเป็นพันล้าน ทั้งที่โรงพยาบาลเหล่านั้นต้องขอรับบริจาค ประชาชนอยู่แล้ว . ร่วมกับโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขเองในทั้งระดับ โรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาลสถาบันการแพทย์ . การรักษาในระบบบัตรทองจะเดินต่อได้อย่างไร ให้ยั่งยืน . ความท้าทายของรัฐบาลปัจจุบัน ที่ กำลังขยายให้ บริการบัตรประชาชนใบเดียว คงต้องเร่งแก้ไขครับ
วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 เครือข่ายสถานพยาบาล 5 องค์กร ออกแถลงการณ์ โดย
เนื้อหาในแถลงการณ์ ชี้ถึงข้อเท็จจริง พร้อมแนวทางแก้ปัญหา ต่อ สปสช. อย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา ดังรายละเอียดดังนี้
เรื่อง ข้อเท็จจริงและข้อเสนอประกอบการแก้ปัญหาเรื้อรังจากการบริหารจัดการของ สปสช. ในระบบ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
เรียน ประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
สิ่งที่ส่งมาด้วย
เอกสาร 1 การบริการสุขภาพของผู้ป่วยนอกสิทธิบัตรทอง
เอกสาร 2 การจ่ายเงินค่าบริการผู้ป่วยนอกในกรุงเทพมหานคร
ตามที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้เกียรติรับฟังและสอบถามทุกข์สุขมายังเครือข่าย สถานพยาบาลที่ให้บริการสุขภาพแก่ประชาชนภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นั้น ทางเครือข่ายสถานพยาบาลฯประกอบด้วย ชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ชมรมโรงพยาบาล/สถาบัน กรมการแพทย์ สมาคมโรงพยาบาลเอกชน สมาคมคลินิกชุมชนอบอุ่น และเครือข่าย โรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHosNet) นั้น ทางเครือข่ายสถานพยาบาลฯ จึงขอเรียน ข้อเท็จจริงและข้อเสนอประกอบการแก้ปัญหาเรื้อรังจากการบริหารจัดการของ สปสซ.ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ดังนี้
1. ในระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิในกรุงเทพมหานคร สปสช.เขต 13 และ อปสข.เขต 13 มีการปรับระบบ บริการที่ผิดพลาดจาก Model 2 เป็น Model 5 ในปีงบประมาณ 2564 ซึ่งเป็นรูปแบบที่เบี่ยงไปจากหลักการเดิมของระบบปฐมภูมิ ที่ส่งเสริมให้คลินิกชุมชนเป็นหน่วยบริการใกล้บ้านใกล้ใจ ลดศักยภาพการบริการของหน่วยบริการ โดยจำกัดรายการใน Fee Schedule ส่งผลกระทบให้มีมูลค่าการบริการ เกินกว่าการบริการเกือบ 300 ล้านบาท
ตัวอย่าง เช่น สปสช. จ่ายค่าบริการชดเชยค่าบริการผู้ป่วยนอกแก่คลินิกชุมชนอบอุ่น เพียงร้อยละ 57 ของค่าบริการจริง สปสช. ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2567 ปรากฎว่ามีการจ่ายค่าบริการในไตรมาสแรกเกินกว่าร้อยละ 50 ของงบประมาณ ซึ่งมีแนวโน้ว่าในปีงบประมาณ 2567 จะมีปัญหาเช่นเดียวกับปี 2566 โดยมีรายละเอียดตามเอกสาร 1
ทางเครือข่ายสถานพยาบาลมีข้อเสนอแนะมายังท่านเพื่อกำกับการบริหารงบประมาณละบริหารจัดการ
องค์กร ดังนี้
ก. หยุดใช้ Model 5 ในกรุงเทพมหานครโดยเร็ว และกลับไปใช้ Model 2 แนะนำให้มีการจัดสรรงบประมาณค่าบริการผู้ป่วยนอกเพิ่มเติมให้เพียงพอสำหรับการบริการใน 3 ไตรมาสที่เหลือของปีงบประมาณ 2567 และจ่ายเงินค่าบริการทางการแพทย์ในอัตราปกติ
ทั้งนี้ ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะขยายการบริหารที่มีลักษณะคล้าย Model 5 ออกไปนอกกรุงเทพมหานคร
ข. ปรับกลไกการกำกับและดูแลในสถานการณ์ที่มีการประเมินวงเงินหรือการบริหารงบประมาณไม่เป็นไปตามแผน หากผลการเบิกค่าบริการปลายปีเพิ่มมากเกินวงเงินเป็นจากการเพิ่มสิทธิประโยชน์ ต้องมีกลไกด้านจัดการงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อเยียวยาสถานพยาบาล
2. ในระบบบริการสุขภาพในภูมิภาค ซึ่งดำเนินการโดยสถานบริการของกระทรวงสาธารณสุขเกือบร้อยละ 100 นั้น ปรากฎปัญหาโดยสังเขปจากการบริทารงานของ สปสช. มาอย่างต่อเนื่อง ดังนี้
- ค่าบริการเหมาจ่ายรายหัวที่ สปสช. จ่ายให้ต่ำกว่าต้นทุนอย่างมาก เมื่อปี พ.ศ. 2561 มีการศึกษาต้นทุนในหน่วยบริการโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยายาลทั่วไปของกระทรวงสาธารณสุข พบว่าต้นทุน บริการผู้ป่วยในเท่ากับ 13,142 บาทต่อ 1 AdjRW ในขณะที่ สปสช. ยังคงจ่ายในอัตรา 8,350 บาทต่อ 1 AdjRW หรือ เพียงร้อยละ 63 ของต้นทุนบริการมาตลอดในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการปรับเพิ่มอัตราจ่ายให้หน่วยบริการ แม้ สปสช. จะได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นทุกปี
- ในปีงบประมาณ 2566 สปสช. คาดการณ์บริการผู้ป่วยในต่ำกว่าความเป็นจริงมาก เพราะในสถานการณ์วิกฤตโควิด ผู้ป่วยถูกเลื่อนจำนวนมาก มีผู้ป่วยตกค้างจำนวนมาก เมื่อlถานการณ์คลี่คลาย ยอดบริการผู้ป่วยในจึงสูงขึ้นอย่างมาก สปสช. ไม่เคยมีการประสานกับหน่วยบริการในการประเมินฉากทัศน์ การบริการร่วมกัน จึงส่งผลให้การประมาณการในด้านการบริการ และงบประมาณไม่เท่าทันกับสถานการณ์จริง สปสช. ใช้วิธีแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีเดิมๆ โดยการดึงเงินค่าบริการผู้ป่วยในกลับจากโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 710 แห่ง รวมเป็นเงินกว่า 2,200 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการจ่ายค่าบริการเพียงจำนวน 7,678 บาท ต่อ 1 AdjRW (58% ของต้นทุน) โรงพยาบาลที่ให้บริการจำนวนมาก กลับถูกหักเงินคืนมากขึ้น
ทั้งนี้ เมื่อการจ่ายค่าบริการต่ำกว่าต้นทุน ทำให้หน่วยบริการต่างๆ ประสบปัญหาวิกฤตการเงิน เห็นได้จากโรงพยาบาลเอกชนหนีออกจากระบบหลักประกันสุขภาพ ซึ่งโรงพยาบาลเอกชนมีบทบาทสำคัญในระบบบริการสุขภาพเช่นกัน ดังปรากฎจากสถานการณ์วิกฤตโควิด หากปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้ ในอนาคต จะกระทบต่อบริการที่ให้แก่ประชาชน หน่วยบริการจะไม่สามารถจัดหาอัตรากำลังหรือเทคโนโลยีที่ทันสมัย
- สปสช. ปรับเพิ่มขั้นตอนที่ไม่จำเป็นในการเรียกข้อมูลจากหน่วยบริการ กำหนดให้ส่งข้อมูลทางคลินิก ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูลค่าใช้จ่าย (financial Data) นอกจากจะเป็นภาระแก่เจ้าหน้าที่ ยังเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อกฎหมาย PDPA หรือเพิ่มขั้นตอนการยืนยันตัวตน (authentication) ซ้ำเติมสถานการณ์การขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ของหน่วยบริการ
- สปสช.ประกาศอัตราเบิกจ่าย โดยไม่เคยมีการตกลงร่วมกันกับหน่วยบริการ สปสซ.ไม่คำนึงถึงทุนที่โรงพยาบาลแต่ละระดับแตกต่างกัน ไม่เคยคำนึถึง STAKEHOLDER ในระบบบริการหลายรายการที่หน่วยบริการไม่สามารถจัดหาได้
- ทางเครือข่ายสถานพยาบาลฯมีข้อเสนอแนะ ดังนี้
ก. ใช้เงินจากกองทุนรายได้สูง (ต่ำ) กว่ารายจ่ายสะสม เนื่องจากเป็นการให้บริการเกินเป้าหมายจริง
ข. ค่ารักษาส่วนที่เกินจากการประมาณการ สปสช.ควรแสดงความรับผิดชอบและมีมาตรการในการจัดหางบประมาณมาชดเชยให้หน่วยบริการ มิใช่ผลักภาระให้หน่วยบริการดังที่เคยปฏิบัติมาเป็นประจำ
ค. สปสช.ต้องลงบัญชีเป็นลูกหนี้ของโรงพยาบาลจากเงินที่เคยเรียกคืน ไม่ใช่ลงบัญชีว่าโรงพยาบาลเป็นลูกหนี้ของ สปสข. ดังเช่นปัจจุบัน
ง. สปสช. ต้องลดขั้นตอนและลดการกำหนดข้อมูลที่มากเกินความจำเป็น รวมทั้งลดขั้นตอนเหลือเท่าที่จำเป็น เพื่อลดภาระของหน่วยบริการและลดการส่งชุดข้อมูลหลายระบบ โรงพยาบาลทุกแห่งจัดส่งข้อมูลผ่านกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น
3. สนับสนุนและขอให้เร่งรัดจัดตั้งเครือข่ายสถานพยาบาลฯ หรือ Provider Board ซึ่งเป็นผู้ให้บริการจริงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อการอภิบาลระบบสุขภาพของประเทศ ให้มีความโปร่งใสและธำรงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไปได้ มีการถ่วงดุลอำนาจระหว่างกองทุนและหน่วยบริการ ใช้ข้อมูลการบริการจริงในการคำนวณวงเงินงบประมาณ บนหลักความสมเหตุผลทางการแพทย์ ร่วมไปกับความสมเหตุสมผลทางการเงิน ไม่ถ่ายโอนความเสี่ยงโดยเฉพาะความเสี่ยงทางการเงินไปให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างไม่มีธรรมาภิบาลหรือสมเหตุสมผล หรือไม่ผ่านการตกลงร่วมกัน
ลงนามโดย
นายแพทย์เกรียงไกร นามไธสง
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี
ประธานชมรมโรงพยาบาลสถาบันกรมการแพทย์
แพทย์หญิงนันทวัน ชอุ่มทอง
นายกสมาคมคลิกนิกชุมชนอบอุ่น
นายแพทย์อนุกูล ไทยถานันดร์
ประธานชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป
รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ
ประธานคณะกรรมการอำนวยการเครือข่าย
โรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย
Back to top
เอกสาร 1 การบริการสุขภาพของผู้ป่วยนอกสิทธิประกันสุขภาพ(บัตรทอง)ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
สถานการณ์
การบริหารกองทุนผู้ป่วยนอก (OP) เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร แบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ คือ ส่วนที่ 1 Central reimbursement (CR) และส่วนที่ 2 จัดสรรให้หน่วยบริการตามรายหัวประชากร เดิมบริหารเงินส่วนที่ 2 ด้วย Model 2 ศูนย์บริการสาธารณสุข( ศบส.) คลินิกต่างเป็นหน่วยบริการประจำรับเงินจัดสรรและควบคุมค่าใช้จ่ายในวงเงินของหน่วยบริการเอง ในปีงบประมาณ 2564 เริ่มปรับมาใช้ Model 5 เครือข่ายพวงบริการ ศบส. สังกัดสำนักอนามัย กรุงเทพมหานครเป็นแม่ข่าย (Area manager) และมีคลินิกเป็นลูกข่าย ควบคุมวงเงินของเครือข่าย ด้วยระบบ fee schedule และมี point system ควบคุมอีกชั้นหนึ่ง
ในปี 2566 มีเงินส่วนที่ 2 จำนวน 2,682.86 ล้านบาท สปสช.จ่ายค่าบริการผู้ป่วยนอกให้ ศบส และคลินิก เดือน ต.ค.65 - มค.66 Point ละ 1 บาท ก.พ.66 - ก.ย.66 จ่าย point ละ 0.7 บาท จ่ายให้ รพ. รับส่งต่อ (OP Refer) point ละ 1 บาทตลอดทั้งปี เมื่อสิ้นปีงบประมาณ สปสช ทำการคำนวนใหม่ ต้องจ่ายให้ รพ.รับส่งต่อ 1,900.92 ล้านบาท มีเงินเหลือนำมาจ่ายค่าบริการให้ ศบส.และคลินิก 784.94 ล้านบาท ในขณะที่มีการเบิกค่าบริการ 1,345.59 ล้านบาท ทำให้คลินิกได้รับเงินชดเชยค่าบริการ point ละ 0.57 บาท สปสช. มองว่ามีการจ่ายเงินให้หน่วยบริการเกินกว่าวงเงินที่กำหนดรวม 290.85 ล้านบาท
ในปี 2567 พบว่า ต.ค.66 - มค.67 มีการใช้เงินส่วนที่ 2 ไปแล้วมากกว่าครึ่งหนึ่ง จึงมีแนวโน้มว่าในปีนี้จะมีปัญหาเช่นเดียวกันปี 2566
Back to top
ปัญหาการบริหารเงินของ Model 5 ในปี 2566
1. วงเงินค่าบริการส่วนของ OP Refer สูง เนื่องจากอัตราค่าบริการ Fee schedule ที่กำหนดมีจำนวนรายการน้อยเกินไปและอัตราค่ายาบางรายการต่ำจนสำนักอนามัยและคลินิกไม่สามารถซื้อได้ ทำให้คลินิก จำเป็นต้องส่งต่อไปโรงพยาบาล และเมื่อ รพ.ส่งผู้ป่วยกลับ คลินิกฯ ก็ไม่มียาจึงต้องส่งต่อไปเรื่อยๆ ทั้งนี้ก่อนการใช้ Model 5 คลินิกสามารถจ่ายยาอะไรก็ได้
2. วงเงินค่าบริการซอง ศบส และคลินิกสูง เนื่องจากเครือข่ายพวงบริการเดียวกันสามารถรักษาผู้ป่วย แทนกันได้ ไม่มีระบบตรวจสอบการจ่ายยาซ้ำช้อน และอัตราค่บริการทางการแพทย์ใน กทม.ได้รับการปรับตาม ต้นทุนของ กทม ที่สูงกว่าต่างจังหวัด
3. ศบส. สำนักอนามัยมอบ สปสข.บริหารเงินแทน สปสช.กทม.บริหารเงินของแต่ละเครือข่ายพวงบริการรวมกันทั้งหมด ทำให้คลินิกที่ส่งต่อน้อยได้รับผลกระทบจากคลินิกและ คบส.ที่ส่งต่อมากเท่าๆ กัน
4. เมื่อ สปสช ไม่มีระบบให้ตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินเหมือนตอนที่ใช้ Model 2
Back to top
ข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหา
1. สปสช ควรจัดกลไกการรับผิดชอบผลจากการประเมินวงเงินและการบริหารผิดพลาด และถ้าผลการเบิกค่าบริการปลายปีเพิ่มมากเกินวงเงินจากการเพิ่มสิทธิประโยชน์ สปสช.ต้องของบประมาณเพิ่มเติมเพื่อเยียวยา
2. การตั้ง Provider board เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย มีการถ่วงดุลย์อำนาจระหว่างกองทุนและหน่วยบริการ ใช้ข้อมูลการบริการจริงในการคำนวณวงเงิน
3. หยุดใช้ Model 5 ใน กทม กลับไปใช้ Model 2 โดยเร็ว และจัดสรรเงินค่าบริการผู้ป่วยนอกให้เพียงพอสำหรับการบริการอีก 8 เดือนที่เหลือในปีงบประมาณ 2567 และจ่ายเงินค่าบริการทางการแพทย์ในอัตราปกติ
4. ระมัดระวังการขยายการบริหารที่มีลักษณะคล้าย Mode! 5 ออกไปนอก กทม
Back to top
สะท้อนปัญหาระบบบริการผู้ป่วยบัตรทองใน กทม
สะท้อนปัญหาระบบบริการผู้ป่วยบัตรทองใน กทม โดยผศ.พญ.ปฐมพร ศิรประภาสิริ ปฏิบัติหน้าที่ผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพที่ 13
การบริหารงบค่าบริการผู้ป่วยนอกในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ คือ
ส่วนที่ 1 Central reimbursement (CR)
ส่วนที่ 2 จัดสรรให้หน่วยบริการบริหารเงิน
ปีงบประมาณ 2564 ปรับวิธีการบริหารงบส่วนที่ 2 จาก Model 2 เป็น Model 5
Model 2 ศูนย์บริการสาธารณสุข(ศบส.) คลินิกชุมชนอบอุ่นต่างเป็นหน่วยบริการประจำ ทำการรักษา-ส่งต่อภายในวงเงินที่ได้รับจัดสรร
Model 5
- เครือข่ายพวงบริการ ศบส.เป็นหน่วยบริการประจำแม่ข่าย-คลินิกฯเป็นลูกข่าย
- หน่วยบริการต่างๆเบิกเงินชดเชยค่าบริการตามจริง ยึดหลักการ global budget (งบประมาณปลายปิด) ควบคุมวงเงินด้วยระบบ fee schedule และ point system
- เครือข่ายพวงบริการเดียวกันจะรับผิดชอบประชากรร่วมกัน สามารถรักษาผู้ป่วยแทนกัน และส่งต่อผู้ป่วยแทนกันได้
Back to top


Back to top
การบริการผู้ป่วยนอก Model 5 เครือข่ายพวงบริการ ศบส-คลินิก
1. ศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.) สังกัดสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร 69 แห่ง เป็นหน่วยบริการประจำแม่ข่าย (Area manager) ของพวงบริการ รับผิดชอบประชากรในพื้นที่และได้งบที่จัดสรรของเครือข่ายพวงบริการเพื่อบริหารจัดการจ่ายไปยังลูกข่าย
2. ศบส. สำนักอนามัย มีข้อจำกัดด้านบุคลากรไม่สอดคล้องกับจำนวนประชากรที่รับผิดชอบ รับคลินิกชุมชน อบอุ่น (คลินิกเอกชน) เข้ามาเป็นพวงบริการ
3. ศบส. สำนักอนามัย ขาดบุคลากรสายงานการเงินและพัสดุ มอบให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพ เขต 13 กรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่บริหารเงินค่าบริการผู้ป่วยนอกรายหัว
4. สปสช.13 ทำหน้าที่เชิญชวนคลินิกเอกชนเข้าร่วมการให้บริการ และเป็นคู่สัญญากับคลินิกชุมชนอบอุ่น (สัญญาต่ออัตโนมัติทุกปี กรณียกเลิกสัญญาคลินิกเอกชนต้องแจ้งล่วงหน้า 6 เดือน)
Back to top
หลักการ global budget งบประมาณปลายปิด
หลักการ global budget งบประมาณปลายปิด ควบคุมการใช้จ่ายด้วยระบบ Fee schedule และ Point system
1. อัตราค่าบริการ Fee schedule ใน กทม ปี 2566 จำนวน 937 รายการ เป็นรายการยาประมาณ 400 รายการ อัตราค่ายาบางรายการต่ำ สำนักอนามัยและคลินิกเอกชนไม่สามารถซื้อในราคาที่กำหนด ทั้งนี้มีการปรึกษาองค์การเภสัชกรรมแล้ว ทางองค์การ
เภสัชกรรมเห็นว่าอัตราค่ายาบางรายการการต่ำจริง
2. สปสชกทม บริหารเงินได้รับจัดสรร ปี 2566 (OP slobal budget: OPGB : 2,682.86 ล้านบาท) ของแต่ละเครือข่ายพวงบริการรวมกันทั้งหมด และคำนวณยอดสะสมครั้งสุดท้ายเมื่อสิ้นปีเพื่อสรุปยอดการจ่ายเงินชดเชยค่าบริการผู้ป่วยนอก ดังนี้
2.1 จ่ายค่าบริการผู้ป่วยนอกสำหรับหน่วยบริการรับส่ง (OP Refer) ก่อน โดยจ่ายอัตรา Fee schedule (point ละ 1 บาท) กรณีไม่กำหนดรายการไว้จ่ายตามจริง ปี 2566 รวม 1,900.92 ล้านบาท
2.2 จ่ายค่าบริการผู้ป่วยนอกสำหรับหน่วยบริการประจำ (OP fee schedule: OPFS) จากเงินที่เหลือ OPGB หักลบด้วย OP refer นำมาคำนวณสัดส่วน มีข้อกำหนด point point ละไม่เกิน 1 บาท โดยไม่มีการกำหนดอัตราจ่ายขั้นต่ำ
3. ผลการคำนวณงินทั้งหมดเมื่อสิ้นปีงบประมาณ 2566 หน่วยบริการประจำจะได้รับเงินค่าบริการ รวมกันไม่เกิน 784.94 ล้านบาท (หน่วยบริการใหม่ปี 66 จ่าย point ละ 0.7 หน่วยบริการเก่า ก่อนปี 66 จ่าย pointละ 0.57 บาท)
4. ที่ผ่านมา สปสช ทำการจ่ายเงิน ต.ค.65 - มค.66 จ่าย point ละ 1 บาท ก.พ.66 - ก.ย.66 จ่าย pint ละ 0.7 บาท สปสช. มองว่า มีการจ่ายเงินให้หน่วยบริการเกินกว่าวงเงินที่กำหนด จึงแจ้งหนี้ สบส.และคลินิก รวมทั้งหมด 290.85 ล้านบาท
Back to top
การเบิกจ่ายชดเชยค่าบริการผู้ป่วย กรณี Model 5 ปีงบประมาณ 2566


Back to top
สรุปผลการคำนวนปิด global budget ค่าบริการผู้ป่วยนอก กรณี Model 5 ปีงบประมาณ 2566


Back to top