News ข่าวสุขภาพ ข่าวโควิด บริการวัคซีนโควิด บริการตรวจโควิด
แพคเกจสุขภาพ
น่าสนใจไทยแลนด์
English
About us เผยแพร่เนื้อหา สถิติเว็บไซต์ โฆษณา
healthserv.net@gmail.com
โควิดจากจีนไม่น่ากังวล สายพันธุ์ XAY.2 - XBB.1.5 ไทยน่าจะเอาอยู่ - ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ HealthServ.net
โควิดจากจีนไม่น่ากังวล สายพันธุ์ XAY.2 - XBB.1.5 ไทยน่าจะเอาอยู่ - ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ HealthServ.net

การระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกรวมทั้งไทยขณะนี้ ยังพบว่าสายพันธุ์ที่ระบาดยังคงเป็นโอมิครอน และเป็นรุ่นลูกรุ่นหลานที่กลายพันธุ์ ยังไม่มีการระบาดของสายพันธุ์ใหม่ ส่วนการที่จีนเปิดประเทศ พรุ่งนี้(8 ม.ค.) ไม่ได้ทำให้น่ากังวล ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ รพ.รามาธิบดี ระบุว่า สายพันธุ์ BF.7 ที่ระบาดในจีน ไม่พบข้อมูลว่าจะส่งผลให้ดื้อยาหรือกลายพันธุ์เพิ่ม และเคยระบาดในไทยมาแล้ว ส่วนที่ไทยพบโควิดสายพันธุ์ XAY.2 หรือ สายพันธุ์ลูกผสมเดลตาครอน ยืนยันว่า ไม่ควรกังวล และวัคซีนเข็มกระตุ้นถือว่ายังมีประสิทธิภาพ ส่วนสายพันธุ์ XBB.1.5 ที่พบระบาดในสหรัฐฯ ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีรายงานการติดเชื้อ

 

ประมวลสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ของประเทศไทยตอนนี้ที่เป็นสายพันธุ์ BN.1.3 มันเป็นยังไงมีความวิตกมากน้อยขนาดไหน

 
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ฯและภาคี (ห้องแลปต่างๆ) ได้ถอดรหัสพันธุกรรม ใน 1 เดือนธันวาคม 2565 จำนวน 161 ตัวอย่าง พบว่าเป็นสายพันธุ์ BN.1.3 ถึง 45% ส่วน BN.1.2 จำนวน 16% ส่วนตัวแม่ BA.2.75 เหลือเพียงไม่กี่เปอร์เซนต์
 
ความหมายของสายพันธุ์หลักที่เปลี่ยนไปนี้ หมายความว่า โอมิครอน นั้นมีวงชีวิตอยู่ได้ไม่นาน จะมีการส่งผ่านไปยังรุ่นลูกหลาน ความหมายของ BN.1.3 จะสามารถแพร่ระบาดได้ดีกว่า BA.2.75 ระดับหนึ่ง แต่ความได้เปรียบในการแพร่พันธุ์ไม่ได้มากกว่าเดิม (เพียง 20-30% เท่านั้น)
 
โดยสรุปก็คือ ผู้ที่ติดเชื้อ BN.1.3 แทบจะไม่มีความแตกต่าง ไม่ทราบเลยว่าติดเชื้อสายพันธุ์นี้


 
 

จะกล่าวได้ว่า BN.1.3 เป็นสายพันธุ์หลักในไทยใช่หรือไม่

 
จะเรียกเช่นกันก็ได้ แต่หากดูภาพทั้งโลกแล้ว สายพันธุ์ BN.1.3 นี้ พบในประเทศไทยมากที่สุดในโลก จากเดิมเคยระบาดในสหรัฐ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แต่ขณะนี้พบในไทยมากที่สุด (34%) รองลงไปคือ กัมพูชา (16%)
 
แต่ในด้านความรุนแรงของ BN.1.3 ไม่รุนแรงกว่าโอมิครอนปกติที่มีอยู่
 
 
 
 

มีความกังวลใจของประชาชนส่วนหนึ่งในประเทศไม่น้อยว่าหลังจากที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในไทยมากขึ้น รวมทั้งจีนที่กำลังจะเข้ามา ในมุมมองของอาจารย์มีความน่าห่วงหรือไม่ เกี่ยวกับเรื่องของการกลายพันธุ์ของเชื้อเป็นสายพันธุ์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นและการระบาดก็จะกลับมารุนแรง

 
 
ต้องยอมรับว่าขณะนี้ ในแต่ละประเทศจะมีสายพันธุ์หลักไม่เหมือนกัน อย่างในยุโรป อเมริกาจะเป็นสายพันธุ์ BQ.1.1  ตามด้วย XBB.1.5 และ BQ.1
 
ของไทยจะเป็น BN.1.3 จีนเป็น BF.7 
 
คนยุโรป อเมริกา เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยพอสมควรแล้ว ส่วนของเราที่เป็น BN.1.3 สามารถควบคุมได้ มีภูมิคุ้มกันได้ ก็พิสูจน์ได้ระดับหนึ่งว่าสามารถป้องกันสายพันธุ์ของยุโรป อเมริกาได้ 
 
ส่วนของจีนที่เป็น BF.7 และ BA.5.2 เคยระบาดในประเทศไทยแล้ว เราจึงมีภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว ฉะนั้นจึงไม่น่าฝ่าด่าน BN.1.3 ขึ้นมาเป็นสายพันธุ์หลักไม่น่าจะทำได้ง่าย
 


 

จากการถอดรหัสพันธุกรรมแต่ละสายพันธุ์ ที่พบว่าจะมีวงจรชีวิตที่ไม่นานมาก หมายความว่าอนาคต BN.1.3 อาจจะถูกแทนที่ด้วยสายพันธุ์รุ่นเหลนได้ใช่ไหม

 
 
ใช่ครับ นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไม WHO ต้องการให้มีการทำ Genomic surveillance หมายถึงทำสวอปคนไข้หรือผู้ติดเชื้อมาตรวจพีซีอาร์ บก เพื่อถอดรหัสดูสายพันธุ์ใหม่ รวมทั้งล่าสุดที่จะต้องมีการตรวจน้ำเสียด้วย เพราะว่าในน้ำเสียจะมีไวรัสที่ปนมากับอุจจาระ สามารถจะเป็นดัชนีชี้วัดว่า จะเป็นสายพันธุ์ที่กำลังจะระบาดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าได้ เพราะไวรัสในน้ำจะอุบัติขึ้นมาก่อนจะเกิดเป็นระบาดใหญ่ น้ำเสียนี้คือน้ำเสียจากเครื่องบินโดยสารและน้ำเสียจากบ่อบำบัดต่างๆ

 
 

ขณะนี้มีสายพันธุ์ไหนที่น่าห่วงหรือต้องติดตามอย่างใกล้ชิดหรือไม่ เพราะสายพันธุ์ใหม่ๆที่พบจะแพร่กระจายได้เร็วจริง แต่ลักษณะอาการไม่รุนแรงเทียบกับยุคระบาดใหม่ๆ 

 
เมื่อช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ที่ผ่านมาเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่าสายพันธุ์ย่อยโอมิครอนระเบิด อุบัติเป็นสายพันธุ์ย่อยต่างๆ กระจายไปทั่วประเทศ คำถามว่า สายพันธุ์ไหนที่ต้องระวัง คำตอบ เป็นตรงกันข้าม ว่า แต่ละประเทศมีภูมิคุ้มกันแบบไหน แทน
 
เพราะเมื่อดูอย่างประเทศจีนที่เป็น  BF.7 และ BA.5.2 ไวรัสเหล่านี้เมื่อมาในเมืองไทยจะไม่ได้เกิดเลย ไม่มีผลอะไรเลย แต่ในเมืองจีนกลับทำให้ป่วยและเสียชีวิตกันพอสมควร 
 
ถ้าไปดูจะพบว่า ไม่ได้ฉีดวัคซีน หรือฉีดเพียง 3 เข็ม การติดเชื้อธรรมชาติก็ไม่มี ฉะนั้นจึงเป็นประเด็นว่า มาตรการที่ดีที่สุดตอนนี้คือ ฉีดวัคซีนครบ มีการติดเชื้อธรรมชาติ ใช้ยาต้านเชื้อหากติดเชื้อ 
 
เรียกว่าไม่ถึงขั้นฝืนธรรมชาติ แต่ก็ไม่ตามใจธรรมชาติจนเกินไป
 


 

กรณีการพบสายพันธุ์ XAY.2 ในไทย น่ากังวลหรือไม่ 

 
ถือว่าเป็นสีสันทำให้ตื่นเต้น สำหรับสายพันธุ์ XAY.2 เป็นเดลตาครอน ไม่พบระบาดเป็นวงกว้าง พบเพียงรายเดียว คาดว่ามาจากต่างประเทศ เมื่อเช็คดูจะมีความได้เปรียบในการแพร่ระบาดเทียบได้กับ BN.1.3 ไม่ต่างกัน ไม่สามารถฝ่าเข้ามาได้ แต่ลักษณะนี้ควรระมัดระวังพอสมควร เพราะจะทำให้เกิดการตื่นตัวทั่วประเทศ เป็นเรื่องดี
 
 
วัคซีนที่เราใช้อยู่ในประเทศไทยยังสามารถครอบคลุมได้ทุกสายพันธุ์ที่เราตรวจพบ ณ ขณะนี้
ค่อนข้างจะเป็นเช่นนั้น เพราะของเราไม่มีพวก XBB.1.5 เข้ามา เรามีเพียง BN.1.3 และด้วยการประสานงานกันระหว่างวัคซีนและการติดเชื้อตามธรรมชาติ แล้วก็ยาต้านไวรัสที่พร้อมให้กับคนที่ติดเชื้อภายใน 5 วัน ถือว่าดูแลคนในประเทศได้ดีพอสมควรทีเดียว
 
 
XBB.1.5 ที่พบระบาดมากในสหรัฐอเมริกา แต่ไม่พบในไทย ถ้าเทียบกับสายพันธุ์ที่ผ่านมา น่าห่วงอย่างไรบ้าง
 
เมื่อถอดรหัสพันธุกรรม XBB.1.5 จะเห็นชัดว่า ส่วนหนามจะกลายพันธุ์และหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดี พอๆ กับการที่หนามสามารถจับกับเซลส์ได้แน่นที่สุดที่เคยมีมาก ทำให้เข้าไปในเซลได้ ทำให้ระบาดได้ดีมาก แต่เท่าที่สังเกตและเก็บข้อมูล ไม่ได้มีเจ็บป่วยเสียชีวิตเพิ่มขึ้นตาม ฉะนั้นทำให้ค่อนข้างมั่นใจว่า ซุปโอไมครอนสายพันธุ์ต่างๆ ประเทศที่มีการฉีดวัคซีนอย่างสมบูรณ์และยาต้านไวรัส น่าจะไปได้ ในที่สุดก็จะเป็นโรคประจำถิ่นที่จะคุ้นเคยกันและมีการฉีดวัคซีนประจำปี 
 
XBB.1.5 ถ้าเข้ามาในไทย พิจารณาจากความร่วมมือของหน่วยงานรัฐ เอกชน อสม. จิตอาสา แล้ว น่าเอาอยู่ครับ


TNN ข่าวค่ำ
7 ม.ค. 66

ข่าว/บทความล่าสุด

[ทั้งหมด]

เนื้อหามีผู้อ่านล่าสุด

ตรวจสอบรายชื่อแพทย์

ตรวจสอบรายชื่อแพทย์ เลขที่ใบอนุญาต สถานพยาบาล

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บริการ ด้านสุขภาพในทุกมิติ
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @healthserv

เพิ่มเพื่อน @healthserv
เพิ่มเพื่อน @healthserv
https://lin.ee/WSunSYA

โปรดเข้าใจว่า HealthServ.net ไม่ได้เป็นสถานพยาบาล ไม่ได้เป็นผู้ให้บริการวิชาชีพด้านแพทย์ใดๆ จึงไม่สามารถให้คำปรึกษาในด้านการแพทย์ การรักษาใดๆ ได้ในทุกๆ กรณี - HealthServ.net เป็นสื่อที่เสนอเนื้อหาด้านสุขภาพ ได้แก่ บทความ ข่าวสาร รวมถึง ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับแพคเกจ/บริการจาก รพ./สถานพยาบาล/ผู้ให้บริการต่างๆ ในประเทศไทย เท่านั้น รายละเอียดเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับบริการ-ราคา-เงื่อนไข-วิธีการบริการ โปรดสอบถามไปยังรพ./สถานพยาบาล/ผู้ให้บริการนั้นๆ โดยตรง