การจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิ
บุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสุขภาพปฐมภูมิโดยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว และคณะผู้ ให้บริการสุขภาพปฐมภูมิเป็นผู้ให้บริการสุขภาพปฐมภูมิตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ บริการ สุขภาพ ปฐมภูมิที่บุคคลมีสิทธิได้รับ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการ ประกาศ กำหนด บริการสุขภาพปฐมภูมิตามวรรคหนึ่ง ต้องจัดให้มีการบันทึกข้อมูลด้านสุขภาพตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนดตามมาตรา 21 (มาตรา 15) บุคคลซึ่งมีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลหรือรับบริการสาธารณสุขตามสวัสดิการ หรือตาม สิทธิที่ได้รับตามกฎหมาย บุคคลนั้นย่อมมีสิทธิได้รับบริการสุขภาพปฐมภูมิตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ด้วย และให้การใช้สิทธิเป็นไปตามหลักเกณฑ์การได้รับสวัสดิการหรือสิทธิของบุคคลนั้น ค่าใช้จ่ายใน การรักษาพยาบาลหรือค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขในการรับบริการสุขภาพปฐมภูมิตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง อาจขยายให้ได้รับนอกเหนือหรือเพิ่มขึ้นจากที่กำหนดไว้สำหรับสวัสดิการ หรือสิทธิใน การรักษาพยาบาลหรือบริการสาธารณสุขก็ได้ ทั้งนี้ ตามที่กระทรวงการคลังกำหนด โดยความ เห็นชอบของคณะรัฐมนตรี หรือตามที่คณะกรรมการตกลงกับคณะกรรมการประกันสังคม คณะกรรมการ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภทที่มีกฎหมาย จัดตั้ง หรือหน่วยงานของรัฐอื่นใดที่รับผิดชอบเกี่ยวกับสวัสดิการหรือสิทธิดังกล่าว แล้วแต่กรณี และ ให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องดำเนินการเพื่อให้ได้รับค่าใช้จ่ายดังกล่าว (มาตรา 16) หน่วยบริการปฐมภูมิและเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) ให้บริการสุขภาพปฐมภูมิ โดยให้ความเสมอภาคและอำนวยความสะดวกในการให้บริการ
ตลอดจนเคารพสิทธิส่วนบุคคล ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความเชื่อทางศาสนา
(2) ให้ข้อมูลการบริการสุขภาพปฐมภูมิและให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิของผู้รับบริการแก่
ผู้รับบริการ อย่างเพียงพอ เพื่อให้ผู้รับบริการตัดสินใจในการเลือกรับบริการหรือเข้าสู่ระบบการส่งต่อ
(3) ให้ข้อมูลแก่ผู้รับบริการ ญาติ หรือผู้ซึ่งใกล้ชิดกับผู้รับบริการเกี่ยวกับแพทย์ บุคลากร
ด้านสาธารณสุข หรือผู้รับผิดชอบในการดูแลต่อเนื่องทางด้านสุขภาพกาย ด้านสุขภาพจิต และด้าน
สังคม ที่จะรับดูแลผู้รับบริการก่อนจำหน่ายผู้รับบริการออกจากหน่วยบริการปฐมภูมิหรือเครือข่าย
หน่วยบริการปฐมภูมิ
(4) รักษาความลับของผู้รับบริการจากการปฏิบัติหน้าที่ตาม (1) และ (2) อย่างเคร่งครัด เว้น
แต่เป็นการเปิดเผยต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย
(5) จัดทำระบบข้อมูลการให้บริการสุขภาพปฐมภูมิเพื่อสะดวกต่อการตรวจสอบคุณภาพ
มาตรฐาน และบริการ รวมทั้งการขอรับค่ารักษาพยาบาลหรือค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข
(6) ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานในการให้บริการสุขภาพปฐมภูมิตาม
มาตรา 24 การให้บริการสุขภาพปฐมภูมิตาม (1) การให้ข้อมูลตาม (2) และ (3) การจัดทำระบบ
ข้อมูล การให้บริการสุขภาพปฐมภูมิตาม (5) และการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมคุณภาพและ
มาตรฐานตาม (6) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องส่งต่อผู้รับบริการเพื่อให้ไปรับการรักษาพยาบาล ที่หน่วยบริการ
ปฐมภูมิอื่น เครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ หรือหน่วยบริการอื่นให้แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว หรือ
คณะผู้ให้บริการสุขภาพปฐมภูมิซึ่งดูแลผู้รับบริการดำเนินการให้มีการส่งต่อผู้รับบริการดังกล่าว ให้
หน่วยบริการปฐมภูมิ เครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ หรือหน่วยบริการที่รับการส่งต่อ ตามวรรคหนึ่ง
ดำเนินการตามความเหมาะสมและจำเป็น เพื่อประโยชน์ในการส่งต่อผู้รับบริการ ให้สำนักงานร่วมกับ
หน่วยบริการปฐมภูมิและเครือข่าย หน่วยบริการปฐมภูมิจัดให้มีระบบข้อมูลด้านสุขภาพของ
ผู้รับบริการและการเชื่อมโยงเพื่อใช้ข้อมูล ดังกล่าว โดยต้องปฏิบัติตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (4) การ
ส่งต่อผู้รับบริการตามวรรคหนึ่ง การดำเนินการตามวรรคสอง และการจัดระบบและ การเชื่อมโยงเพื่อ
ใช้ข้อมูลด้านสุขภาพตามวรรคสาม ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่คณะกรรมการ
ประกาศกำหนด
สาระสำคัญของพระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิพ.ศ. 2562 มีกลไกหลัก 6 ด้าน ที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้เกิดบริการสุขภาพปฐมภูมิที่มีคุณภาพเท่าเทียม ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง คือ (
thairath.co.th/lifestyle)
1. การลงทะเบียน จะเป็นการลงทะเบียนที่มีชื่อแพทย์คู่กับประชาชน ต่อไปประชาชนคน ไทยทั่วประเทศจะมีหมอประจำตัวหรือหมอประจำครอบครัวที่ดูแลให้คำปรึกษาตั้งแต่ก่อนป่วย ป่วย มาก จนถึงการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน มีหมอประจำตัวดูแลตั้งแต่ก่อนแรกเกิดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เป็นการจับคู่กัน ต่อไปประชาชนจะมีผู้รับผิดชอบสุขภาพ
2. ข้อมูลสารสนเทศ ต่อไปประชาชนที่ไปหาหมอที่โรงพยาบาลกลับมาแล้วดูแลต่อเนื่องใน ชุมชนจะมีข้อมูลการวินิจฉัย การรักษา มีแนวทางการวางแผนอย่างไร จะมีข้อมูลจากโรงพยาบาลใหญ่ ส่งกลับมาที่หน่วยบริการปฐมภูมิ เช่น รพ.สต.
3. การผลิตและพัฒนาบุคลากรสหวิชาชีพ เช่น หมอเวชศาสตร์ครอบครัว ทีมผู้ให้บริการ เช่น พยาบาล นักวิชาการสาธารณสุข นักกายภาพ จะมีการวางแผนและผลิตบุคลากรเหล่านี้ใน สัดส่วนที่เหมาะสม
4. มีกลไกด้านการเงินที่สนับสนุนการบริการตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้
5. มีกลไกส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลจัดการสุขภาพของตนเองมากขึ้นทั้งใน ระดับพื้นที่ในระดับอำเภอ เป็นกลไกที่ทำให้ประชาชนได้รับการดูแลตรงกับความต้องการมากขึ้น
6. มีกลไกการดูแล กำกับ ติดตาม เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนจะได้รับการดูแลที่เหมาะสมและ เป็นธรรม
Back to top
ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการมีระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ
โดยตามกลไกภายใน 10 ปีหลังการบังคับใช้กฎหมายนี้จะต้องจัดระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิที่ มีคุณภาพให้กับประชาชน ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีสุขภาพดีเพิ่มขึ้นและช่วยลดรายจ่ายของประเทศได้ใน ระยะยาว โดยจากการมีบริการปฐมภูมิ ตาม พรบ. ใน 10 ปี จะทำให้ประชาชนสุขภาพดี ไม่เจ็บป่วยด้วย โรคที่ป้องกันได้ ลดนอนโรงพยาบาล ลดป่วย ลดพิการ ประหยัดเวลารอคอย จาก 3 ชั่วโมง เหลือ 44 นาที ประหยัดเงินค่าเดินทางไป รพ. เฉลี่ย 1,655 บาท/คน และลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 227,570 ล้านบาท ขณะนี้มีหน่วยบริการปฐมภูมิและเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ จำนวน 1,180 แห่ง ครอบคลุม ประชากร 13 ล้านคน ซึ่งในปี 2563 จะมีเพิ่มขึ้นเป็น 26 ล้านคน (ร้อยละ 40 ของประชากร) และ มีหน่วยบริการเพิ่มขึ้นเป็น 2,600 แห่ง (
hfocus)
ทั้งนี้ หน่วยบริการปฐมภูมิและเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ 1 หน่วย ให้การดูแลประชาชน ในพื้นที่รับผิดชอบ 8,000 - 12,000 คน โดยมีทีมหมอครอบครัวประกอบด้วย แพทย์เวชศาสตร์ ครอบครัว 1 คน พยาบาลวิชาชีพ 2 คน และนักวิชาการสาธารณสุข 2 คน และทีมสหสาขาวิชาชีพ อื่นๆ ได้แก่ ทันตแพทย์ เภสัชกร นักกายภาพบำบัด นักเทคนิคการแพทย์ แพทย์แผนไทย เจ้าพนักงาน สาธารณสุข เจ้าพนักงานเภสัชกรรม ตามความเหมาะสมของพื้นที่ และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำ หมู่บ้าน (อสม.)
กล่าวได้ว่า “พระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิพ.ศ. 2562” นับเป็นหนึ่งตัวอย่างของ ความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนงานปฏิรูประบบสาธารณสุขของประเทศไทย ที่สามารถตอบสนองการ ปฏิรูประเทศโดยตรง ประชาชนได้รับบริการสุขภาพปฐมภูมิที่มีมาตรฐานและลดความเหลื่อมล้ำใน การเข้าถึงบริการสุขภาพปฐมภูมิ อันเป็นการสร้างความเป็นธรรมและความมั่นคงด้านสุขภาพให้ เกิดขึ้นในสังคมและประเทศ การมี “พระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิ” จึงนับเป็นก้าวแรกในการ ปฏิรูปเพื่อการพัฒนาระบบบริการด้านสาธารณสุขของประเทศให้เดินหน้ามุ่งสู่ความยั่งยืน
อย่างไรก็ตามสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ได้วิเคราะห์ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายว่าด้วยระบบสุขภาพปฐมภูมิ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๗ ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยพิจารณาและวิเคราะห์จากสาระสำคัญของบทบัญญัติในแต่ละ มาตราของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวประเด็นและความคิดเห็นที่ได้จากการรับฟังความคิดเห็นของ ผู้เกี่ยวข้องในชั้นของการยกร่างพระราชบัญญัตินี้ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถานพยาบาล ผู้ประกอบ วิชาชีพด้านการแพทย์และสาธารณสุข และประชาชน ตลอดจนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และบทกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนั้น ได้พิจารณาและวิเคราะห์ความสอดคล้องกับร่างยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และร่างแผนปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข ทั้งนี้ ผลการวิเคราะห์ สามารถจำแนกได้เป็น 3 ข้อได้แก่ 1. ผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมาย 2. ผลกระทบ เชิงบวก และ 3. ผลกระทบเชิงลบ ดังนี้ (
lawamendment.go.th/)
1. ผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมาย
เมื่อกฎหมายว่าด้วยระบบสุขภาพปฐมภูมิ ประกาศใช้เป็นกฎหมายย่อมส่งผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้อง ดังนี้
(1) ประชาชนซึ่งเป็นผู้รับบริการในเขตพื้นที่ของหน่วยบริการปฐมภูมิ
(2) หน่วยงานของ รัฐ เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทยกรมบัญชีกลาง สำนักงานประกันสังคม และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
(3) สถานพยาบาลทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน
(4) สถาบันการศึกษา
(5) แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุข
2. ผลกระทบเชิงบวก
การจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิที่เป็นระบบตามกฎหมายว่าด้วยระบบสุขภาพปฐมภูมิ มีผลกระทบเชิงบวก ดังนี้
(1) ด้านการปฏิรูปประเทศ
การจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิที่เป็นระบบตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นการ ปฏิรูปประเทศตามมาตรา 258 ช. (5) ของรัฐธรรมนูญแห่งประเทศไทย โดยการมีแพทย์เวชศาสตร์ ครอบครัวดูแลประชาชนในสัดส่วนที่เหมาะสม สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 55 ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่กำหนดให้รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุข ที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง เสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและ การป้องกันโรค โดยบริการสาธารณสุขดังกล่าวต้องครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุมและ ป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพ และรัฐต้องพัฒนาการบริการสาธารณสุขให้มี คุณภาพและมาตรฐานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น การจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิดังกล่าวยังสอดคล้องเชื่อมโยงกับร่างยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และร่างแผน ปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข ซึ่งจะส่งผลให้แนวทางการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข เป็นรูปธรรม ชัดเจน เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และประเทศมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน
(2) ด้านสังคม
โดยเมื่อพิจารณาผลกระทบด้านสังคมแล้ว การจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิที่เป็นระบบ ตามร่างพระราชบัญญัตินี้ ย่อมมีผลเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น อย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนได้รับบริการสุขภาพปฐมภูมิที่เป็นธรรม มีคุณภาพ มีมาตรฐาน มีแพทย์ เวชศาสตร์ครอบครัวและคณะผู้ให้บริกา รสุขภาพปฐมภูมิดูแล และมีการบันทึกข้อมูล ด้านสุขภาพที่ครบถ้วน รวมทั้งครอบคลุมการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ การป้องกัน และควบคุม ปัจจัยเสี่ยงที่คุกคำมสุขภำพ และมีกำ รส่งเส ริมให้ชุมชนเป็นฐำนในกำ รส ร้ำงสุขภำพ ทุกพื้นที่ ตลอดจนให้หน่วยงานในระดับภูมิภาคและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการ จัดบริการสุขภาพปฐมภูมิ รวมถึงกำหนดให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการตามร่าง พระราชบัญญัตินี้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพปฐมภูมิ อันเป็นการสร้างความ เป็นธรรมและความมั่นคงด้านสุขภาพให้เกิดขึ้นในสังคมและประเทศ
(3) ด้านเศรษฐกิจ
สำหรับผลกระทบด้านเศรษฐกิจ นั้น โดยที่การจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิที่เป็นระบบ ตามร่างพระราชบัญญัตินี้ จะดำเนินการภายใต้นโยบายและแผนยุทธศาสตร์เกี่ยวกับระบบสุขภาพ ปฐมภูมิที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปปฏิบัติ โดยครอบคลุมการพัฒนา บริการสุขภาพปฐมภูมิซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพของประเทศ การพัฒนาฐานข้อมูลเกี่ยวกับ ระบบสุขภาพปฐมภูมิและการสนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัยในเรื่องดังกล่าวซึ่งจะทำให้ประเทศมี ฐานความรู้ ที่สมบูรณ์ในการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิที่เป็นระบบ รวมตลอดทั้งการสนับสนุนให้มีการ ผลิตและพัฒนาแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและคณะผู้ให้บริการสุขภาพปฐมภูมิที่มีศักยภาพเพียงพอ กับการให้บริการสุขภาพปฐมภูมิ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะทำให้ประเทศไทยยกระดับขึ้นเป็น ศูนย์กลางและเป็นฐานการบริการด้านสุขภาพในภูมิภาค
(4) ด้านงบประมาณแผ่นดิน
เมื่อประชาชนมีสุขภาพที่ดีและมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการ ป้องกันโรค ประกอบกับการที่ร่างพระราชบัญญัตินี้มีสาระสำคัญในการจัดระบบการเงินการคลังด้าน สุขภาพที่มีการบูรณาการให้เป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ ย่อมทำให้รัฐบาลสามารถลดและ ประหยัดงบประมาณรายจ่ายด้านสุขภาพลงได้ และสามารถนำงบประมาณส่วนนี้ไปใช้เพื่อดำเนินการ ด้านอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาประเทศต่อไป
(5) ด้านกฎหมาย
เมื่อกฎหมายว่าด้วยระบบสุขภาพปฐมภูมิ ประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว ย่อมทำให้ ประเทศไทยมีกลไก หลักเกณฑ์ และวิธีการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิที่เป็นระบบ ชัดเจน และมีความต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีบทกฎหมายสำหรับควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของหน่วยบริการ ปฐมภูมิและเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ อันเป็นการส่งผลดีแก่ประชาชนผู้รับบริการที่มีกฎเกณฑ์ คุ้มครองการรับบริการสุขภาพปฐมภูมิและทำให้ได้รับบริการที่มีคุณภาพและมีมาตรฐาน และเป็นผลดี แก่หน่วยบริการปฐมภูมิและเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิในการมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับการ ดำเนินการให้บริการสุขภาพปฐมภูมิ
3. ผลกระทบเชิงลบ
ในระยะสั้น การจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิที่เป็นระบบตามกฎหมายว่าด้วยระบบ สุขภาพปฐมภูมิ อาจมีผลกระทบด้านงบประมาณ ในการที่ภาครัฐจะต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนหน่วย บริการปฐมภูมิและเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ และการพัฒนาระบบสารสนเทศสำหรับเชื่อมโยง ข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการระบบสุขภาพปฐมภูมิให้มีประสิทธิภาพ ตามที่กำหนดใน ร่างพระราชบัญญัตินี้
Back to top