ข่าวสุขภาพ
ค้นหา รพ.-คลินิก-ร้านยาทั่วไทย ร้านยาคุณภาพ บริการสุขภาพ คลินิกเอกชน งาน รพ.
บริการวัคซีนโควิด บริการตรวจโควิด
ตำแหน่งงาน
ข่าวสุขภาพทั่วไป ข่าวธุรกิจสุขภาพไทย ข่าว/กิจกรรม/สาระ รพ.ต่างๆ ข้อมูลบริการ รพ.ต่างๆ สิทธิสุขภาพชาวไทย สาระความรู้สุขภาพ ท่องเที่ยวสุขภาพ กิจกรรม ESG CSR กิจกรรม Event Health Economy ข่าวธุรกิจสุขภาพรอบโลก บริจาค
น่าสนใจไทยแลนด์
English
About us เผยแพร่เนื้อหา สถิติเว็บไซต์ สำรวจความเห็นสุขภาพ โฆษณา
healthserv.net@gmail.com

Heat Stroke โรคลมร้อนอันตรายถึงชีวิต กลุ่มเสี่ยง อาการ แนวทางป้องกัน

Heat Stroke โรคลมร้อนอันตรายถึงชีวิต กลุ่มเสี่ยง อาการ แนวทางป้องกัน HealthServ.net
Heat Stroke โรคลมร้อนอันตรายถึงชีวิต กลุ่มเสี่ยง อาการ แนวทางป้องกัน ThumbMobile HealthServ.net

ฮีทสโตรก (Heat stroke) คือ ภาวะที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัว หรือควบคุมระดับความร้อนในร่างกาย จากสภาพอากาศที่ร้อนจัด อาการสําคัญ ตัวร้อน (เนื่องจากอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นจนเกิน 40 องศาเซลเซียส) ลักษณะอาการเป็น ฮีทสโตรก ที่ชัดเจน คือ หน้ามืด เพ้อ กระสับกระส่าย มึนงง หายใจเร็ว หัวใจเต้นผิดจังหวะ ชักเกร็ง ช็อก

 6 กลุ่มเสี่ยงสําคัญ
 
  1. ผู้ที่ทํางานหรือทํากิจกรรมกลางแดด
  2. เด็กเล็กและผู้สูงอายุ เนื่องจากร่างกาย ระบายความร้อนได้ไม่ดีเท่าคนหนุ่มสาว
  3. ผู้ที่มีโรคประจําตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง
  4.  ผู้ที่มีนํ้าหนักตัวมาก
  5. ผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ
  6. ผู้ทีดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ จะทําให้เส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังขยายตัวมากขึ้น ทําให้ร่างกายเสียนํ้าและเกลือแร่สูง จึงอาจเกิดอาการช็อกและเสียชีวิต
Heat Stroke โรคลมร้อนอันตรายถึงชีวิต กลุ่มเสี่ยง อาการ แนวทางป้องกัน HealthServ
Heat Stroke โรคลมร้อนอันตรายถึงชีวิต กลุ่มเสี่ยง อาการ แนวทางป้องกัน HealthServ

ฤดูร้อนประเทศไทย เริ่มตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567

            กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศเข้าสู่ฤดูร้อนตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 คาดการณ์ฤดูร้อนปีนี้ ประเทศไทยจะมีอากาศร้อนอบอ้าวโดยทั่วไป และมีอากาศร้อนจัดในหลายพื้นที่ อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยบริเวณประเทศไทยตอนบน 35.0 – 38.0 องศาเซลเซียส โดยคาดการณ์อุณหภูมิสูงที่สุด 43.0 - 44.5 องศาเซลเซียส ซึ่งใกล้เคียงหรือเทียบเท่ากับสถิติของประเทศไทย (44.6 องศาเซลเซียส ที่อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2559 และ อ.เมือง จ.ตาก เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2566) โดยช่วงกลางเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนพฤษภาคม จะมีอากาศร้อนจัดต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดภัยและโรคที่มีสาเหตุมาจากอากาศร้อน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงและเปราะบาง เช่น ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และเด็ก จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีอากาศร้อนจัดเป็นเวลานาน ๆ และหมั่นตรวจสอบดูแลคนในครอบครัวให้เตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมที่จะเผชิญกับสภาพอากาศฤดูร้อน ปีนี้อุณหภูมิสูงสุด 43.0 – 44.5 องศาเซลเซียส แต่ความรู้สึกของมนุษย์ หรือค่าดัชนีความร้อน หรือ Heat Index อาจสูงมากกว่า ซึ่งอยู่ในระดับอันตรายมากในบางวัน โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม ส่วนมากบริเวณประเทศไทยตอนบน ซึ่งประกอบด้วยภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ประเทศไทยจะสิ้นสุดฤดูร้อนประมาณกลางเดือนพฤษภาคม 2567 และเพื่อให้รู้ถึงสภาพอากาศและสามารถวางแผนการใช้ชีวิตประจำวันให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพน้อยที่สุด ประชาชนควรติดตามข่าวการพยากรณ์อากาศและการพยากรณ์ค่าดัชนีความร้อนจากกรมอุตุนิยมวิทยาทางเว็บไซต์ www.tmd.go.th และเฟซบุ๊กกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง

การดูแลผู้ป่วยติดเตียงในช่วงฤดูร้อน

  การดูแล ผู้สูงอายุติดเตียงในช่วงฤดูร้อน
 
  1. จัดห้องให้สะอาด อากาศถ่ายเทสะดวก สามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยได้สะดวก กรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน
  2. เปิดเครื่องปรับอากาศในช่วงที่สภาพอากาศร้อนจัดในตอนกลางวัน หากไม่มี ให้เปิดหน้าต่าง เปิดพัดลมเพื่อช่วยระบายอากาศ ไม่ควรเปิดพัดลมจ่อใส่ผู้สูงอายุเพราะจะทำให้เป็นไข้หวัดได้ง่าย
  3. ระวังเรื่องแผลกดทับ พลิกตัวทุกๆ 2 ชั่วโมงและเปลี่ยนท่านอนสลับกันไป เพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับและความอับชื้น
  4. ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดๆ เช็ดตัวผู้สูงอายุเพื่อระบายความร้อน
  5. ดูแลให้ผู้สูงอายุดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ โดยไม่ต้องรอให้กระหายน้ำ
  6. เตรียมยารักษาโรคประจำตัว ให้พร้อม หากมีเหตุฉุกเฉิน ให้รับติดต่อสถานพยาบาลใกล้ที่สุด หรือ โทร. 1669 

กระทรวงสาธารณสุข คาดอุณหภูมิปีนี้อาจถึง 44.5 องศาเซลเซียส

            กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูร้อนตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าอุณหภูมิปีนี้จะสูงขึ้นกว่าปีก่อน อาจถึง 44.5 องศาเซลเซียส ซึ่งมีความเสี่ยงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยดูได้จากค่าดัชนีความร้อน ซึ่งเป็นค่าที่สะท้อนความรู้สึกร้อนของร่างกาย จากการนำอุณหภูมิของอากาศมาคิดร่วมกับความชื้นสัมพัทธ์ เนื่องจากเมื่อความชื้นสัมพัทธ์สูงจะทำให้เหงื่อระเหยยาก และส่งผลให้รู้สึกร้อนกว่าอุณหภูมิจริงของอากาศ หากค่าดัชนีความร้อนเกิน 40 องศาเซลเซียส จะมีความเสี่ยงเกิดโรคลมแดด หรือโรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายร้อนจัดจนส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย และเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

กรมอนามัย เปิดข้อมูลการเฝ้าระวังการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตด้วยโรคจากความร้อน

           กรมอนามัย เปิดเผยว่า จากข้อมูลการเฝ้าระวังการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตด้วยโรคจากความร้อน (กลุ่มโรค Heat Stroke) ในช่วงปี 2562 – 2566 พบว่า มีผู้เสียชีวิตสะสม 131 คน เฉลี่ยเป็น 26.1 รายต่อปี และพบแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานและกลุ่มผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ในปี 2566 กรมอนามัยยังได้ติดตามเฝ้าระวังอาการและพฤติกรรมการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากความร้อน โดยพบว่า อาการเสี่ยงที่พบมากที่สุด คือ ปวดศีรษะ ปัสสาวะมีสีเข้ม เวียนศีรษะ/สับสน/มึนงง มีผื่นแดงตามผิวหนัง รวมถึงยังพบพฤติกรรมเสี่ยงจากความร้อน เช่น ทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงสภาพอากาศร้อนจัด อยู่ในห้องที่ระบายอากาศได้ไม่ดีหรือไม่มีเครื่องปรับอากาศ ดื่มสุรา น้ำหวาน และน้ำอัดลม จึงขอแนะนำให้ประชาชนดูแลสุขภาพตนเองเพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจาก ความร้อน ได้แก่ ดื่มน้ำบ่อย ๆ โดยไม่ต้องรอให้กระหายน้ำ สวมเสื้อผ้าสีอ่อน ระบายอากาศได้ดี สวมหมวกปีกกว้าง แว่นกันแดด และทาครีมกันแดดเป็นประจำ หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่มีสภาพอากาศร้อนจัดหลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม และแอลกอฮอล์ รวมถึงรับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ และติดตามสถานการณ์ค่าดัชนีความร้อนจากกรมอุตุนิยมวิทยา หากค่าดัชนีความร้อนอยู่ในระดับอันตราย (42.0 – 51.9 องศาเซลเซียส) ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง

กรมควบคุมโรค รายงานผู้เสียชีวิตจากภาวะอากาศร้อน

          ข้อมูลกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ระหว่างเดือนมีนาคม - พฤษภาคมของทุกปี พบรายงานผู้เสียชีวิตที่เข้าข่ายการเฝ้าระวังการเสียชีวิตจากภาวะอากาศร้อน ระหว่างปี 2560-2566 จำนวน 24, 18, 57, 12, 7, 8 และ 37 ราย ตามลำดับ
 
          โดยในปีที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 5 มีนาคม - 22 พฤษภาคม 2566 มีรายงานการเจ็บป่วย และเสียชีวิตจากภาวะอากาศร้อนรวม 47 ราย (ป่วย 10 ราย เสียชีวิต 37 ราย) พบมากสุดในเดือนเมษายน ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย สำหรับผู้ป่วย 10 ราย มีอายุระหว่าง 13-75 ปี ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม (ร้อยละ 30) รองลงมาเป็นอาชีพรับจ้าง (ร้อยละ 20) จากข้อมูลยังพบว่าผู้ป่วยมีโรคประจำตัวร่วมด้วย (ร้อยละ 10) ได้แก่ ความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, หัวใจและหลอดเลือด และเป็นผู้ป่วยติดเตียง กิจกรรมหรือปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ การทำกิจกรรมกลางแจ้ง การดื่มสุรา ทั้งนี้ ผู้ป่วยมีอาการเจ็บป่วยขณะอยู่กลางแจ้งถึงร้อยละ 80 ส่วนผู้เสียชีวิต 37 ราย อายุระหว่าง 17-81 ปี ประกอบอาชีพรับจ้าง (ร้อยละ 27) ภาคกลางมีผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวเนื่องจากภาวะอากาศร้อนสูงที่สุด (ร้อยละ 35) นอกจากนี้ พบว่าผู้เสียชีวิตมีโรคประจำตัวร่วมด้วย (ร้อยละ 31) ได้แก่ ความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, หัวใจและหลอดเลือด มีพฤติกรรมและปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ การดื่มสุรา อีกทั้งพบว่าเป็นการเสียชีวิตกลางแจ้ง (ร้อยละ 62)   

การป้องกันตนเอง สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายกลางแจ้ง

 การป้องกันตนเอง จากความร้อน สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายกลางแจ้ง
- ควรดื่มน้ำ 1 แก้ว ทุกๆ 15 - 20 นาที
- สวมชุดออกกำลังกายที่ระบายความร้อนได้ดี
- ดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนัก ช่วงเวลา 11.00 - 15.00 น.

คำแนะนำในการดูแลตนเอง ป้องกันภัยจากโรคลมร้อน

1. สวมใส่เสื้อผ้าสีอ่อน ระบายความร้อนได้ดี
2. ควรอยู่ในที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
3. ลดหรือเลี่ยงทํากิจกรรมที่ต้องออกแรง กลางแจ้งนาน ๆ
4. สวมแว่นกันแดด กางร่ม สวมหมวกปีกกว้าง
5. ควรดื่มนํ้ า 2–3 ลิตรต่อวัน เพื่อชดเชย การเสียนํ้ าในร่างกายจากเหงื่อออก
6. หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
7. ผู้ที่ออกกําลังกาย ควรเลือกในช่วงเช้า/ ช่วงเย็น เนื่องจากเป็นช่วงที่ อากาศไม่ร้อนมากและเป็นเวลาที่เหมาะสม


ข่าว/บทความล่าสุด
เนื้อหาอ่านล่าสุด