Home : กัญชาทางการแพทย์ / ความรู้สุขภาพ กัญชาทางการแพทย์

ช่องว่างที่หายไปในระบบบริการ กัญชาทางการแพทย์ ในประเทศไทย - มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.)

"การใช้กัญชาในระบบการแพทย์ที่สามารถแยกได้ถึง 3 ระบบย่อย ตั้งแต่ กัญชาทางการแพทย์ในระบบ แพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย และหมอพื้นบ้าน"
Date: 07/01/2564 View: 533

รายงานพิเศษจากมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) มองสถานการณ์ 'กัญชาทางการแพทย์' ของประเทศไทย ที่วันนี้มีอะไรคืบหน้าไปแล้ว มีอะไรที่ยังต้องคิด และมีอะไรที่ยังคงต้องติดตาม

 
ถึงแม้จะยังมีสาระสำคัญเป็น "สารเสพติด" ที่ "ผิดกฎหมาย" ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2562 (ฉบับที่ 7) แต่การอนุญาตให้ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์และการวิจัย ทำให้ประเทศไทยมีระบบ “กัญชาทางการแพทย์” เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2562 ที่ผ่านมา
 
ก่อนที่จะมีความเคลื่อนไหวล่าสุดเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2563 ผ่านประกาศในราชกิจจานุเบกษา ปลดล็อก กัญชา และกัญชงให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยไม่จัดเป็นยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นใบที่ไม่ติด กับช่อดอก เปลือก ลำต้น เส้นใย กิ่ง ก้าน ราก เมล็ดกัญชง น้ำมัน สารสกัดเมล็ดกัญชง สารสกัด CBD และในส่วน สาร THC ต้องไม่เกินร้อยละ 2 ไม่ถือว่าเป็นยาเสพติด ยกเว้นช่อดอกและเมล็ดกัญชา ซึ่งถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญ ของกัญชาทางการแพทย์ของประเทศไทย
 
แต่ถึงอย่างนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้ ระบบกัญชาทางการแพทย์ก็ยังคงเป็น "สิ่งใหม่" ของสังคมไทย โดยเฉพาะการใช้กัญชาในระบบการแพทย์ที่สามารถแยกได้ถึง 3 ระบบย่อย ตั้งแต่ กัญชาทางการแพทย์ในระบบ แพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย และหมอพื้นบ้าน
ข้อมูลจาก โครงการวิจัยประเมินผลกระทบจากนโยบายกัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทย ระยะที่ 1 โดย ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล และคณะ ดำเนินการภายใต้การจัดการเครือข่ายนักวิจัยของ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) โดยมี สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เป็นผู้ให้การสนับสนุน ชี้ให้เห็นว่าผู้ป่วยเข้าถึงกัญชาทางการแพทย์ในระบบสาธารณสุขได้น้อย ส่งผลให้มีการใช้กัญชานอกระบบ จำนวนมาก
 
สาเหตุสำคัญของเรื่องนี้ ก็คือโรงพยาบาลที่ให้บริการกัญชาทางการแพทย์ยังมีจำนวนน้อย ผู้ป่วยได้รับ กัญชาทางการแพทย์ได้ยากจากระบบการแพทย์แผนปัจจุบัน รวมถึงระบบกัญชาทางการแพทย์ย่อยทั้ง 3 ระบบไม่ เชื่อมโยงส่งต่อกัน ไม่เกื้อหนุนให้ผู้ป่วยเข้าถึงกัญชาทางการแพทย์ได้อย่างที่ควรจะเป็น
 
ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขมีโรงพยาบาลอยู่ทั้งสิ้นเกือบ 1,000 แห่งทั่วประเทศ แต่ข้อมูลการบริการกัญชาทางการแพทย์จากกองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เมื่อเดือนกรกฎาคม 2563 กลับพบว่า มีสถานพยาบาลรวมเพียง 162 แห่งเท่านั้น ที่ให้บริการกัญชาทางการแพทย์แผนปัจจุบัน
 
ขณะที่ข้อมูลจากสํานักงานจัดการกัญชาและกระท่อมทางการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เมื่อเดือน ก.ค. 2563 ระบุว่า สถานบริการที่ทําการกระจายยาแผนไทยที่มีกัญชาปรุงผสม 16 ตํารับ มีจํานวน 317 แห่ง และสถานบริการที่กระจายยาน้ำมันกัญชา สูตร อ.เดชา ศิริภัทร มีจํานวนเพียง 39 แห่งเท่านั้น
 
นอกจากโรงพยาบาลที่แพทย์พร้อมจ่ายกัญชาทางการแพทย์ให้กับผู้ป่วยมีจำนวนน้อยแล้ว ผู้ป่วยได้รับกัญชาทางการแพทย์จากระบบการแพทย์แผนปัจจุบันยากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับระบบแพทย์แผนไทย
 
ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข และรายงานวิจัยโดย ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล และคณะ พบว่า โรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่ให้บริการกัญชาทางการแพทย์สูตร อ.เดชา ศิริภัทร ที่เปิดให้บริการทุกวัน มีผู้ป่วยมาขอรับกัญชาทางการแพทย์วันละ 500 คน ขณะที่โรงพยาบาลอีกแห่งที่ให้บริการกัญชาทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งเปิดให้บริการเดือนละ 2 วัน มีผู้ป่วยมาขอรับกัญชาทางการแพทย์วันละ 10 คน หรือคิดเป็นอัตราส่วน ร้อยละ 95 ต่อ ร้อยละ 72 ของการเข้าถึงบริการเลยทีเดียว
 
สาเหตุสำคัญที่แพทย์แผนปัจจุบันให้กัญชาทางการแพทย์แก่ผู้ป่วยได้ยาก เป็นเพราะข้อบ่งชี้ของโรคที่จะได้ประโยชน์จากการใช้กัญชาทางการแพทย์ ที่ผ่านการพิสูจน์ด้วยวิธีวิจัยอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ยังมีจำนวนน้อยมาก ซึ่งในปัจจุบันมีเพียง 4 โรค เท่านั้น ได้แก่ ภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด โรคลมชักที่รักษายากและโรคลมชักที่ดื้อต่อการรักษา ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยโรคปลอกประสาท เสื่อมแข็ง และ ภาวะปวดประสาท
 
ความท้าทายจึงอยู่ที่การพิสูจน์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ในประเทศไทยว่าผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ต่างๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทยได้ผลในการรักษาผู้ป่วยหรือไม่ จะชัดเจนเมื่อไหร่ เพื่อนำไปสู่ระบบการสั่งจ่ายให้ผู้ป่วยในการแพทย์แผนปัจจุบันต่อไป
 
ยิ่งไปกว่านั้น การที่ระบบทั้ง 3 ส่วนนี้ไม่ได้เชื่อมโยงกัน ได้กลายเป็นช่องว่างสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วย ไม่สามารถเข้าถึงกัญชาทางการแพทย์ได้โดยสะดวก ความเห็นส่วนใหญ่เกี่ยวกับแนวปฏิบัติการจ่ายกัญชาทางการแพทย์ของทั้ง 3 ระบบ พบว่า การให้บริการกัญชาทางการแพทย์นั้น มีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป
 
  • ในระบบกัญชาทางการแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์จะใช้ยาแผนปัจจุบันเป็นหลักสําหรับการรักษาโรค และอาการต่างๆ ก่อน เมื่อไม่ได้ผล แพทย์ที่สนใจใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาแผนปัจจุบัน (สารสกัดกัญชา) และผ่านการอบรมการใช้สารสกัดกัญชาทางการแพทย์สําหรับบุคลากรทางการแพทย์แล้ว ก็จะจ่ายสารสกัดกัญชาให้ผู้ป่วยตามข้อบ่งชี้ซึ่งขณะนี้มีเพียง 4 โรคเท่านั้น ตามข้อแนะนําของกรมการแพทย์ และแพทย์สภา
     
  • ส่วนในระบบแพทย์แผนไทย ซึ่งมีบันทึกในตำราแพทย์แผนไทยมากว่า 300 ปี มีการใช้ประโยชน์ โดยอ้างอิงสรรพคุณของกัญชาในฐานะที่เป็นพืชสมุนไพร โดยไม่ได้ใช้งานในลักษณะสกัดสารเดี่ยวๆ แบบการแพทย์แผนปัจจุบัน ทั้งนี้โดยปกติแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนไทยประยุกต์จะดูแลผู้ป่วยด้วยวิธีการของแพทย์แผนไทยทั่วไปก่อน (ไม่มีส่วนผสมของกัญชา) หากไม่ได้ผลใน 7-15 วัน จึงจะเข้าสู่การใช้ตํารับยาแผนไทยเข้ากัญชา ซึ่งมีอยู่ 16 ตํารับด้วยกัน
     
  • ขณะที่กัญชาทางการแพทย์ในระบบหมอพื้นบ้านนั้น จะเป็นการให้บริการดูแลผู้ป่วยด้วยบุคลากร ในชุมชนที่ถูกยกย่องให้เป็นหมอพื้นบ้าน ซึ่งเป็นผู้ที่ให้การดูแลผู้ป่วยด้วยภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ตามวัฒนธรรมของชุมชนที่สืบทอดกันมานาน อย่างการจ่ายนํ้ามันกัญชาสูตร อ.เดชา ศิริภัทร เมื่อผู้ป่วยไปพบหมอพื้นบ้านเพื่อขอรับการรักษาด้วยนํ้ามันกัญชาสูตร อ.เดชา ศิริภัทร หลังสอบถามประวัติอาการต่างๆ แล้ว จะจ่ายนํ้ามันกัญชาให้กลับมารับประทานก่อนนอน โดยมีหลักว่าจะต้องไม่มียาชนิดอื่นใดมาทานร่วมด้วยใน เวลาก่อนนอน เพราะจะมีปัญหากับนํ้ามันกัญชา เป็นต้น
 
นอกจากนี้ ยังพบด้วยว่าแนวปฏิบัติของกัญชาทางการแพทย์ในปัจจุบันมีปัญหาสำคัญ 3 ประการ คือ
  1. ผู้ป่วยเป็นฝ่ายเริ่มต้นเข้าพบแพทย์แต่ละระบบและแจ้งความประสงค์ที่ต้องการใช้กัญชาทางการแพทย์ด้วยตนเอง ไม่ใช่แพทย์เป็นผู้แสดงเจตจำนงต้องการใช้กัญชาทางการแพทย์เอง
  2. แพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทยจะจ่ายกัญชาทางการแพทย์ให้ผู้ป่วยก็ต่อเมื่อชัดเจนว่าวิธีการรักษาปกติจะไม่ได้ผล ทำให้ผู้ป่วยไม่ได้กัญชาทางการแพทย์แม้จะแสดงความประสงค์ก็ตาม
  3. ยังขาดการแนะนำส่งต่อระหว่างระบบ ทำให้ผู้ป่วยต้องปิดบังกรณีไปใช้กัญชาทางการแพทย์ จากอีกระบบหนึ่ง เช่น ผู้ป่วยรักษาโรคมะเร็งกับแพทย์แผนปัจจุบัน แต่ต้องการใช้กัญชาทางการแพทย์สูตร อ.เดชา จะต้องแอบไปหามาใช้โดยไม่บอกแพทย์แผนปัจจุบัน ในทางกลับกัน หากผู้ป่วยใช้กัญชาทางการแพทย์สูตร อ.เดชา ซึ่งกำชับว่าจะต้องไม่มียาอื่นรับประทานก่อนนอนร่วมด้วย ก็จะต้องปิดบัง อ.เดชา หากต้องการรับประทาน ยาแผนปัจจุบันที่ให้รับประทานก่อนนอนด้วย
ภายใต้ระบบที่ซับซ้อนแต่ไม่เชื่อมโยงส่งต่อกัน มีส่วนทำให้ผู้ป่วยเข้าไม่ถึงกัญชาทางการแพทย์ ส่งผลให้ผู้ป่วยที่ประสงค์จะใช้กัญชาทางการแพทย์แต่ไม่ได้รับจากแพทย์แผนปัจจุบัน หันไปใช้นํ้ามันกัญชานอกระบบจำนวนมาก
 
โดยจากการศึกษาของ ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย และคณะ ในปี 2563 พบว่า ร้อยละ 80 ของผู้ที่ใช้กัญชาทางการแพทย์ในปัจจุบันได้รับยามาจากกัญชานอกระบบ ไม่ว่าจะซื้อจากผู้จำหน่ายนอกระบบ หรือได้รับจากญาติ หรือเพื่อน มีเพียง ร้อยละ 20 ที่ได้รับกัญชาในระบบมาใช้ โดยร้อยละ 0.4 รับจากคลินิกแพทย์แผนปัจจุบัน ร้อยละ 7 รับจากคลินิกแพทย์แผนไทย และ ร้อยละ 13 รับจากคลินิกส่วนตัวของแพทย์แผนปัจจุบัน
 
ความเชื่อมโยงส่งต่อกันของทั้ง 3 ระบบย่อย จึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำควบคู่ไปกับการเพิ่มจำนวนสถานบริการที่พร้อมจ่ายกัญชาทางการแพทย์ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ การพิสูจน์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ว่าผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ที่มีอยู่ในประเทศไทยในระบบย่อยต่างๆ นั้นสามารถรักษาผู้ป่วยได้ผลจริงหรือไม่
 
ทั้งนี้ ข้อมูลการพิสูจน์จะเป็นตัวปลดล็อกยากัญชาทางการแพทย์ในแพทย์แผนปัจจุบัน ทั้งในแง่ของการสั่งจ่ายยาเองหรือแนะนำผู้ป่วยให้ไปรับยากัญชาทางการแพทย์จากสถานบริการที่เหมาะสม ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้ป่วยอย่างยิ่ง ทั้งหมดก็เพื่อทำให้การให้บริการกัญชาทางการแพทย์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีความเหมาะสมในการใช้ให้เกิดประโยชน์กับสังคมไทยที่สุดนั่นเอง

ช่องว่างที่หายไปในระบบบริการ 'กัญชาทางการแพทย์' ในประเทศไทย
มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) 6 ม.ค. 2564
 
แชร์ต่อทางไลน์/ทวิต/เฟซ/whatsApp/อีเมล์
หมวดเดียวกัน ทั้งหมด

ทั้งหมด

แพคเกจ/โปรโมชั่นสุขภาพ

สำรวจความต้องการบริการสุขภาพของคนไทย ภายใต้เงื่อนไขเรื่องงบประมาณ "บริการสุขภาพใดที่ท่านต้องการเพื่อตัวเองและครอบครัวมากที่สุด" ร่วมตอบแบบสอบถาม
 
Disclaimer "ข้อจำกัดความรับผิดชอบ"

ข้อมูลที่เผยแพร่บนหน้านี้โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ "วันที่ เวลา รายละเอียด ราคา เงื่อนไข ตลอดจน ภาพถ่าย ภาพประกอบ ภาพวาด ภาพเคลื่อนไหว ไฟล์และสื่อรูปแบบต่างๆ ฯลฯ" เป็นข้อมูลที่บันทึกไว้ ณ เวลาหนึ่ง ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้ ณ เวลาที่ท่านได้เข้าชมข้อมูลนี้

ดังนั้น โปรดตรวจสอบความถูกต้องกับบริษัท/หน่วยงานที่เป็นเจ้าของข้อมูลการบริการหรือให้บริการนี้ อีกครั้ง ก่อนตัดสินใจ - เว็บไซต์ HealthServ.net ไม่รับประกันความถูกต้องของข้อมูลที่เปลี่ยนไป และไม่รับผิดชอบต่อการนำข้อมูลไปใช้หรืออ้างอิงในทุกกรณี

© HealthServ ข้อเสนอแนะ/พบปัญหาการใช้งาน/ข้อมูลไม่ถูกต้อง/ต้องการลงข้อมูล ส่งมาที่ [email protected]