อนุทิน ชาญวีรกูล คีย์แมนสำคัญยกระดับบัตรทอง

Nov 15, 2020 436

การยกระดับบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 4 เรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ซึ่งประกอบด้วยการเปิดให้ผู้ใช้สิทธิบัตรทองเข้ารับบริการในหน่วยบริการปฐมภูมิได้ทุกที่ ผู้ป่วยในไม่ต้องใช้ใบส่งตัว ผู้ป่วยมะเร็งเข้ารับบริการได้ทุกที่ในโรงพยาบาลที่มีความพร้อม และการแจ้งเปลี่ยนหน่วยบริการประจำแล้วใช้สิทธิได้เลยโดยไม่ต้องรอ 15 วัน ถือเป็นพัฒนาการอีกก้าวใหญ่ของระบบบัตรทอง ซึ่งหากจะกล่าวไปแล้วก็นับเป็นเรื่องยากในการผลักดัน เพราะต้องใช้พลังในระดับนโยบายอย่างมาก ลำพังแค่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อยากจะทำ แต่ถ้าหน่วยบริการของกระทรวงสาธารณสุขหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ตอบสนองก็ไม่สามารถทำได้

อนุทิน ชาญวีรกูล คีย์แมนสำคัญยกระดับบัตรทอง  (ข่าวสาธารณสุขไทย )
 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีฐานะเป็นประธานคณะกรรมการ สปสช.อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย เป็น “คีย์แมน” หนึ่ง ที่มีความสำคัญในการผลักดันนโยบายและเป็นผู้ริเริ่มการยกระดับบัตรทอง
 
เมื่อเร็วๆนี้ นายอนุทิน ได้ไปกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ยกระดับบัตรทอง 4 บริการ สู่หลักประกันสุขภาพยุคใหม่” ในงานประชุมสร้างความร่วมมือภาคีเครือข่ายภาคประชาชนยกระดับบัตรทอง 4 บริการ สู่หลักประกันสุขภาพยุคใหม่ เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2563 ที่ผ่านมาและได้อธิบายหลักคิดในเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ
 
"เพราะเป็นเรื่องยากเราถึงต้องทำ ตัวผมเมื่อมีโอกาสมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแล้วจะทำสิ่งง่ายๆ ได้อย่างไร ต้องทำเรื่องยากให้เกิดขึ้น" คำพูดประโยคนี้ สะท้อนหลักคิดของนายอนุทินได้เป็นอย่างดี
 
นายอนุทิน เล่าย้อนไปถึงอดีตสมัยที่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในช่วงนั้น สปสช.เพิ่งเริ่มก่อตั้ง แม้จะใช้ชื่อโครงการว่า 30 บาทรักษาทุกโรค แต่ในทางปฏิบัติก็ยังไม่ครอบคลุมทุกโรคได้จริง เช่น โรคไตไม่ครอบคลุม ทำฟันก็ไม่ครอบคลุม
 
"ตอนนั้นผมก็ยังคุยกับทีมงานว่าแล้วจะเป็น 30 บาทรักษาทุกโรคได้อย่างไร แต่ตอนนั้นเป็นรัฐมนตรีช่วย ทำอะไรมากไม่ได้ แล้วก็ตั้งใจว่าต้องผลักดันให้รักษาทุกโรคให้ได้" อนุทิน กล่าว
 
 
 อย่างไรก็ดี ตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา สปสช.ได้พัฒนาตัวเองมาตลอด คณะกรรมการหลายชุดที่ผ่านมาได้ทำสิ่งที่ควรจะให้เกิดก็คือรักษาทุกโรคได้ จนถึงปัจจุบันนี้ 30 บาทรักษาทุกโรค สามารถอธิบายตัวเองได้แล้วว่ารักษาทุกโรคจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรก็ตาม ถ้าคนที่มีสิทธิบัตรทองป่วยขึ้นมา สปสช. จะไปดูแลให้ นี่คือการพัฒนาในแต่ละย่างก้าวของ สปสช.
 
อนุทิน กล่าวอีกว่า เมื่อมีโอกาสได้เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในรัฐบาลนี้ก็มีความตั้งใจที่จะพัฒนาระบบสุขภาพของไทยให้ก้าวไปอีกขั้น เพื่ออำนวยความสะดวกและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคนให้ดีขึ้น ซึ่งโดยตำแหน่งแล้วก็ต้องเป็นประธาน สปสช.ด้วย ตำแหน่งเหล่านี้มีความทับซ้อนกันอยู่เพราะ 2 หน่วยงานนี้ คนนึงเป็นผู้ให้เงิน คนนึงเป็นผู้ให้บริการ แต่ถ้ามองในแง่ดีก็คือนโยบาย สปสช. ที่เกิดขึ้นก็สามารถนำไปผลักดันที่กระทรวงสาธารณสุข หรืออีกมุมหนึ่งก็สามารถรับความคิดเห็นจากกระทรวงสาธารณสุขว่ามีปัญหาอุปสรรคอย่างไรแล้วนำมาผลักดันที่ สปสช.
 
"ช่วง 14-15 เดือนที่เข้ามาดำรงตำแหน่งนี้ต้องบอกว่าการประชุมที่สนุก เร้าใจ แล้วก็ท้าทายที่สุดอย่างหนึ่งคือการประชุมบอร์ด สปสช. กรรมการ 33 ท่าน แต่ละคนเรียกว่ายอดฝีมือมาจากทั่วทุกสารทิศ บางทีผมก็เถียงกับเขาบ้าง บางทีก็โดนดุบ้าง โดนเขาว่าบ้าง ตำหนิบ้าง มีโกรธบ้าง แต่สิ่งที่ผมต้องให้ความร่วมมือเขาตลอดเวลาคืออะไร ทั้ง 30 กว่าคนที่นั่งอยู่ในบอร์ด สปสช. ท่านอ่านเข้าไปในใจเขาได้เลยว่าเขาคิดถึงประชาชนทุกคน นี่คือสิ่งที่บางทีผมก็ยัวะนะ อยากจะเถียงสวนออกไป แต่ไม่กล้าครับ เพราะว่าเขากำลัง represent จิตใจของประชาชน เขาสะท้อนความต้องการของประชาชนมาให้บอร์ด สปสช. ได้ฟัง พอมีคำว่าประชาชน ภาคการเมืองอย่างผมที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนก็ต้องยอม ไม่มีสิทธิ์โต้เถียง นี่คือความสวยงามของการทำงานร่วมกันที่ต่างคนต่างทำเพื่อประชาชน อันนี้เป็นสิ่งที่จะทำให้ สปสช.เดินหน้าต่อไปเรื่อย ๆ ถ้าเอาประโยชน์ของประชาชนมาเป็นเป้าหมาย" อนุทิน กล่าว
 
ทั้งนี้ นโยบายการยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพใน 4 เรื่องนี้เอง ก็เป็นตัวอย่างที่เห็นชัดจากการดำรงตำแหน่งใน 2 หน่วยงานนี้และทำให้สามารถผลักดันนโยบายได้อย่างราบรื่น
 
อนุทิน ขยายความว่า หลักการง่ายๆ ของเรื่องนี้คือในเมื่อ 30 บาทรักษาทุกโรคแล้ว ทำไมไม่รักษาทุกที่ไปด้วย ทำไมคนไทยที่ไปทำงานต่างภูมิลำเนา เมื่อเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา ต้องมีการส่งตัว ต้องมีขั้นตอนเยอะแยะมากมาย เหตุใดจึงไม่ใช้ฐานข้อมูลเพื่อให้ป่วยที่ไหนก็สามารถเข้ารักษาในพื้นที่นั้นได้
 
เมื่อมีแนวคิดเช่นนี้ก็ได้หารือความเป็นไปได้กับทาง สปสช. ซึ่ง สปสช.ก็ตั้งใจจะทำอยู่แล้ว แต่ขาดการผลักดัน กระทรวงสาธารณสุขในบางส่วนยังไม่ตอบรับ ดังนั้น ตนจึงนำเรื่องนี้มาหารือกับปลัดกระทรวงสาธารณสุขตลอดจนปรึกษากับทีมงาน แน่นอนว่าคำตอบแรกคือไม่ได้ เพราะยังมีข้อกังวลว่าหากเป็นเช่นนั้นจะทำให้คนเข้าไปรักษาแต่โรงพยาบาลใหญ่ โรงพยาบาลขนาดเล็กก็ไม่มีคนเข้า
 
อย่างไรก็ดี ในมุมมองของอนุทินกลับมองว่าเรื่องนี้ไม่น่าเป็นกังวล เพราะกระทรวงสาธารณสุขมีแพทย์พยาบาลมากมาย มีโรงพยาบาลแทบทุกอำเภอ ดังนั้นนอกจากการจัดระบบต่าง ๆ ของ สปสช. เพื่อรองรับนโยบายนี้แล้ว อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันคือฝั่งกระทรวงสาธารณสุขเองก็ต้องยกระดับโรงพยาบาล ยกระดับการให้บริการประชาชนไปด้วย ต้องไม่มีคำว่าโรงพยาบาลใหญ่ โรงพยาบาลเล็ก มีแต่คำว่าโรงพยาบาลที่ดี โรงพยาบาลที่รักษาคนไข้ได้มากที่สุด ทุนหรืองบประมาณต่าง ๆ ก็ต้องสนับสนุนลงไปทำให้เกิดการยกระดับโรงพยาบาลขึ้นจริง
 
การยกระดับเช่นนี้จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทรัพยากรที่เพียงพอจากรัฐบาล ซึ่งอนุทิน ยืนยันว่าขอมั่นใจว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความใส่ใจในเรื่องสุขภาพของประชาชนเต็มที่ ถ้าเป็นเรื่องของกระทรวงสาธารณสุข ขอให้อธิบายให้ได้ถึงความจำเป็น ถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น คณะรัฐมนตรีอนุมัติอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสวัสดิการของแพทย์พยาบาล บรรจุข้าราชการ การเพิ่มศักยภาพโรงพยาบาล เพิ่มอุปกรณ์ทางการแพทย์ การซื้อยา การพัฒนาวัคซีน เรื่องสวัสดิการของ อสม. สิ่งเหล่านี้ล้วนอยู่ในแพคเกจที่รัฐบาลมีความเต็มใจที่จะให้ ด้วยความเชื่อและมุ่งหวังที่ว่าเมื่อประชาชนคนไทยมีสุขภาพที่แข็งแรง มีความเข้าใจระบบการสาธารณสุข มีความเข้าใจเรื่องการรักษาตัวเองแล้ว ประเทศไทยจะต้องมีความเจริญรุ่งเรืองในทุก ๆ ด้าน ทั้งสังคม เศรษฐกิจและความเป็นปึกแผ่นของคนในชาติ
 
"30 บาทรักษาทุกที่จะเป็นภาค 2 ของ 30 บาทรักษาทุกโรค มีบริการที่ยกระดับ เจ็บป่วยทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้ป่วยอาการหนักสามารถใช้บริการของหน่วยบริการปฐมภูมิได้ทุกที่ตั้งแต่ 1 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยเริ่มในเขต กทม.ก่อน และตั้งเป้าไว้ว่าในปี 2565 จะขยายครอบคลุมทุกจังหวัดในประเทศ แน่นอนว่าถ้าเจอเคสยุ่งยากต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ แบบนั้นต้องใช้ระบบส่งต่อซึ่งปัจจุบันก็ทำอยู่แล้ว แต่เรื่องการรักษาทุกที่ตอนนี้ก็คือโรคทั่วไป เบาหวาน ความดัน หัวใจ หวัด ไข้ แต่ที่ได้เพิ่มโรคยากๆเข้าไปด้วยคือมะเร็ง" อนุทิน กล่าว
 
ทั้งนี้ นอกจากการเปิดให้ผู้ใช้สิทธิบัตรทองเข้ารับบริการในหน่วยบริการปฐมภูมิได้ทุกที่แล้ว เรื่องมะเร็งเป็นอีกนโยบายหนึ่งที่อนุทินผลักดันให้สามารถเข้าไปรักษาในโรงพยาบาลที่มีความพร้อมที่ไหนก็ได้ เพราะผู้ป่วยโรคมะเร็งบางทีถ้าเกิดไม่รักษาทุกที่ เจอคิวในบางภาค ไม่ทันได้รักษาก็เสียชีวิตก่อน ดังนั้นตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2564 เป็นต้นไป ผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งทุกคนในประเทศไทยก็จะสามารถตรวจรักษาได้ทุกโรงพยาบาลที่มีความพร้อม ไม่ต้องรอคิวเหมือนที่ผ่านมา ไม่ต้องถูกจำกัดสิทธิ์ให้ไปใช้บริการเฉพาะหน่วยบริการที่ลงทะเบียนไว้
 
"กระทรวงสาธารณสุขจัดหาเครื่องฉายรังสีมะเร็งอีก 7 เครื่องเพื่อไปไว้ตามศูนย์มะเร็งทั่วประเทศ ด้วยความหวังว่าจากนี้ไป ผู้ป่วยที่ต้องรับการฉายรังสีด้วยโรคมะเร็งจะไม่ต้องเดินทางไกลไปๆ มาๆ แล้วคิวก็จะน้อยลง เครื่องฉายรังสีเครื่องหนึ่งราคา 100 กว่าล้านบาท แต่ถ้าสำหรับดูแลคนไทยที่เจ็บป่วยโรคมะเร็ง ไม่เสียดายเงินเลย คณะรัฐมนตรีอนุมัติโดยไม่ถามสักคำ" อนุทิน กล่าว
 
นอกจาก 2 เรื่องนี้แล้ว Pain Point ของผู้รับบริการยังมีอีก 2 เรื่อง ซึ่งก็จะถูกยกระดับการบริการเช่นกัน นั่นก็คือผู้ป่วยในจะสามารถใช้บริการหน่วยบริการใดหรือโรงพยาบาลใดก็ได้ โดยไม่ต้องมีใบส่งตัว ซึ่งที่ผ่านมาผู้รับบริการจะทราบดีว่าการขอใบส่งตัวต้องใช้เวลานานมาก ดังนั้นต้องมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ โดยจะเริ่มนำร่องในเขตสุขภาพที่ 9 ก่อน ประกอบด้วย นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ชัยภูมิ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2563 และตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี 2565 ทั้ง 12 เขตสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขก็จะใช้ระบบนี้ทั้งหมด ส่วนอีกเรื่องคือประชาชนทุกคนจะสามารถใช้บริการได้ทันทีเมื่อแจ้งเปลี่ยนหน่วยบริการประจำ ไม่ต้องรอเวลาเกิดสิทธิ แจ้งปุ๊บเดินไปรักษาได้เลย ไม่ต้องมีใครอนุมัติ ถือว่าอนุมัติด้วยการแจ้ง ซึ่งขณะนี้ สปสช.กำลังเร่งยกระดับเรื่องของฐานข้อมูลและพร้อมจะให้บริการได้ในวันที่ 1 ม.ค. 2564 เป็นต้นไป
 
"การยกระดับ 4 บริการนี้จะเป็นการพัฒนางานบริการด้านสาธารณสุขของประเทศไทยให้เป็นบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกดูแลรักษาบริการพี่น้องประชาชนให้เข้าถึงการบริการได้มากขึ้น ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และหวังว่าจะได้ทำให้คุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้นมาเป็นลำดับ ถ้าสุขภาพที่ดี มีระบบการรักษาที่ดี ทุกคนก็อยากทำมาหากินสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับครอบครัว แล้วไทยจะเป็นประเทศที่พลิกฟื้นมาก่อนคนอื่น" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าว
 
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ อนุทิน เน้นย้ำทิ้งท้ายว่าเรื่องอื่นประเทศไทยจะสู้เขาไม่ได้ แต่เรื่องของด้านการสาธารณสุข เรื่องของสุขภาพ ไทยเราต้องไม่เป็นรองใคร
 
แชร์ต่อทางไลน์/ทวิต/เฟซ/whatsApp/อีเมล์

น่าสนใจในหมวดเดียวกัน ทั้งหมด

ทั้งหมด

แพคเกจ/โปรโมชั่นสุขภาพ

โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั
โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั
โรงพยาบาลราชสีมา ฮอสพิทอล
โรงพยาบาลราชสีมา ฮอสพิทอล
โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั
โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั
โรงพยาบาลสหวิทยาการมะลิ
โรงพยาบาลสหวิทยาการมะลิ
โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ รามคำแหง
โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ รามคำแหง
โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ฉะเชิงเทรา
โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ฉะเชิงเทรา
โรงพยาบาลศรีระยอง

UltraFormer III (HIFU)

ราคา 25,000
โรงพยาบาลศรีระยอง
เพิ่มเพื่อน @healthserv

https://lin.ee/WSunSYA

โปรดเข้าใจว่า HealthServ.net ไม่ได้เป็นสถานพยาบาล ไม่ได้เป็นผู้ให้บริการวิชาชีพด้านแพทย์ใดๆ จึงไม่สามารถให้คำปรึกษาในด้านการแพทย์ การรักษาใดๆ ได้ในทุกๆ กรณี - HealthServ.net เป็นสื่อที่เสนอเนื้อหาด้านสุขภาพ ได้แก่ บทความ ข่าวสาร รวมถึง ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับแพคเกจ/บริการจาก รพ./สถานพยาบาล/ผู้ให้บริการต่างๆ ในประเทศไทย เท่านั้น รายละเอียดเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับบริการ-ราคา-เงื่อนไข-วิธีการบริการ โปรดสอบถามไปยังรพ./สถานพยาบาล/ผู้ให้บริการนั้นๆ โดยตรง (ในส่วนของ รพ./สถานพยาบาล/ผู้ให้บริการ นั้น HealthServ ช่วยได้ในแง่ของข้อมูลติดต่อ สถานที่ตั้ง หรืออื่นๆ ที่เป็นข้อมูลทั่วไป)

สำรวจความต้องการบริการสุขภาพของคนไทย ภายใต้เงื่อนไขเรื่องงบประมาณ

"บริการสุขภาพใดที่ท่านต้องการเพื่อตัวเองและครอบครัวมากที่สุด"

ร่วมตอบแบบสอบถาม
 
Disclaimer "ข้อจำกัดความรับผิดชอบ"

ข้อมูลที่เผยแพร่บนหน้านี้โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ "วันที่ เวลา รายละเอียด ราคา เงื่อนไข ตลอดจน ภาพถ่าย ภาพประกอบ ภาพวาด ภาพเคลื่อนไหว ไฟล์และสื่อรูปแบบต่างๆ ฯลฯ" เป็นข้อมูลที่บันทึกไว้ ณ เวลาหนึ่ง ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้ ณ เวลาที่ท่านได้เข้าชมข้อมูลนี้

ดังนั้น โปรดตรวจสอบความถูกต้องกับบริษัท/หน่วยงานที่เป็นเจ้าของข้อมูลการบริการหรือให้บริการนี้ อีกครั้ง ก่อนตัดสินใจ - เว็บไซต์ HealthServ.net ไม่รับประกันความถูกต้องของข้อมูลที่เปลี่ยนไป และไม่รับผิดชอบต่อการนำข้อมูลไปใช้หรืออ้างอิงในทุกกรณี

หมวดหมู่ข้อมูลสุขภาพบน HealthServ.net
© HealthServ ข้อเสนอแนะ/พบปัญหาการใช้งาน/ข้อมูลไม่ถูกต้อง/ต้องการลงข้อมูล ส่งมาที่ healthserv.net@gmail.com