อุบัติภัยจากสารรังสี Radiologic Disasters

Jun 11, 2020 521

รังสี เป็นพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า สามารถพบได้ทั่วไป เช่น คลื่นวิทยุ คลื่นไมโครเวฟ แสง เสียง เป็นรังสีที่ไม่มีอันตรายต่อร่างกาย แต่ รังสีที่มีคลื่นความเร็วสูง เช่น กัมมันตรังสี  เมื่อรังสีเข้าสู่ร่างกาย จะทำให้เกิดปฏิกริยาโดยเกิดประจุบวกและลบขึ้น เกิดอันตรายต่อเซลในร่างกาย

รังสีที่เกิดการแตกตัวของประจุ(Ionizing Radiation) เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำให้อะตอมในเซลแตกตัวเกิดประจุไอออน  เซลถูกทำลายหรือทำงานผิดปกติ นอกจากนี้ยังทำให้น้ำในร่างกายเกิดประจุไอออน กลายเป็นน้ำที่มีโมเลกุลเป็นพิษทำอันตรายต่ออวัยวะต่างๆในร่างกาย  ที่พบได้บ่อยคือ ผิวหนัง ไขกระดูก ทางเดินอาหาร และ ระบบประสาท

การได้รับรังสีอาจเกิดจากการระเบิดของสารรังสีโดยตรง หรือบางครั้งได้รับจากละอองปนเปื้อนรังสี (Radioactive Fallout) ซึ่งอาจเกิดจากไฟไหม้เครื่องปฎิกรปรมาณูหรือเกิดการรั่วของก๊าซที่มีละอองรังสีปนเปื้อน เมื่อหายใจเข้าไปอาจได้รับรังสีเหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย  และเมื่อละอองรังสีเหล่านี้ตกลงบนพื้นดิน และพื้นน้ำ จะทำให้พืช สัตว์ และน้ำบริเวณนั้นปนเปื้นรังสี เมื่อรับประทานเข้าไปก็เกิดพิษต่อร่างกายได้เช่นกัน

รังสีที่ก่อให้เกิดพิษต่อร่างกาย อาจแบ่งได้ตามขนาดของคลื่นรังสีดังนี้

1.  รังสีแอลฟา (Alpha particles) เกิดจากการแตกตัวของนิวเคลียสของธาตุฮีเลี่ยม มีขนาดใหญ่  ไม่สามารถทะลุผ่านผิวหนังได้  จะเกิดเป็นพิษเฉพาะเมื่อรับสารนี้ผ่านทางลมหายใจ หรือการกินเท่านั้น

2. รังสีเบตา (Beta particles) เป็นรังสีที่มีขนาดเล็กกว่ารังสีแอลฟา  มีคุณสมบัติทะลุทะลวงตัวกลางได้ดีกว่ารังสีแอลฟา สามารถทะลุผ่านน้ำที่ลึกประมาณ 1 นิ้ว หรือประมาณความหนาของผิวเนื้อที่ฝ่ามือได้ รังสีบีตาจะถูกกั้นได้โดยใช้แผ่นอะลูมิเนียมชนิดบาง  ถ้าผิวหนังสัมผัสกับรังสีเบตาอาจเกิดแผลพุพองที่เรียกว่า Beta burn ได้ รังสีเบตามักพบได้บ่อยในละอองปนเปื้อนรังสีนิวเคลียร์ (Nuclear fallout)

3. รังสีแกมมา(Gamma particles)  เป็นรังสีที่มีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ความยาวสั้นมาก มีขนาดเล็กใกล้เคียงกับรังสีเอ็กซ์ที่ใช้ในเครื่องเอ็กซเรย์ มีความสามารถสูงในการทะลุทะลวงผ่านร่างกาย ต้องใช้วัสดุกำบังที่มีความหนาแน่นสูง เช่น ตะกั่ว หรือยูเรเนียม เป็นต้น จึงจะสามารถป้องกันรังสีได้  เมื่อได้รับรังสีแกมในปริมาณมาก รังสีจะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายเกิดอาการป่วยเฉียบพลันจากการถูกรังสี (Acute radiation illness) 

4. รังสีนิวตรอน (Neutrons) เกิดขึ้นในเครื่องเร่งอนุภาคนิวตรอนหรือในเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณู  มีคุณสมบัติทะลุทะลวงได้สูงกว่า รังสีแกมมาถึง20 เท่า เมื่อได้รับรังสีจะทำให้เกิดอาการป่วยเฉียบพลันได้ แต่ไม่พบรังสีนี้ในละอองปนเปื้อนรังสี นอกจากนี้รังสีนิวตรอนยังสามารถเหนี่ยวนำให้โลหะเกิดไอโซโทปรังสีทำให้มีผลต่อร่างกายของคนที่มีอุปกรณ์โลหะเหล่านี้ได้

 หน่วยการวัดรังสี

การวัดปริมาณรังสีที่ได้รับทั้งร่างกาย (Whole body exposure) มีหน่วยเป็น gray (Gy) และ rad (radiation absorbed dose) โดย 1 Gy เท่ากับ 100 rad และค่า rem (radiation equivalent-man) เป็นการวัดรังสีในขนาดของ rad แต่แยกตามชนิดของรังสีที่ได้รับ  หน่วยวัดอีกค่าคือ Sv (Sievent) มีค่า 1 Sv เท่ากับ 100 rem

การเจ็บป่วยเฉียบพลันจากการได้รับรังสี (Acute radiation illness)

การได้รับรังสีทันทีในปริมาณมาก โดยเฉพาะรังสีแกมมาและนิวตรอน อาจทำให้เกิดการเจ็บป่วยเฉียบพลันอันเนื่องจากการได้รับรังสี (Acute radiation illness) พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับรังสี น้อยกว่า 1 Gy จะไม่เกิดอาการอะไร 1-2 Gy 50% จะเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ตามด้วยเม็ดเลือดขาวลดลง(Leukopenia) มากกว่า 2 Gy จะมีอาการป่วยที่ต้องนอนโรงพยาบาล และมากกว่า 6 Gy ส่วนใหญ่จะเสียชีวิต

อาการเจ็บป่วยเฉียบพลันจากรังสี แบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ คือ 

1.ระยะนำ (Prodomal phase) จะเริ่มเกิดอาการภายใน48 ชั่วโมงนับตั้งแต่ได้รับรังสี โดยเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย เม็ดเลือดขาวลดต่ำลง 

2.ระยะซ่อนเร้น(Latent phase) จะไม่มีอาการ ระยะนี้จะอยู่ระหว่าง 0-15วัน ขึ้นกับปริมาณรังสีที่ได้รับ

3.ระยะเกิดอาการ (Manifest illness) เป็นระยะที่เกิดอาการชัดเจน ระยะเวลาอยู่ระหว่าง 1 วัน ถึง 4 สัปดาห์ ขึ้นกับปริมาณรังสีที่ได้รับ อาการเกิดขึ้นตามระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกาย

-ปริมาณรังสี 0.7 – 4.0 Gy ไขกระดูกจะถูกทำลาย เม็ดเลือดขาวลดลง เกร็ดเลือดลดต่ำลง ทำให้เกิดจ้ำเลือดตามตัว เลือดออกง่าย เม็ดเลือดแดงต่ำลง ทำให้เกิดภาวะเลือดจาง

-ปริมาณรังสี 6-8 Gv ระบบทางเดินอาหารผิดปกติ เกิดท้องเสีย ขาดภาวะขาดน้ำ ถ่ายเป็นเลือด

-ปริมาณรังสีมากกว่า 30 Gv ระบบประสาทถูกทำลาย เกิดอาการซึมลง ตัวสั่น เดินเซ ชัก หมดสติ และเสียชีวิต

 การปนเปื้อนสารรังสี

เมื่อเกิดการรั่วไหลของสารรังสี ละอองปนเปื้อนรังสีจะกระจายตัวไปในอากาศ บางส่วนตกลงมายังพื้นดินและพื้นน้ำ ทำให้เกิดการปนเปื้อน ซึ่งถ้าหายใจ หรือกินอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน สารรังสีจะสะสมในร่างกาย ในระยะยาวอาจทำให้เกิดเป็นมะเร็งได้ เช่น Radio Iodine จะเข้าไปสะสมอยู่ที่ต่อมธัยรอยด์ ทำให้เกิดมะเร็งธัยรอยด์ได้ 

การป้องกันการได้รับสารปนเปื้อนรังสี ถ้าอยู่ในที่วัดค่ารังสีในอากาศได้สูงผิดปกติ สิ่งที่ควรทำคือ

-ปิดประตู หน้าต่าง ช่องลม งดใช้เครื่องปรับอากาศ

-งดดื่มน้ำประปา  ให้ดื่มน้ำขวด ให้ทานอาหารที่มั่นใจว่าไม่มีการปนเปื้อน

-ถ้าสงสัยว่ามีการปนเปื้อนตามเสื้อผ้า ให้รีบถอดเสื้อผ้าออก และชำระล้างร่างกายให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่

-กรณีตรวจพบว่ามีการปนเปื้อน Radio Iodine ในระดับสูง สามารถป้องกันการเกิดมะเร็งธัยรอยด์โดยการกินสารไอโอดีน ได้แก่ Potassium Iodine หรือ Lugol’s Solution ภายใน 24 ชั่วโมงหลังสัมผัส นานกว่านั้นจะไม่ได้ประโยชน์  การกินสารไอโอดีนต้องได้รับตามคำสั่งแพทย์เท่านั้น ไม่ควรซื้อมากินเอง เพราะอาจเกิดอันตรายได้

-การให้สารขับพิษหรือวิธีการขับพิษสารรังสีชนิดอื่น ต้องอยู่ในความควบคุมของแพทย์ เช่น รังสีพลูโตเนียม ให้ DTPA, ซีเซียมให้ Insoluble Prussian Blue, ยูเรเนียมให้สารที่ทำให้ปัสสาวะเป็นด่าง(Alkalinization of urine), ไทรเทียมให้ Radiostable water เป็นต้น

 อ้างอิง

 

1.Chapter 20: Weapons of Mass Destruction, PHTLS Prehospital Trauma Life Support, Sixth edition. Prehospital Trauma Life Support Committee of The National Association of Emergency Medical Technicians in cooperation with The committee of The American College of Surgeons, Copyright 2007 by Mosby Inc.

2.เอกสารการสอน Radiation Medical Emergency Preparedness in Thailand.  นายแพทย์ อดุลย์ บัรฑุกุล หัวหน้ากลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้าน อาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

 

 

แชร์ต่อทางไลน์/ทวิต/เฟซ/whatsApp/อีเมล์

น่าสนใจในหมวดเดียวกัน ทั้งหมด

ทั้งหมด

แพคเกจ/โปรโมชั่นสุขภาพ

โรงพยาบาลนครพิงค์ เชียงใหม่
โรงพยาบาลนครพิงค์ เชียงใหม่
โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้
โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้
เพิ่มเพื่อน @healthserv

https://lin.ee/WSunSYA

โปรดเข้าใจว่า HealthServ.net ไม่ได้เป็นสถานพยาบาล ไม่ได้เป็นผู้ให้บริการวิชาชีพด้านแพทย์ใดๆ จึงไม่สามารถให้คำปรึกษาในด้านการแพทย์ การรักษาใดๆ ได้ในทุกๆ กรณี - HealthServ.net เป็นสื่อที่เสนอเนื้อหาด้านสุขภาพ ได้แก่ บทความ ข่าวสาร รวมถึง ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับแพคเกจ/บริการจาก รพ./สถานพยาบาล/ผู้ให้บริการต่างๆ ในประเทศไทย เท่านั้น รายละเอียดเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับบริการ-ราคา-เงื่อนไข-วิธีการบริการ โปรดสอบถามไปยังรพ./สถานพยาบาล/ผู้ให้บริการนั้นๆ โดยตรง (ในส่วนของ รพ./สถานพยาบาล/ผู้ให้บริการ นั้น HealthServ ช่วยได้ในแง่ของข้อมูลติดต่อ สถานที่ตั้ง หรืออื่นๆ ที่เป็นข้อมูลทั่วไป)

สำรวจความต้องการบริการสุขภาพของคนไทย ภายใต้เงื่อนไขเรื่องงบประมาณ

"บริการสุขภาพใดที่ท่านต้องการเพื่อตัวเองและครอบครัวมากที่สุด"

ร่วมตอบแบบสอบถาม
 
Disclaimer "ข้อจำกัดความรับผิดชอบ"

ข้อมูลที่เผยแพร่บนหน้านี้โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ "วันที่ เวลา รายละเอียด ราคา เงื่อนไข ตลอดจน ภาพถ่าย ภาพประกอบ ภาพวาด ภาพเคลื่อนไหว ไฟล์และสื่อรูปแบบต่างๆ ฯลฯ" เป็นข้อมูลที่บันทึกไว้ ณ เวลาหนึ่ง ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้ ณ เวลาที่ท่านได้เข้าชมข้อมูลนี้

ดังนั้น โปรดตรวจสอบความถูกต้องกับบริษัท/หน่วยงานที่เป็นเจ้าของข้อมูลการบริการหรือให้บริการนี้ อีกครั้ง ก่อนตัดสินใจ - เว็บไซต์ HealthServ.net ไม่รับประกันความถูกต้องของข้อมูลที่เปลี่ยนไป และไม่รับผิดชอบต่อการนำข้อมูลไปใช้หรืออ้างอิงในทุกกรณี

หมวดหมู่ข้อมูลสุขภาพบน HealthServ.net
© HealthServ ข้อเสนอแนะ/พบปัญหาการใช้งาน/ข้อมูลไม่ถูกต้อง/ต้องการลงข้อมูล ส่งมาที่ healthserv.net@gmail.com