Home : ความรู้สุขภาพ

การสวนปัสสาวะแบบสะอาดเป็นครั้งคราว Clean Intermittent Catheterization

คนจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการขับถ่ายปัสสาวะ อาทิ ปัสสาวะไม่ออก ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะไหล ออกโดยไม่รู้ตัว เป็นต้น บ่อยครั้งที่การรักษาโดยใช้ยาหรือทำการผ่าตัด ไม่สามารถช่วยให้อาการเหล่านี้ดีขึ้นเลยและต้องลงท้ายด้วยการคาสายยางทิ้งไว้ตลอดเวลา ในบางรายอาจต้องทำกระเพาะปัสสาวะเทียม โดยเปิดออกทางหน้าท้อง ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาในการเก็บปัสสาวะและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายเป็นอย่างมาก
Date: 11/06/2563 View: 2,040
ทำไมจึงเกิดการติดเชื้อ
 
ระบบทางเดินปัสสาวะมีการติดเชื้อได้หลายทางที่สำคัญที่สุด คือ เชื้อโรคจากภายนอกผ่านเข้าทางท่อปัสสาวะสู่กระเพาะปัสสาวะแล้วกระจายไปสู่ระบบทางเดินปัสสาวะส่วนอื่นๆ ต่อและปัจจัยสำคัญที่จะทำให้มีการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะได้ง่ายขึ้น คือ ตัวกระเพาะปัสสาวะเอง
 
ในภาวะปกติ กระเพาะปัสสาวะมีความสามารถพิเศษจะทำลายเชื้อโรคแปลกปลอมที่จะเข้าไปสู่กระเพาะปัสสาวะได้ การที่มีปัสสาวะคั่งค้างใน กระเพาะปัสสาวะมากๆ จนทำให้กระเพาะปัสสาวะบวมผิดปกติหรือการที่กระเพาะปัสสาวะมีความดันภายในสูงจนเกินไป จะทำให้การกำจัดเชื้อโรคของกระเพาะปัสสาวะลดลงทำให้มีการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น และการคาสายยางไว้นานๆ ถึงแม้จะดูแลดีเพียงใดก็ยากที่จะกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าไปสู่ภายในได้ ประกอบกับการที่สายยางอุดตันในบางครั้งทำให้มีปัสสาวะคั่งค้างในกระเพาะปัสสาวะหรือมีบาดแผลในกระเพาะปัสสาวะ ก็ยิ่งทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อได้มาก จากการที่มีการอักเสบติดเชื้อนานๆ ร่วมกับกระเพาะปัสสาวะที่ทำงานบกพร่อง จะทำให้เชื้อโรคกระจายไปที่อื่นโดยเฉพาะไต เกิดภาวะไตอักเสบเรื้อรัง และไตวายในที่สุด
 
โรคที่ทำให้การขับถ่ายปัสสาวะผิดปกติและต้องพึ่งการสวนปัสสาวะ
  1. โรคสมอง เช่น อุบัติเหตุต่อเนื้อสมอง เนื้องอกในสมอง เนื้อสมองฝ่อ สมองอักเสบฯลฯ
  2. โรคของไขสันหลัง เช่นอุบัติเหตุต่อไขสันหลัง เนื้องอก ไขสันหลังอักเสบ พยาธิเข้าไขสันหลัง ซิฟิลิส ฯลฯ
  3. โรคของเส้นประสาทส่วนปลายที่ควบคุมกระเพาะปัสสาวะ เช่น เบาหวาน ฯลฯ
  4. ปลายประสาทที่มาควบคุมกระเพาะปัสสาวะบางส่วนถูกทำลายจากการผ่าตัดบริเวณอุ้งเชิงกราน
  5. โรคของกล้ามเนื้อกระเพราะปัสสาวะหรือกระเพาะปัสสาวะยืดมากเกินไปจนไม่มีแรงขับปัสสาวะ
 
การหลีกเลี่ยงการคาสายยางทิ้งไว้นาน         
 
การคาสายยางทิ้งไว้ในท่อปัสสาวะหรือคาสายยางไว้ในกระเพาะปัสสาวะโดยผ่านทางหน้าท้องนานๆ เหมือนดาบสองคม ประโยชน์นั้นแก้ปัญหาเรื่องการขับถ่ายปัสสาวะได้ส่วนหนึ่งแต่ปัญหาที่จะตามมา เช่น ต้องมาเปลี่ยนสายยางทุกๆ 1 เดือน หรือมาก่อนถ้าสวายยางตัน ในบางรายอาจจะมีอาการเจ็บมีนิ่วหรือมีเลือดออก และมีอาการอักเสบติดเชื้อเกิดขึ้นได้บ่อยๆในผู้ชาย อาจมีหนองออกจากท่อปัสสาวะ อัณฑะบวมหรือมีรูทะลุจากท่อปัสสาวะออกมาได้และยังก่อให้เกิดความรำคาญหรือความยุ่งยากในการที่จะต้องหิ้วสายและถุงเก็บปัสสาวะไปด้วยตลอด
 
          ดังนั้นผลเสียมีมากทีเดียว ในปัจจุบันเรามักหลีกเลี่ยงการคาสายยางทิ้งไว้ในกระเพาะปัสสาวะนานๆ นอกจากไม่มีทางเลือกอื่น การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการปัสสาวะแบบสะอาดเป็นครั้งคราว (CLEAN INTERMITTENT CATHETERIZATION) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการรักษามากกว่าการคาสายยางทิ้งไว้นานๆ
 
การสวนปัสสาวะแบบสะอาดเป็นครั้งคราว แบ่งเป็น 2 แบบคือ
  1. การสวนปัสสาวะด้วยตนเอง
  2. ให้ผู้อื่นสวนปัสสาวะให้กรณีไม่สามารถทำเองได้
 
ประโยชน์ของการสวนปัสสาวะแบบสะอาดเป็นครั้งคราว
  1. ช่วยลดปัญหาการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะและการเสื่อมสภาพของไต
  2. ในบางกรณีอาจจะทำให้การทำงานของกระเพาะปัสสาวะ กลับเข้าสู่สภาพปกติได้เร็วขึ้น
  3. หลีกเลี่ยงปัญหาแทรกซ้อนของการคาสายยางทิ้งไว้ได้
  4. ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถเข้าสู่สังคมและไม่สร้างความรำคาญแก่ผู้อื่น
  5. เป็นตัวของตัวเองและเป็นภาระต่อผู้อื่นน้อยที่สุด
 
อุปสรรคของการสวนปัสสาวะแบบสะอาดเป็นครั้งคราว
  1. สำหรับผู้ที่สวนปัสสาวะด้วยตนเอง โดยเฉพาะผู้หญิงอาจจะมีความลำบากในตอนทำแรกๆ
  2. สำหรับผู้ที่ไม่สามารถทำด้วยตนเองได้ ต้องให้ผู้อื่นสวนให้ ถ้าเป็นเด็กพ่อแม่หรือญาติจะเป็นผู้ทำให้จนกระทั่งเด็กโตทำเองได้ แต่กรณีที่เป็นผู้ใหญ่จะทำให้ได้ยาก ควรจะต้องปรึกษาแพทย์
  3. ผู้ที่มีการอุดตันของทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง ทำให้ส่วนได้ลำบาก
 
อุปกรณ์การสวนปัสสาวะ       
  1. สายยางสำหรับสวนปัสสาวะ
  2. น้ำยาฆ่าเชื้อโรคแซฟลอน (savlon – สีเหลือง) หรือ สบู่ (วิธัผสม น้ำยาฆ่าเชื้อโรค 5 ซีซี: น้ำต้มสุก500 ซีซี)
  3. น้ำต้มสุก 1 ขวด
  4. สำลีสะอาด
  5. เยลลี่สำหรับหล่อลื่นสายสวนปัสสาวะก่อนที่จะสวนปัสสาวะ
  6. ภาชนะ 2 ใบ (ใบเล็กใส่น้ำยาฆ่าเชื้อโรค ใบใหญ่ใส่น้ำปัสสาวะที่สวนออกมา)
  7. กระจกเงาสำหรับผู้ที่ยังไม่ชำนาญ (ก่อนจะสวนปัสสาวะให้ใช้กระจกเงาส่องดูท่อปัสสาวะเพื่อให้เห็นชัดเจน)
 
การเตรียมตัวและเตรียมอุปกรณ์ของใช้ในการสวนปัสสาวะครั้งต่อไป
  1. ล้างอุปกรณ์ทั้งหมดด้วยน้ำสบู่ ตามด้วยน้ำสะอาดเช็ดให้แห้ง
  2. นำสายสวนที่ล้างสะอาดแล้วมาแช่น้ำยาฆ่าเชื้อโรคในหลอดพลาสติก โดยเทน้ำยาฆ่าเชื้อโรคในหลอดพลาสติกให้เต็มหลอด นำสายสวนปัสสาวะใส่ลงในหลอดพลาสติกให้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคไหลเข้าไปอยู่ภายในสายสวนปัสสาวะด้วย แล้วจึงเอาฝาจุกเปิดปลายสายสวนปัสสาวะและปิดหลอดท่อพลาสติกไว้
 
ทุกครั้งที่นำสายสวนแช่ในน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ต้องเอาฝาจุกปิดปลายสายสวนปัสสาวะไว้ทุกครั้ง เพื่อความสะดวกในการนำสายสวนออกมาจากหลอดพลาสติกมาใช้ครั้งต่อไป
 
วิธีการสวนปัสสาวะ
  1. ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ 2ครั้ง (ควรตัดเล็บให้สั้นและไม่สวมเครื่องประดับ
  2. เตรียมอุปกรณ์การสวนให้พร้อมและสายสวนปัสสาวะที่นำออกมาจากการแช่น้ำยาแช่เชื้อโรคแล้ว ให้ล้างด้วยน้ำต้นสุกก่อนที่จะนำมาใช้สวนปัสสาวะ
  3. ท่าสวนปัสสาวะ สวนด้วยตนเองหรือผู้อื่นสวนให้
    - ผู้หญิง : นั่งยองๆ แยกขาหรือนอนแยกขาออก 2 ข้าง หรือยืนโดยให้เท้าข้างหนึ่งเหยียบบนเก้าอี้ เอากระจกส่องดูท่อปัสสาวะหรือใช้นิ้วมือคลำก็ได้
    - ผู้ชาย : ยื่น นอนหรือนั่ง
  4.  ทำความสะอาดบริเวณท่อปัสสาวะด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคกรณีที่ต้องไปทำนอกบ้าน สามารถใช้สบู่ล้างได้
  5. จับสายสวนโดยห่างจากปลายด้ายสายสวนปัสสาวะประมาณ 1 นิ้ว ทาเยลลี่หล่อลื่นปลายสายสวนเพื่อลดความระคายเคืองแล้วจึงใส่สายสวนเข้าท่อปัสสาวะในผู้หญิงใส่สายสวนเข้าไผลึกประมาณ 3 นิ้ว ส่วนผู้ชายใส่ลึกจนสุดสายสวนปล่อยให้น้ำปัสสาวะไหลลงภาชนะรองรับหรือโถส้วม
  6. เมื่อน้ำปัสสาวะจากสายหยุดไหล ให้ใช้มือข้างหนึ่งจับสายสวนได้ ส่วนมืออีกข้างกดเหนือหัวเหน่า ซึ่งเป็นบริเวณที่อยู่ของกระเพาะปัสสาวะ น้ำปัสสาวะก็จะไหลออกมาอีก และเมื่อน้ำปัสสาวะหยุดไหลให้ดึงสายสวนออกทีละนิดพร้อมกับกดเหนือหัวเหน่าทำซ้ำจนแน่ใจว่าน้ำปัสสาวะไหลออกหมดแล้วจึงดึงสายสวนออก
  7. ล้างด้วยน้ำสะอาดหรือใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดเช็ดบริเวณดังกล่าวให้แห้งทุกครั้ง
 
ข้อควรจำ/div>
  1. จำนวนการสวนในแต่ละวันควรให้แพทย์ เป็นผู้กำหนด
  2. ควรสวนเป็นประจำในเวลาเดียวกัน ไม่ต้องคำนึงถึงความสะอาดหรือสิ่งแวดล้อม หากสวนไม่ตรงเวลาปล่อยให้ปัสสาวะคั่งค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะนานๆอาจยิ่งทำให้มีการอักเสบติดเชื้อง่ายขึ้น
  3. การสวนแบบนี้ขอแค่ความสะอาดเท่านั้น ไม่ใช่ทำแบบปราศจากเชื้อ เหมือนในโรงพยาบาล จึงไม่ต้องนำมาเป็นอุปสรรคต่อความตั้งใจเป็นอันขาด
  4. อย่าเลิกการสวนเอง ต้องปรึกษาแพทย์และหากมีปัญหาที่เกิดขึ้นจากการสวนให้รีบมาพบแพทย์ทันที
  5. การสร้างทัศนคติที่ดีต่อการสวนปัสสาวะแบบสะอาดจะเป็นเหตุให้เกิดแรงจูงใจในการทำงานที่ถูกต้องและสม่ำเสมอทำให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขทั้งร่างกายและจิตใจ 
อุปกรณ์การสวนปัสสาวะ
  1. สายยางสำหรับสวนปัสสาวะ
  2. น้ำยาฆ่าเชื้อโรคแซฟลอน (savlon – สีเหลือง) หรือ สบู่ (วิธัผสม น้ำยาฆ่าเชื้อโรค 5 ซีซี: น้ำต้มสุก500 ซีซี)
  3. น้ำต้มสุก 1 ขวด
  4. สำลีสะอาด
  5. เยลลี่สำหรับหล่อลื่นสายสวนปัสสาวะก่อนที่จะสวนปัสสาวะ
  6. ภาชนะ 2 ใบ (ใบเล็กใส่น้ำยาฆ่าเชื้อโรค ใบใหญ่ใส่น้ำปัสสาวะที่สวนออกมา)
  7. กระจกเงาสำหรับผู้ที่ยังไม่ชำนาญ (ก่อนจะสวนปัสสาวะให้ใช้กระจกเงาส่องดูท่อปัสสาวะเพื่อให้เห็นชัดเจน)
 
การเตรียมตัวและเตรียมอุปกรณ์ของใช้ในการสวนปัสสาวะครั้งต่อไป
  1. ล้างอุปกรณ์ทั้งหมดด้วยน้ำสบู่ ตามด้วยน้ำสะอาดเช็ดให้แห้ง
  2. นำสายสวนที่ล้างสะอาดแล้วมาแช่น้ำยาฆ่าเชื้อโรคในหลอดพลาสติก โดยเทน้ำยาฆ่าเชื้อโรคในหลอดพลาสติกให้เต็มหลอด นำสายสวนปัสสาวะใส่ลงในหลอดพลาสติกให้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคไหลเข้าไปอยู่ภายในสายสวนปัสสาวะด้วย แล้วจึงเอาฝาจุกเปิดปลายสายสวนปัสสาวะและปิดหลอดท่อพลาสติกไว้
 
ทุกครั้งที่นำสายสวนแช่ในน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ต้องเอาฝาจุกปิดปลายสายสวนปัสสาวะไว้ทุกครั้ง เพื่อความสะดวกในการนำสายสวนออกมาจากหลอดพลาสติกมาใช้ครั้งต่อไป
 
วิธีการสวนปัสสาวะ
  1. ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ 2ครั้ง (ควรตัดเล็บให้สั้นและไม่สวมเครื่องประดับ
  2. เตรียมอุปกรณ์การสวนให้พร้อมและสายสวนปัสสาวะที่นำออกมาจากการแช่น้ำยาแช่เชื้อโรคแล้ว ให้ล้างด้วยน้ำต้นสุกก่อนที่จะนำมาใช้สวนปัสสาวะ
  3. ท่าสวนปัสสาวะ สวนด้วยตนเองหรือผู้อื่นสวนให้
    - ผู้หญิง : นั่งยองๆ แยกขาหรือนอนแยกขาออก 2 ข้าง หรือยืนโดยให้เท้าข้างหนึ่งเหยียบบนเก้าอี้ เอากระจกส่องดูท่อปัสสาวะหรือใช้นิ้วมือคลำก็ได้
    - ผู้ชาย : ยื่น นอนหรือนั่ง
  4.  ทำความสะอาดบริเวณท่อปัสสาวะด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคกรณีที่ต้องไปทำนอกบ้าน สามารถใช้สบู่ล้างได้
  5. จับสายสวนโดยห่างจากปลายด้ายสายสวนปัสสาวะประมาณ 1 นิ้ว ทาเยลลี่หล่อลื่นปลายสายสวนเพื่อลดความระคายเคืองแล้วจึงใส่สายสวนเข้าท่อปัสสาวะในผู้หญิงใส่สายสวนเข้าไผลึกประมาณ 3 นิ้ว ส่วนผู้ชายใส่ลึกจนสุดสายสวนปล่อยให้น้ำปัสสาวะไหลลงภาชนะรองรับหรือโถส้วม
  6. เมื่อน้ำปัสสาวะจากสายหยุดไหล ให้ใช้มือข้างหนึ่งจับสายสวนได้ ส่วนมืออีกข้างกดเหนือหัวเหน่า ซึ่งเป็นบริเวณที่อยู่ของกระเพาะปัสสาวะ น้ำปัสสาวะก็จะไหลออกมาอีก และเมื่อน้ำปัสสาวะหยุดไหลให้ดึงสายสวนออกทีละนิดพร้อมกับกดเหนือหัวเหน่าทำซ้ำจนแน่ใจว่าน้ำปัสสาวะไหลออกหมดแล้วจึงดึงสายสวนออก
  7. ล้างด้วยน้ำสะอาดหรือใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดเช็ดบริเวณดังกล่าวให้แห้งทุกครั้ง
 
ข้อควรจำ
  1. จำนวนการสวนในแต่ละวันควรให้แพทย์ เป็นผู้กำหนด
  2. ควรสวนเป็นประจำในเวลาเดียวกัน ไม่ต้องคำนึงถึงความสะอาดหรือสิ่งแวดล้อม หากสวนไม่ตรงเวลาปล่อยให้ปัสสาวะคั่งค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะนานๆอาจยิ่งทำให้มีการอักเสบติดเชื้อง่ายขึ้น
  3. การสวนแบบนี้ขอแค่ความสะอาดเท่านั้น ไม่ใช่ทำแบบปราศจากเชื้อ เหมือนในโรงพยาบาล จึงไม่ต้องนำมาเป็นอุปสรรคต่อความตั้งใจเป็นอันขาด
  4. อย่าเลิกการสวนเอง ต้องปรึกษาแพทย์และหากมีปัญหาที่เกิดขึ้นจากการสวนให้รีบมาพบแพทย์ทันที
  5. การสร้างทัศนคติที่ดีต่อการสวนปัสสาวะแบบสะอาดจะเป็นเหตุให้เกิดแรงจูงใจในการทำงานที่ถูกต้องและสม่ำเสมอทำให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขทั้งร่างกายและจิตใจ
 
แชร์ต่อทางไลน์/ทวิต/เฟซ/whatsApp/อีเมล์
หมวดเดียวกัน ทั้งหมด

ทั้งหมด

สำรวจความต้องการบริการสุขภาพของคนไทย ภายใต้เงื่อนไขเรื่องงบประมาณ "บริการสุขภาพใดที่ท่านต้องการเพื่อตัวเองและครอบครัวมากที่สุด" ร่วมตอบแบบสอบถาม
 
Disclaimer "ข้อจำกัดความรับผิดชอบ"

ข้อมูลที่เผยแพร่บนหน้านี้โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ "วันที่ เวลา รายละเอียด ราคา เงื่อนไข ตลอดจน ภาพถ่าย ภาพประกอบ ภาพวาด ภาพเคลื่อนไหว ไฟล์และสื่อรูปแบบต่างๆ ฯลฯ" เป็นข้อมูลที่บันทึกไว้ ณ เวลาหนึ่ง ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้ ณ เวลาที่ท่านได้เข้าชมข้อมูลนี้

ดังนั้น โปรดตรวจสอบความถูกต้องกับบริษัท/หน่วยงานที่เป็นเจ้าของข้อมูลการบริการหรือให้บริการนี้ อีกครั้ง ก่อนตัดสินใจ - เว็บไซต์ HealthServ.net ไม่รับประกันความถูกต้องของข้อมูลที่เปลี่ยนไป และไม่รับผิดชอบต่อการนำข้อมูลไปใช้หรืออ้างอิงในทุกกรณี

© HealthServ ข้อเสนอแนะ/พบปัญหาการใช้งาน/ข้อมูลไม่ถูกต้อง/ต้องการลงข้อมูล ส่งมาที่ [email protected]